บาทแข็งกวนใจ


   


    ช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ ดูเหมือนว่าปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ากลับมากวนใจผู้ส่งออกและรัฐบาลอีกระลอก  เพราะดูเหมือนว่า การจัดการบาทแข็ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังทำไม่ได้ดั่งใจตามที่มีหลายฝ่ายคาดหวัง
    ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าทะลุแนว 31.10 ไปที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 5 ปี แม้ว่าทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทยังคงสอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค แต่ก็ถือว่าเป็นการแข็งค่าที่เร็วมากจนปรับตัวไม่ทัน  
    ส่งผลให้ภาคเอกชนต่างก็ออกมาส่งเสียงว่า ค่าเงินบาทกำลังเป็นอุปสรรคในการส่งออก เพราะค่าเงินบาทนั้นแข็งค่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค โดยสิ่งที่เอกชนต้องการคือ ค่าเงินบาทที่อยู่ในระดับ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสม และแข่งขันได้
    ล่าสุด ทางกระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนจะตื่นตัวในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวพันกับการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเตรียมนัดหารือใหญ่ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ (สรท.) และตัวแทนเอกชนที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรกมาหารือถึงสถานการณ์การส่งออกในปี 2562 เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้กับผู้ส่งออก รวมถึงมาตรการในการสนับสนุนการส่งออกปี 2562  เพราะตามเป้าหมายการส่งออกในปีนี้ กำหนดไว้ขยายตัว 8% แต่ถ้าเจอค่าบาทแข็งแบบนี้ ยิ่งเป็นงานยากที่จะไปถึง
    แม้ว่าหลายฝ่ายออกมาเขย่า แต่ดูเหมือนว่า ธปท.ก็จะไม่ค่อยตอบรับกับกระแสที่ออกมามากนัก ซึ่งก่อนหน้านี้ 'วิรไท สันติประภพ' ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า ส่วนหนึ่งมาจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยในส่วนของประเทศไทย ธปท.ได้มีการติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่เห็นความผิดปกติ ในระยะสั้นหากเห็นความผิดปกติจากการเก็งกำไร หรือการเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรงไม่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ก็พร้อมที่จะเข้าไปดูแลเหมือนที่ผ่านมา  
    ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เงินบาทที่แข็งค่ากว่าสกุลเงินของประเทศที่เป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งของไทย (โดยเฉพาะจีน และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน) น่าจะเพิ่มแรงกดดัน และมีผลกระทบต่อเนื่องต่อธุรกิจในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว เพราะนอกจากการแข็งค่าของเงินบาทดังกล่าว จะลดทอนแต้มต่อของความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคา และทำให้รายรับของภาคการส่งออกที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทลดลงแล้ว และยังเป็นการแข็งค่าในจังหวะที่ภาคต่างประเทศของไทยต้องรับมือกับปัจจัยท้าทายอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มการชะลอตัวของปริมาณการค้าและเศรษฐกิจโลก 
     ในระยะข้างหน้า ปัจจัยสำคัญในระยะสั้นที่อาจมีผลต่อทิศทางค่าเงินบาท ประกอบด้วย ผลการเจรจาเพื่อลดข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน สัญญาณดอกเบี้ยจากการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบวันที่ 19-20 มี.ค. 2562 และประเด็นความเสี่ยงอื่นๆ อาทิ สถานการณ์ BREXIT ของอังกฤษ 
    ทั้งนี้ แนวโน้มของค่าเงินบาท ยังตอบยากว่า จะแข็งค่าขึ้นอีกหรือไม่ หรือจะอ่อนค่าลง ซึ่งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (และต้องติดตามตัวแปรที่อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทย และ/หรือปัจจัยที่อาจมีผลทำให้มุมมองต่อค่าเงินดอลลาร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน อาทิ การกลับมาส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด) 
    เพราะต้องยอมรับว่า นอกจากความผันผวนของเงินบาทจะเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับภาคธุรกิจแล้ว ยังเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับทางการไทย ซึ่งต้องดูแลความผันผวนของค่าเงินด้วยเครื่องมือที่ค่อนข้างจำกัด เพราะมาตรการที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน ยังไม่ใช่ทางเลือกสำหรับสภาวะที่ยังไม่พบสัญญาณผิดปกติของกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดการเงินไทย. 

ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง


วันนี้......ศุกร์ ๒๒ มีนา.๖๒ วัน "ดิบๆ สุกๆ"ก็จะได้ "โม้เลือกตั้ง" กัน ชนิดปักทวนคาเป็นวันสุดท้ายส่วนพรุ่งนี้ เสาร์ ๒๓ มีนา. วัน "สุกดิบ"

มีอะไรซ่อนอยู่หลัง 'ธนาธร'?
กับ 'ประชาชนฐาน' ที่หายไป
ปรากฏการณ์ของ 'หม่อมเต่า'
แค่ 'ล่วงหน้า' ก็รู้ว่า 'ใครร่วง'
รางๆ รัฐบาล '๗ วันก่อนเลือก'
เมื่อ "ปชป.-พปชร." แหติดตอ