ทษช.ร้าว!แดงไม่หาเสียง


เพิ่มเพื่อน    


    "ไทยรักษาชิน" ส่อวงแตก! เด็กรุ่นใหม่ "เพื่อนอุ๊งอิ๊ง หลานแม้ว-ปู" ทะยานขึ้นบัญชีรายชื่อเบอร์ต้นๆ ข้ามหัวคนทำงาน แม้แต่ "เดอะเต้น" แม่ทัพลุยหาเสียงยังอยู่ต่ำกว่า "เดียร์" ขณะที่ "พายัพ" น้อยใจหนักออกจากกลุ่มไลน์ ปิดโทรศัพท์หนี สะพัด! แกนนำลงแรงเตรียมเกียร์ว่างไม่ช่วยหาเสียง "หลานแม้ว" โวยเพจ "เชียร์ลุง" ป้ายสีโจมตีฝ่าย ปชต.เผาบ้านเผาเมือง "หญิงหน่อย" ขู่ฟ้อง 200 คนก๊วนแชร์เพจเครือข่ายนายกฯ ในกลุ่มไลน์ให้ร้ายตนเอง ปชป.ป่วนอีก "วิทย์ บางแค" ฉุนไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์ ด้าน กกต.เผยผู้สมัคร 3 วัน รวม 7,409 คน 
    เมื่อวันพุธ มีรายงานข่าวจากพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) เปิดเผยว่า ภายหลังมีการเปิดเผยบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค ทษช. เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าสร้างความไม่พอใจให้กับผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค ที่ถูกจัดอยู่ในลำดับท้ายๆ มีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันถึงวิธีการในการจัดวางตัวผู้สมัคร แกนนำในพรรคหลายคนไม่มีใครรู้มาก่อน เนื่องจากปิดเป็นความลับมาก ได้มาเห็นบัญชีก็หลังจากสื่อสารมวลชนเผยแพร่ไปแล้ว การจัดวางตัวผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ออกมาในครั้งนี้ถือว่าเซอร์ไพรส์ สร้างความประหลาดใจให้กับอดีต ส.ส.ที่เป็นผู้ใหญ่ เพราะที่ผ่านมาหลายคนช่วยงานพรรคมาอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยเรียกคะแนนเสียงให้กับพรรคได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับถูกจัดวางไว้อยู่ในลำดับท้ายๆ ขณะที่เด็กรุ่นใหม่กลับถูกวางไว้ในลำดับต้นๆ ซึ่งไม่ต้องมานั่งลุ้น เพราะมีโอกาสสูงที่ได้เป็น ส.ส.อย่างแน่นอน แม้แต่ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังถูกเบียดลงมาอยู่อันดับที่ 11
    “คนที่ถูกวิจารณ์หนักที่สุดคือ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ผู้สมัครลำดับที่ 6 และนายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ ผู้สมัครลำดับที่ 8 ซึ่งทั้งสองคนเป็นเด็กรุ่นใหม่ แต่มีความใกล้ชิดกับบุตรของนายทักษิณและอดีตนายกฯ ปูอย่างมาก อดีต ส.ส.บางคนถึงกับบอกว่า ทั้งสองคนสามารถเรียกคะแนนให้กับพรรคได้ขนาดไหน แม้แต่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรค ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 7 ซึ่งต่ำกว่า น.ส.ขัตติยา ทั้งที่เป็นแม่ทัพออกหาเสียงไปทั่วประเทศ แบบนี้ไม่ถูกต้อง เหมือนไม่ให้เกียรติกัน เอาคนหาเสียงเป็นไปอยู่ท้ายๆ เอาคนหาเสียงไม่เป็นมาอยู่ต้นๆ เลขาฯ (คณะกรรมการรณรงค์หาเสียง) ได้อันดับดีกว่าประธาน และก็มีอีกหลายคนข้ามหัวกันไปหมด บางคนแทบไม่รู้จักหน้า เจอหน้ายังไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่กลับมีรายชื่อ” รายงานข่าวระบุ
    นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์อีกว่า หลายคนที่ถูกมองว่าจัดวางลำดับไม่เหมาะสม อาทิ นายนิคม ไวยรัชพานิช ลำดับที่ 18, นายประภัสร์ จงสงวน ลำดับที่ 26, นายสุธรรม แสงประทุม ลำดับที่ 28, นายก่อแก้ว พิกุลทอง ลำดับที่ 29, นายพายัพ ปั้นเกตุ ลำดับที่ 41, นพ.เหวง โตจิราการ ลำดับที่ 55 และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ลำดับที่ 56 ซึ่งทุกคนช่วยพรรคหาเสียงในพื้นที่ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับต้องมานั่งลุ้นว่าคะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะถึงลำดับของตัวเองหรือไม่ ทั้งที่การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องใช้บุคคลที่มีประสบการณ์มาช่วยพูดในสภาเป็นเรื่องสำคัญ ดูจากรายชื่อแล้วคงไม่มีความหมายอะไรแล้ว ถ้าคิดว่าจะเอาคนใกล้ชิดหรือเพื่อนลูกๆ มาเป็น ส.ส. อย่างนั้นก็ให้ลงพื้นที่หาเสียงกันเอง อยากจะรู้ว่าจะมีคะแนนหรือเปล่า เดินลงพื้นที่มีชาวบ้านรู้จักหรือไม่ 
    มีรายงานอีกว่า ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทษช.บางคนแสดงความไม่พอใจ เมื่อรู้ว่าอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ ก็ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ร่วมประชุมกับพรรค บางคนได้แต่บ่น แม้รู้ว่าไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว เพราะกระบวนการมันจบไปแล้ว มีการยื่นบัญชีรายชื่อให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ไปเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากนี้ผู้สมัครที่ไม่พอใจคงจะมีการเกียร์ว่าง ไม่ร่วมประชุม เพราะคงไม่มีใครอยากช่วยงานแล้ว และคงจะมีการลาป่วยกันหลายคน อย่างนายพายัพ ปั้นเกตุ น้อยใจถึงกับออกจากไลน์กลุ่มพรรคไปเลย
โวยวาทกรรมเผาเมือง
     ขณะที่ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 17 พรรค ทษช. และแกนนำคนเสื้อแดง เปิดเผยถึงความเป็นห่วงจากกรณีดังกล่าวอาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคว่า คงไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ หลายคนเคารพกติกา คณะกรรมการสรรหาว่าอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น แม้จะมีไม่ชอบบ้างเล็กน้อย อยากให้เพื่อนสมาชิกอดทน เดินหน้าต่อไป งานสู้เผด็จการสำคัญกว่า
    นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทษช. ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การจัดอันดับบัญชีรายชื่อในพรรคว่า คงเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากบางคนอาจคิดว่าน่าจะทำอะไรได้ ถ้าได้ไปอยู่ตรงนั้นตรงนี้ แต่บางทีก็อาจจะไม่สอดคล้องมุมมองของพรรค ถ้ามองในภาพรวมจะเห็นภาพว่าในพรรคมีบุคลากรเยอะ ทุกคนล้วนมีความรู้ความสามารถเยอะ ส่วนตัวไม่ได้มีส่วนไปร่วมจัดทำบัญชีรายชื่อของพรรค แม้จะได้อยู่ในลำดับที่ 46 ไม่ได้น้อยใจอะไร ถือว่าเป็นเกียรติประวัติด้วยซ้ำ เพราะเราก็เพิ่งเข้าสู่การเมืองครั้งแรก ถือว่าอันดับกำลังดีด้วย ไม่ต้นไป ไม่ท้ายเกินไป ส่วนบัญชีรายชื่อที่คาดว่าน่าจะได้ทำงานในสภา ฟังจาก ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคพูด น่าจะได้สัก 40-50 ที่นั่ง  
