มีให้ผ่าน 'ด่านทดสอบ' สุดท้าย


   

 

               ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท "ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี"

                ผู้ทรง "พระสเลนเดอร์" ว่า.........

                ข้อความไอจีส่วนพระองค์ที่ทรงโพสต์เมื่อวาน (๘ ก.พ.) ว่า

                "ขอขอบคุณสำหรับความรักและทุกกำลังใจ และความสนับสนุนจากพวกเราคนไทยทุกคน

                ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งที่สุด และอยากบอกว่า อยากเห็นพวกเราได้มีโอกาส มีสิทธิ์ที่จะมีโอกาสและมีความสุขในประเทศของเรา 

                และขอชี้แจงว่า ดิฉันได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และอยู่ในฐานะสามัญชนแล้ว  ดิฉันจึงขอใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างสามัญชนภายใต้รัฐธรรมนูญกฎหมาย

                และข้าพเจ้ายินยอมให้พรรคไทยรักษาชาติ ใช้ชื่อเพื่อเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงการแสดงสิทธิ เสรีภาพ และความไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เหนือปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

                หากแต่การกระทำครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำด้วยความจริงใจ และความตั้งใจเสียสละในการขอโอกาสนำประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง"

                ข้อความนั้น.......

                ข้าพระพุทธเจ้า ผู้ยึดมั่นสถาบัน ชาติ พระศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้อ่านแล้ว

                ตื่นเต้น-ปีติ-ยินดี ในความแปลกใหม่ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้มี-ได้เห็น

                รวมทั้งมี "ความหวั่นวิตก" เกิดสลับกันไป-มา ซาบซ่านอวลใจตลอดทั้งวัน!

                เพราะนับตั้งแต่ไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมาแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๕

                ใต้ฝ่าพระบาทนี่แหละ ในความเป็นพระบรมวงศ์ แห่งสถาบันกษัตริย์ อันเป็นสถาบันอยู่เหนือการเมือง

                ทรงเป็น "พระองค์แรก"

                ที่ทรงก้าวข้ามเส้นแบ่ง อันเหมือนสายฟ้าเกิดกลางแดดฟาดเปรี้ยงกลางใจประชาชน ทั้งตระหนก  ตื่นเต้น ซาบซ่านปีติ ดีใจ ระคนสงสัย จับต้นชนปลายไม่ทัน

                เมื่อทราบว่า ใต้ฝ่าพระบาท

                "ยินยอมให้พรรคไทยรักษาชาติ ใช้ชื่อเพื่อเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี"

                เป็นข่าวกระฉ่อนฉาวเชิงวิพากษ์ทั่วไทยและทั่วโลกอยู่ขณะนี้

                ในด้านหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าปีติ ตื่นเต้น มากเช่นกัน

                ที่ประชาธิปไตยตามปรัชญานามธรรม "ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน"

                วันนี้ ใต้ฝ่าพระบาท ทรงทำให้คำว่า "ประชาชน" ในระบอบประชาธิปไตย

                มีบุคคลใน "สถาบันพระมหากษัตริย์" เข้ามาเป็นส่วนด้วยแล้ว!?

                จากเดิมที่.........

                "สถาบันกษัตริย์" อยู่เหนือการเมือง เหนือการวิพากษ์-วิจารณ์ ก้าวล่วง และใครนำไปเกลือกกลั้วการเมืองไม่ได้

                เมื่อใต้ฝ่าพระบาท ทรงตั้งพระทัยเสียสละ

                ขอโอกาสนำประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรือง ด้วยเสนอตัวเป็น "ว่าที่นายกฯ" ของพรรคการเมือง "ไทยรักษาชาติ"

                ข้าพระพุทธเจ้า ประชาชนด้อยศักดิ์แต่ชาติกำเนิด จึงเกิดจิตปีติซาบซึ้งในพระราชปณิธาน ที่จะทรงนำประเทศสู่ความรุ่งเรือง

                ถึงแม้ใต้ฝ่าพระบาท มีพระราชดำรัส ว่า......

