'บัว นพมาศ' อนาคตใหม่ จาก 'อุดมการณ์' สู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ


   

        'บัว' นพมาศ การุญ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 พระนคร ป้อมปราบศัตรูพ่าย พรรคอนาคตใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่สนใจการเมือง มีดีกรีเป็นนักเรียนนอก พ่วงด้วยเจ้าของธุรกิจโฮสเทล ขณะเดียวกันยังเต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ทางสายเลือดจากคุณแม่ ซึ่งถือเป็นนักกิจกรรมรุ่น 14 ตุลา และใฝ่ฝันสู่การเดินทางบนเส้นทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ ในนามพรรคอนาคตใหม่

        บัว นพมาศ ย้อนหลังไปถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นบนถนนสายนี้ของเธอว่า "คุณแม่เคยทำกิจกรรมเมื่อ 14 ตุลา ก็เลยมีการคุยเรื่องการเมืองมาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาเรารู้ดีว่าการเมืองเป็นจุดสำคัญของประเทศ ถ้าการเมืองมีเสถียรภาพ ประเทศก็จะมีเสถียรภาพด้วย การพัฒนาก็จะไปได้เร็ว แต่เราก็เติบโตกับสภาพการเมืองที่ขัดแย้งมาโดยตลอด คนอายุราว 20 กว่าปี ก็จะเห็นว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ สกปรก"

        ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ลงมาก้าวสู่สนามการเมือง แต่ในใจคือรู้ว่าผู้นำประเทศ หรือคนที่มาเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายจะต้องเป็นระดับการเมือง จนมารู้จักพรรคอนาคตใหม่เมื่อเดือน มี.ค.ปีที่แล้ว ทำให้เราเริ่มสนใจ สิ่งที่คุณธนาธรได้พูดออกมาทั้งหมดก็ตรงใจหลายๆ คนในประเทศ ถ้าทำได้จริงก็จะเป็นโอกาสที่เราจะพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ก็เลยเข้ามาสมัครเป็นสมาชิก

        เธอระบุด้วยว่า พรรคอื่นอย่างน้อยๆ ต้องมีพื้นฐานทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานนักการเมืองมาก่อน หรือทุนอื่นๆ ซึ่งคาดว่าเขาไม่น่าจะเปิดรับคนภายนอกได้ขนาดนั้น ปัจจัยที่ 2 คือ เรื่องอุดมการณ์ ถ้าเข้าไปแล้วเราต้องไปทำเหมือนสิ่งที่พรรคใหญ่ๆ ทำ เราก็รู้สึกว่าเราจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยาก ถ้าต้องทำในสิ่งที่ไม่เป็นอุดมการณ์ของตัวเอง เราก็ไม่อยากทำ

        "แต่พรรคอนาคตใหม่มีอุดมการณ์ที่ตรงกันกับเรา สิ่งที่บอกว่าจะทำเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ ทำเพื่อประชาชน มันก็ตรงกับสิ่งที่เราต้องการจะทำอยู่แล้วถ้ามีโอกาส ซึ่งผู้สมัครในกรุงเทพฯ หลายคนที่ได้มาเจอกัน ก็ไม่มีใครรู้จักกันมาก่อน ทุกคนมาจากหลายแบ็กกราวด์ บางคนรับราชการมาก่อน ทำงานเอกชน ซึ่งเมื่อผ่านการไพรมารีโหวตก็ต้องลาออก คนทำธุรกิจส่วนตัวอย่างบัวก็ต้องจัดสรรเวลาใหม่ เพราะเราจะต้องทำงานการเมืองเต็มตัวมากขึ้น ต้องให้สามีมาดูธุรกิจแทน และต้องจัดการเรื่องลูก ซึ่งไม่มีใครผ่านสนามการเมืองมาก่อน"

        ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เล่าถึงสิ่งที่เธอตั้งใจทำ เพื่อให้ได้คะแนนจากประชาชน ท่ามกลางสนามการเมืองที่แข่งขันกันดุเดือดว่า "บัวลงพื้นที่ค่อนข้างเยอะ แล้วด้วยความเป็นพรรคใหม่ เราไม่ได้มีใครที่มีประสบการณ์ทางการเมือง อีกทั้งเราไม่มีหัวคะแนน เราแค่เดินเข้าหาประชาชน แล้วสิ่งที่ได้กลับมาจากการลงพื้นที่คือ ผลตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกหนักใจ เพราะพรรคเราเป็นพรรคคนรุ่นใหม่ ซึ่งกลุ่มคนที่รู้จักเรานั้นอายุไม่เกิน 40 แต่เมื่อลงพื้นที่จริงๆ กลับมีประชากรอายุ 40 ขึ้นเป็นส่วนมากที่สนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ"

        เธอระบุด้วยว่า แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ยังเคลือบแคลงต่อนักการเมืองว่าเดี๋ยวก็เป็นเหมือนเดิมหรือเปล่า ในการลงพื้นที่บัวพยายามเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ถ้าอยากพูดกับผู้คนจริงๆ เราก็พูดว่า เราก็ทำธุรกิจเหมือนกับพวกคุณ เราเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาในช่วง 5 ปี ซึ่งธุรกิจ SME ในปัจจุบันอยู่ยากมาก ยิ่งถ้าเป็นระดับกลุ่มคนรายวันไม่ต้องพูดถึงเลย อดมื้อกินมื้ออยู่แล้ว ทั้งนี้ ด้วยความที่พรรคเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เขาก็มองว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุอย่างเดียว ยังอยู่ที่ความคิดด้วย แต่ว่าคนที่จะขับเคลื่อน แน่นอนว่าต้องเป็นคนวัยทำงาน จะให้ผู้ที่มีอายุ 50-60 ปี มาขับเคลื่อนอย่างเดียว แน่นอนว่าวิสัยทัศน์ที่จะไปแข่งกับประชากรโลกมันจะลำบาก

        ขณะเดียวกันในฐานะคุณแม่ เธอระบุด้วยว่า สิ่งที่เธออยากผลักดันให้เกิดขึ้นในฐานะนักการเมือง นั่นคือ เรื่องการศึกษา ซึ่งการศึกษาในประเทศไทยใครๆ ก็รู้ว่าล้มเหลว ถ้าเทียบกับโรงเรียนในต่างประเทศมาตรฐานใกล้กว่าเมืองไทยเยอะมาก เมืองไทยกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดคนละเรื่อง ทั้งจำนวนบุคลากร ทรัพยากรต่างๆ ที่มีความเท่าเทียมกัน ทุกอย่างในขณะนี้เหมือนเป็นการแบ่งชนชั้น คุณรวยก็ส่งลูกไปเรียนนานาชาติ คนชั้นล่างเรียนโรงเรียน กทม. ไม่มีแอร์ มีแต่ฝุ่น ต้องนั่งเรียนแบบนั้น

        เราเป็นชนชั้นกลาง ถ้าจะส่งลูกเราก็จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งก็มีปัญหาเต็มหมดทั้งเรื่องมลภาวะ การเดินทาง แต่พอได้เข้ามาในพรรค และยิ่งตอนที่พรรคมีนโยบาย 12 วาระออกมาก็จะเห็นว่า นโยบายหลายอย่างมันเชื่อมโยงกัน นอกจากนี้สิ่งที่สนใจคือเรื่องรัฐสวัสดิการ เพราะอยากให้ประเทศมีความเหลื่อมล้ำกันน้อยที่สุด เราไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องรวยเท่ากัน มันไม่มีทางอยู่แล้ว ประเทศอื่นๆ ก็ต้องมีความเหลื่อมล้ำ แต่ไม่มีมากเท่าเมืองไทย ในส่วนของค่าแรงแม้คุณจะขึ้นค่าแรงมากเท่าไหร่มันก็ไม่จบ ถ้าค่าครองชีพมันสูงขึ้น