    น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ทษช. และเป็นหลานสาวนายทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า มีการใช้ปฏิบัติการทางข่าวสาร (IO) ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพื่อทำลายพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตย ทำให้เกิดความเกลียดชังในหมู่ประชาชน สร้างวาทกรรมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้เกิดความแตกแยก เช่น เพจเฟซบุ๊กหนึ่งชื่อ “เชียร์ลุง” ที่ให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และเครือข่าย ได้นำเข้าข้อมูลที่เป็นการกล่าวหาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการจับกลุ่มรวมกันระหว่างพรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อไทย และเพื่อชาติ ถือเป็นการจงใจเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจผิดต่อพี่น้องประชาชน ได้นำเอาวาทกรรม “เผาบ้านเผาเมือง” กลับมาโจมตีอีกครั้ง ทั้งที่ได้มีข้อเท็จจริงบางคดีก็เป็นที่ยุติโดยการยกฟ้องของศาลแล้ว  
    "การกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายว่าด้วยการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากนี้ ทษช.จะรวมรวมข้อมูลหลักฐานเพื่อดำเนินการแจ้งความ และร้องต่อ กกต.ต่อไป จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์" น.ส.ชยิกากล่าว 
    นายรยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อชาติหลายคนเปลี่ยนชื่อตัวเป็น “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” ว่า ณ ตอนนี้ มีผู้สมัครอย่างน้อย 15 คน ใน 8 จังหวัด ได้มีการเปลี่ยนชื่อ โดยผู้ชายเป็นทักษิณ ผู้หญิงเป็นยิ่งลักษณ์แล้ว เป็นผู้สมัครใน จ.อุทัยธานี 2 คน, เชียงใหม่ 1 คน, แพร่ 1 คน, พะเยา 2 คน, ลำปาง 2 คน, ลำพูน 1 คน, นครราชสีมา 4 คน และสุรินทร์ 2 คน เบื้องต้นได้ตรวจสอบกับฝ่ายกฎหมายของพรรค ได้ความว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้สมัครที่ทำได้ เนื่องจากมีการออกกฎกติกาที่สร้างความวุ่นวายสับสนให้กับผู้ใช้สิทธิเป็นอุปสรรคต่อการหาเสียงทำให้ประชาชนจดจำได้ เช่น หมายเลขของผู้สมัครพรรคเดียวกัน ในแต่ละเขตก็มีความแตกต่างกัน เป็นต้น 
ซัดพวกเพี้ยนเปลี่ยนชื่อ
    “ดังนั้นการสร้างการจดจำจึงเป็นสิ่งจำเป็น ยิ่งพรรคเพื่อชาติเป็นพรรคน้องใหม่ ทำให้มีผู้สมัครบางคนคิดวิธีนี้ขึ้นมา โดยได้เปลี่ยนชื่อตัวเป็นชื่ออดีตนายกฯ ทั้งสองท่าน ถึงแม้ว่าแนวทางดังกล่าวจะไม่ใช่นโยบายของพรรค แต่ทางพรรคก็ไม่ได้มองว่าเป็นความผิดอะไร ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้สมัคร ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงการเปลี่ยนชื่อจะมีผลหรือไม่มีผลอะไร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ชี้แจงแล้วว่าการเปลี่ยนชื่อดังกล่าวของผู้สมัครสามารถทำได้ไม่ได้มีความผิด” นายรยุศด์กล่าว
    นายโสภณ เพชรสว่าง อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ เปิดเผยว่า ตนและลูกชายได้ลาออกจากพรรคเพื่อชาติมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากแนวทางบริหารงาน แนวทางปราศรัยหาเสียง ประกอบกับการที่บางคนในพรรคไม่รักษาคำพูด เดิมทีจะให้ตนและลูกชายลงสมัคร ส.ส.เขต แต่ต่อมามีการขยับให้ลูกชายไปลงบัญชีรายชื่อ โดยตนขอเสียสละ ต่อมารู้ว่าไม่ปรากฏชื่อลูกชาย ตนจึงลาออก ในเมื่อไม่รักษาคำพูด จะอยู่ร่วมกันไปทำไม 