                "ดิฉันได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และอยู่ในฐานะสามัญชนแล้ว ดิฉันจึงขอใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างสามัญชนภายใต้รัฐธรรมนูญกฎหมาย"

                กระนั้นก็ตาม

                ด้วยแผ่นดินนี้ ก่อเกิดถึงวันนี้ ตราบอนาคต ก็จากพระโลหิตกระทั่งพระชนมชีพ "พระมหากษัตริย์" แต่ละพระองค์ทรงสร้าง             

                ใต้ฝ่าพระบาท ทรงลาจากฐานันดรศักดิ์ มาอยู่ในฐานะสามัญชน นั่นเป็นน้ำพระทัยของใต้ฝ่าพระบาท

                แต่ใจภักดิ์ต่อสถาบันของเหล่าพสกนิกร ใต้ฝ่าพระบาท คือหน่อเนื้อเชื้อไขแห่งพระมหากษัตริย์

                ทรงเป็น "พระราชธิดา"

                ใน "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร" และ "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ" พระผู้อยู่เหนือหัว-เหนือชีวิตพสกไทยนิรันดร์

                ฐานันดรศักดิ์ที่ใต้ฝ่าพระบาททรงลาออกได้ คือ....

                "ฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์" ในฐานะ "สมเด็จเจ้าฟ้า"

                แต่ "พระสกุลยศ" และ "พระชาติกำเนิด"

                คือ ความเป็น "พระราชธิดา" ของพระมหากษัตริย์และพระราชินี จะทรงเป็นอยู่เช่นนั้น ตลอดไป

                ทั้งในสถานะ "พระบรมวงศ์"

                ทั้งในความเป็น "หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์" ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าโดยตรง

                แม้ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เป็นสามัญชนก็ตาม แต่ความเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ นั้น ลาออกไม่ได้

                "สำนักพระราชวัง" จึงให้ใช้ว่า "ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี"

                เป็นการ "ถวายพระเกียรติ" พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ใน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่  ๙ และ "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ"

                ปรารภสัจจริงดังกล่าวนี้แหละ..........

                ข้าพระพุทธเจ้า จึงกราบทูลว่า ในความปีติ ยินดี จากปรากฏการณ์ที่ใต้ฝ่าพระบาท ทรงรับเป็น "ว่าที่นายกฯ"

                แต่ข้าพระพุทธเจ้า ก็มีความหวั่นวิตกปนอยู่!

                ด้วยไม่แน่ใจว่า.........

                ในความเป็นพระบรมวงศ์แห่งสถาบันพระมหากษัตริย์

                ใต้ฝ่าพระบาท จะเข้าลักษณะ "ต้องห้าม" ในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่?

                 ตามประกาศของประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง "นายอิทธิพร บุญประคอง" เมื่อ ๒๘ ธ.ค.๖๑

                ข้อที่ ๑๗ ที่ว่า..........

                "ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใด นำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง"

                เพราะถึงแม้ใต้ฝ่าพระบาทจะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ แต่ ความเป็น "พระราชธิดา" ในพระมหากษัตริย์และพระราชินี

                รวมทั้งความเป็นพระเชษฐภคินี ใน "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" รัชกาลที่ ๑๐

                ว่ากันทั้งในนิตินัย ทั้งในหัวใจประชาชน

                ใต้ฝ่าพระบาท นับเนื่องใน "สถาบันพระมหากษัตริย์" โดยความเป็น "พระบรมวงศ์" ชั้นเจ้าฟ้า

                ก็ขอทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปว่า........

                ปลาบปลื้มที่ "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ทรงเสียสละ จะมาทำหน้าที่ "นายกฯ คนนอก" ในนามไทยรักษาชาติ นั้น ปลาบปลื้มได้

                แต่เผื่อ "ผิดหวัง" ไว้ด้วย!

                เพราะเมื่อวาน (๘ ก.พ.) ทุกพรรค ทั้งรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต-ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ รวมทั้งรายชื่อ "ผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ" ของแต่ละพรรค

                เป็นแค่ขั้นตอนสมัคร ขั้นตอนเสนอรายชื่อ

                ต้องรอวันที่ ๑๕ กุมภา.......