        นอกจากนี้ ในแง่ช่องทางพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น เรื่องท่องเที่ยว ส่วนตัวทำธุรกิจด้านนี้อยู่แล้ว ซึ่งการทำโฮสเทลประสบปัญหาเรื่องการขออนุญาต ซึ่งทำได้ยาก ลำบากมาก เหมือนเขาไม่อยากให้เกิดขึ้น อย่างเมืองอื่นๆ ในต่างประเทศก็ยังมีโฮสเทลผุดขึ้นมามากมาย โดยในประเทศไทยไม่ได้เอื้อธุรกิจขนาดเล็กมาก เหมือนไม่ได้อยากให้เกิด

        เมื่อโยนคำถามไปถึงพรรคที่เธอสังกัดว่า พรรคอนาคตใหม่จะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศนี้ได้อย่างไร เธอระบุว่า พรรคเราไม่มีนายทุน และเงินที่ได้มานั้นก็มาจากการระดมทุนจากสมาชิกจริงๆ เจ้าของพรรคคือทุกคน ซึ่งการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ก็ต้องมาจากคณะกรรมการบริหาร

        "ถ้าอุดมการณ์พรรคเปลี่ยนไปเมื่อไหร่บัวก็จะหยุด บัวมองว่าเรื่องความขัดแย้งแก้ได้ แต่ก็ต้องมีคนเห็น แม้การลงพื้นที่ในปัจจุบันคนก็ยังไม่เชื่อเรา ประชาชนคิดว่าเข้าไปนั่งในสภาฯ ก็จะเหมือนเดิม ดังนั้นอยากให้ลองให้โอกาสเราเข้าไปทำงาน เราจะทำงานให้เห็น"

        เธอทิ้งท้ายว่า เมื่อลงมาเดินในสนามการเมือง ต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควร อีกทั้งก่อนเข้ามาก็มีอุปสรรคหลายๆ อย่าง แต่คิดว่าถ้าไม่ได้เข้ามาจะเสียใจกว่านี้ ในเมื่อพรรคเห็นศักยภาพเราแล้วเรายังไม่ได้ทำ เราไม่รู้จะไปบอกกับลูกในภายภาคหน้าได้อย่างไร แม้การเมืองอาจเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนความคิด

        แต่เราพยายามเตือนตัวเอง ที่คนเขาบอกว่าพอมีอำนาจนิสัยก็จะเปลี่ยน ซึ่งเป็นกิเลสของมนุษย์ เป็นปกติ เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อเป็นทางลัดไปทำอะไร แต่เราต้องการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมันต้องอาศัยอำนาจในการผลักดันเรื่องต่างๆ นี่คือความตั้งใจของเราที่ต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศนี้. 

 

ประวัติ

 

-ปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

-ปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์การเกษตร ประเทศอังกฤษ

 

-มีประสบการณ์ทำงานด้านวิจัยการตลาด ประเทศอังกฤษ 3 ปี

 

-ทำธุรกิจร้านอาหารไทยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 ปี

 

-ปัจจุบันทำโรงแรมโฮสเทล ในกรุงเทพฯ


อาจารย์ "สอนกฎหมาย"เมื่อใกล้จนตา.....จะตายด้วยข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ก็ใช้ "ตลบตะแลงศาสตร์" เปิดทางหนีตาย

'ดาบมี..แต่กกต.ชักไม่เป็น'
เก็งข้อสอบ 'กฎหมายไทย'
รถเหาะ 'เจาะเวลา' ปิยบุตร
โชคดีที่เป็น 'รัฐบาลทหาร'
รูปแบบใหม่ 'ท้าทายประเทศ'
"๕ จี" กับคำตอบ "ขยายค่างวด"