    นายโสภณกล่าวถึงกรณีผู้สมัครของพรรคเพื่อชาติ เปลี่ยนชื่อเป็นนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ผู้สมัครคงคิดว่าชาวบ้านรักทักษิณ ยิ่งลักษณ์ แล้วจะลงคะแนนให้ คงไม่ใช่ การที่ชาวบ้านจะลงคะแนนให้ มาจากนโยบายพรรค ไม่ใช่ชื่อคน ถ้าเกี่ยวกับชื่อคนที่เขารัก คงเปลี่ยนชื่อกันหมด ผู้สมัครคงอยากได้ความฮือฮา คงคิดว่าถ้าคนรักทักษิณ ยิ่งลักษณ์ จะกาให้ เป็นความคิดที่เพี้ยน ถ้าอย่างนั้นผู้สมัครภาคใต้คงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ ชวน ภาคกลางเปลี่ยนเป็นชื่อ บรรหาร แม้เรื่องนี้จะเป็นสิทธิส่วนตัว แต่ก็เป็นเรื่องความคิดแผลงๆ ห้ามไม่ได้
     ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย(พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับผมไม่ได้ลง ส.ส. Party list เยอะ เลยขอชี้แจงดังนี้ เลือกตั้งครั้งนี้ บัตรใบเดียว ประชาชนเลือก 3 อย่าง 1.ส.ส. เขต 2.ส.ส. Party list 3.Candidate นายกรัฐมนตรี (ส่งได้สามชื่อ) นายกฯ ไม่ต้องมาจาก ส.ส.ครับ แต่ต้องอยู่ใน Candidate นายกฯ ผมไม่ได้ลง ส.ส. Party list ด้วยความสมัครใจ เพราะพรรคมีคนที่เก่งงานด้านนิติบัญญัติหลายท่าน และตามกติกาใหม่ จำนวน party list ของพรรคน่าจะลดลง เราต้องรู้ว่าเราเหมาะกับงานไหน เพราะเราทำงานเป็นทีม ผมอยู่ใน Candidate นายกฯ ส่วนจะได้ทำงานหรือไม่ ขึ้นกับเสียงประชาชน สรุปว่าตอนนี้ยืนยันและพร้อมลุยกับงานในส่วนของ Candidate นายกฯ 100% ไม่มีเป้าหมายอื่น ไม่มีถอย ไม่มีท้อ        
    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค พท. กล่าวว่า ตามที่มีการลงในเพจรูปภาพและข้อความที่เป็นเท็จทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งเพจดังกล่าวเกี่ยวพันกับนายกรัฐมนตรี โดยใส่ชื่อและทำลายชื่อเสียงทางการเมืองมีเนื้อหาซึ่งมีนัยสำคัญ ไม่บังควร เป็นการใส่ร้าย และเป็นการทำการเมืองแบบเก่า มีการนำข้อความที่เป็นเท็จ และบอกว่ามีรูปตนขึ้นเวทีปราศรัยแห่งหนึ่ง มีการแชร์กันไปตามไลน์ต่างๆ ทั้งกรุ๊ปมหาวิทยาลัย กรุ๊ปแพทย์ และกรุ๊ปศิษย์เก่า ซึ่งไม่ใช่ตนแน่นอน เราได้เก็บข้อมูลไว้หมดแล้ว จึงมอบอำนาจให้ทนายไปแจ้งความดำเนินคดีแล้วที่ สน.มักกะสัน ตั้งแต่เพจต้นตอ ที่ลงข้อความเป็นเท็จ รวมถึงคนแชร์ต่อจากเพจนี้ รวมถึงแชร์ต่อไปในไลน์ มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และขอดำเนินคดีทั้งสิ้นกว่า 200 คน จะเลือกเฉพาะคนที่เป็นคนนำเข้าข้อมูลและบิดเบือนข้อมูล ส่วนผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็จะชี้แจงให้ทราบ และขอให้อย่าส่งต่อ เพราะเราแจ้งความแล้ว และจะร้อง กกต.วันที่ 7 ก.พ.ด้วย
ปชป.เขี่ย"วิทย์ บางแค"
     ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง ผู้สมัคร ส.ส. เขตลาดพร้าว-วังทองหลาง กทม. พรรค พท. กล่าวว่า ขอชี้แจงเรื่องการติดป้ายหาเสียงของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เบอร์ 6 เขต ลาดพร้าวและวังทองหลาง ซึ่งเป็นเขตที่ถูกโจมตีในโลกโซเชียลว่า ว่าที่ผู้สมัครเบอร์ 6 จากพรรคเพื่อไทย ติดป้ายในลักษณะกีดขวางทางเดิน จึงขอนำหลักฐานมายืนยันว่า จากการส่งทีมงานไปตรวจสอบแล้วไม่พบ จึงสงสัยว่าเป็นภาพที่มีเป้าหมายโจมตีทางการเมืองหรือไม่ เพราะคนโพสต์ภาพนี้ ไม่ได้ระบุสถานที่ติดตั้งป้ายว่าอยู่ที่ถนนเส้นไหน และซอยอะไร เหมือนแค่ต้องการโพสต์โจมตีให้เสียหายเฉยๆ ทัศนคติของคนที่โพสต์โจมตีเรื่องป้าย ชื่อย่อว่า คุณ “อ.” ก็แสดงตัวชัดเจนว่าแอนตี้พรรคเพื่อไทย แต่เป็นแฟนคลับของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงไม่แน่ใจว่าภาพโจมตีป้ายหาเสียงพรรคเพื่อไทยดังกล่าว ไม่ทราบมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน 
    มีรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า สำหรับการวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคนั้น ขณะนี้เกิดปัญหาสร้างความแตกแยกให้กับอดีต ส.ส.ของพรรค เนื่องจากอดีต ส.ส.บางคนทำงานกับพรรคมายาวนาน แต่กลับไม่มีชื่อในระบบบัญชีรายชื่อของพรรค โดยผู้บริหารพรรคได้ตัดชื่อนายโกวิทย์ ธารณา หรือนายโกวิทย์ เหลืองบุญนิธิ (วิทย์ บางแค) โดยให้เหตุผลว่า วางตัวให้เป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแทน ควบคู่กับนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการขนส่งระบบราง โดยมีข่าวว่านายโกวิทย์ไม่พอใจ เตรียมยื่นใบลาออกจากพรรค
    ภายหลัง ปชป.มีมติส่งนายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีตส.ส.สงขลา เขต 3 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ลงสมัครตามเดิมนั้น นายวิรัตน์เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอหนังสือรับรองการลงสมัคร ส.ส.ในนามตัวแทนของพรรคจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ซึ่งคาดว่าจะสามารถเดินทางไปยื่นเอกสารสมัคร ส.ส.เขต 3 สงขลาได้ภายในวันที่ 8 ก.พ.62 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครได้ทันเวลา
    ที่บ้านพักราชวิถี 22 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) พร้อมด้วย พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก รองหัวหน้าพรรค, นายดล เหตระกูล เลขาธิการพรรค และนายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา ผู้อำนวยการพรรค เข้าเชิญนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรค และ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรค ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ นายสุวัจน์กล่าวตอบรับการเสนอชื่อในบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ชพน.ตามมติของพรรคว่า พรรคตั้งใจทำงานการเมืองให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และแสดงความพร้อมด้านบุคลากรของพรรคต่อการทำงานการเมืองภายใต้กติกาการเลือกตั้งกำหนดไว้ ให้การเลือกตั้งยอมรับและทำงานให้ประชาชนเพื่อเป็นทางออกให้ประเทศไทย และไร้ปัญหา
     ที่สำนักงาน กกต. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำทีมแกนนำพรรคเข้ายื่นสมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ เมื่อมาถึงสถานที่รับสมัครนายอนุทินได้เดินเข้ามาจับมือและกล่าวทักทายกับนายชัชวาลย์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท โดยนายสรอรรถ กลิ่นประทุม อวยพรขอให้ประสบความสำเร็จ ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร เดินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขนาด 26 นิ้ว ซึ่งภายในบรรจุเอกสารการสมัครมายื่นกับ กกต.  