                คือ ศุกร์หน้าโน้น กกต.จึงจะประกาศผลให้ทราบว่า ใครผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและไม่เข้าลักษณะต้องห้ามบ้าง

                ผ่านแล้วนั่นแหละ

                จึงจะมีสิทธิ์เข้าสนามแข่งขัน วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มี.ค.!

                กรณี "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ว่าที่นายกฯ พรรคไทยรักษาชาติก็เช่นกัน

                ตอนนี้ ทรงเป็น "คนนอก" ที่พรรคไทยรักษาชาติแจ้งต่อ กกต.ว่า ขอเสนอเป็น "ว่าที่นายกฯ" ของพรรคเท่านั้น

                "ผ่าน-ไม่ผ่าน" ต้องรอผล ๑๕ กุมภา!

                เรื่องนี้ เห็นอื้ออึงมาก ในความเห็นส่วนตัว ใครก็ตามเป็นผู้ชักนำ

                ผมว่า ควรยก "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ไว้เหนือหัว เหนือเกล้า

                ไม่บังควรกราบทูลเชิญ "ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ให้ทรงลงมาเล่นการเมือง

                ทางศาสนา เจ้าตัวดีนั่น ก็ใช้ธรรมกายไปเพื่อการเมือง จนวงการพระพุทธศาสนามีปัญหาทุกวันนี้

                แล้วนี่ ยังจะนำสิ่งเคารพ "บนหิ้ง" ในความหมายสถาบัน เบื้องสูง ให้ต้องมาเสียดทานแรงปะทะทางการเมือง "บนดิน"

                ทำไปเพื่ออะไร?         

                ถ้าแค่เพื่อ "ชนะเลือกตั้ง" ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอก มันมีอีกร้อยแปดพันเก้าวิธีที่ทำได้ โดยไม่ต้องไปโหนดึงสถาบัน

                กับชาวบ้านที่ห่างไกลข้อมูล เมื่อทราบว่า....

                บุคคลระดับเจ้าฟ้า แม้ลาออกแล้วก็ตาม ลงมาเล่นการเมือง

                จะให้เขาเข้าใจว่าอย่างไร?

                จะให้เข้าใจว่า..."ทูลกระหม่อมหญิงฯ" ลงมาเองงั้นหรือ?

                ด้วยซื่อและด้วยความเป็นพสกนิกรยึดมั่นในสถาบัน ชาวบ้านก็ต้องเข้าใจว่า

                "ฟ้าส่งมา"!

                แน่นอน กรณีนี้ ในความเป็นพรรค-ความเป็นบุคคล เป็นคุณกับตระกูลเพื่อแน่

                แต่ในความเป็นประเทศ ในความเป็นสถาบันแกนหลักของชาติ

                กรณีนี้ "ไม่เป็นคุณเลย"!

                หมอกควันคลุมประเทศมานาน กำลังจาง ฟ้ากำลังใส ประเทศชาติ กำลังเข้าเกียร์ด้วยประชาธิปไตยเลือกตั้ง..เดินหน้า

                แล้วเมื่อวาน หมอกมืดทะมึนกลับคลุมประเทศอีก!

                ราชการงานเมือง มันก็บ่อนทำลาย

                วงการสงฆ์พุทธศาสน์ มันก็บ่อนทำลาย

                และนี่..........

                เป็นไพ่ตา "ล้มเค้า" ละซีท่า ดึงสถาบันสูงสุดของชาติ มาเล่นเป็นเดิมพัน!

                สรุป.....ตื่นเต้น สับสน กับปรากฏการณ์นี้ได้

                "ตกใจ" ก็ได้

                เลือกตั้ง ๒๔ มีนา เป็นไปตามกำหนดแน่

                ก็พากันไป "เข้าคูหา" แล้วแปลงความตกใจเป็น "กาเบอร์เดียว" ให้พรึ่บ...ก็จบ. 


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์.... รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)

เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'
บ้านเมือง 'คนละเรื่องเดียวกัน'