สามวันสมัคร 7,409 คน
     ขณะที่พรรคพลังท้องถิ่นไท นำโดยนายชัชวาลล์ คงอุดม หรือชัช เตาปูน นายชื่นชอบ คงอุดม และนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม มายื่นสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งเสนอบัญชีรายชื่อผู้ที่พรรคเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายชัชวาลย์กล่าวว่า พรรคมีมติส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ 78 คน ส่วนบัญชีนายกฯ เสนอแค่ 2 ชื่อ คือตน และนายโกวิทย์ พวงงาม ซึ่งคาดหวังว่าจะได้ที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่น้อยกว่า 20 คน    
    ส่วนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค นำสมาชิกพรรคยื่นสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 124 รายชื่อ พร้อมรายชื่อบัญชีนายกฯ คือ นายธนาธรคนเดียว โดยนายธนาธรกล่าวว่า เรามีโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 เขต 
    นายปิยบุตรกล่าวว่า กรรมการบริหารพรรคมีมติเสนอชื่อนายธนาธรเพียงคนเดียว แม้ตามรัฐธรรมนูญออกแบบมาให้เสนอชื่อ 3 คน แต่ในความจริงนายกฯมีเพียงคนเดียว เราจึงเสนอเพียง 1 คน
    ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. แถลงภาพรวมการรับสมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ เป็นวันที่สาม ว่ามีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต 599 คน รวม 3 วัน 7,409 คน โดยเป็นผู้สมัครจาก 66 พรรคการเมือง สำหรับการสมัครแบบบัญชีรายชื่อ ยื่นสมัคร 8 พรรคได้แก่ พรรคเพื่อนไทย พลังท้องถิ่นไท อนาคตใหม่ ภูมิใจไทย ชาติพัฒนา เสรีรวมไทย เพื่อธรรม และไทยรุ่งเรือง แต่พรรคเพื่อนไทย เอกสารไม่ครบ ทาง กกต.ได้ให้กลับไปดำเนินการเรื่องเอกสารใหม่ สำหรับการยื่นสมัครแบบบัญชีรายชื่อรวม 3 วัน กกต.เซ็นรับรองแล้ว 10 พรรค จำนวน 579 คน ขณะนี้เหลือเวลาเปิดรับสมัครอีกเพียง 2 วัน จึงขอฝากไปยังพรรคการเมืองที่จะมายื่นสมัคร อย่างช้าขอให้มาในวันพรุ่งนี้ เพราะถ้าเอกสารไม่พร้อม หรือไม่ถูกต้อง จะได้มีเวลากลับไปทำมาใหม่ และขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้ถูกต้อง
    เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงพฤติการณ์การทำลายป้ายหาเสียงที่เริ่มตรวจสอบพบมากขึ้นว่า การหาเสียงเป็นการนำเสนอนโยบายของพรรคเพื่อประชาชน การทำลายป้ายนอกจากเป็นสิ่งไม่ดีแล้ว ยังเหมือนเป็นการทำลายทรัพย์สินของตัวเอง การอาสาเข้ามาทำหน้าที่ ส.ส.หรือรัฐบาล ก็ล้วนแต่มาทำหน้าที่เพื่อประชาชนผ่านการเลือกตั้ง มองว่าการทำลายป้ายหาเสียงเป็นการต่อต้านอย่างหนึ่ง และยังมีโทษทางอาญา มาตรา 358 ฐานทำให้เสียทรัพย์ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ     
     ที่ศูนย์การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง (ศลต.ตร.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.  ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 ในการเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. โดยมีผู้แทนจาก กกต.เข้าร่วมประชุม จากนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวถึงกรณีที่ป้ายผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งถูกทำลายว่า ผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้เลย แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งเรื่องไปยัง กกต.เป็นผู้สั่งการตามมาตรา 42 ส่วนกรณีที่ประชาชนที่พบเห็นป้ายหาเสียงวางกีดขวางถนน ทางเข้า-ออก หรือบดบังสายตา รวมถึงทัศนวิสัยในการขับขี่ ประชาชนต้องแจ้ง กกต.พื้นที่แต่ไม่มีอำนาจในการเคลื่อนย้ายเองโดยพลการ เพราะถือมีความผิดตามกฎหมาย.


"โควิด" ก็เหอะ จ๋อยเป็นเหมือนกัน! เมื่อเจอ "ฮามาส-ปาเลสไตน์" กับ "อิสราเอล-ยิว" ถล่มใส่กันแหลก

"ควรมีคนเช่นนี้อยู่หรือ?"
โปรใหม่ "ล่าสุด" ชวนฉีด
"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?
มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน