'ไซด์ไลน์' ภาคสังคมจริยธรรม


   

      เชื่อผมเถอะ........

      ไม่มีใครสามารถล้ม "ผู้นำ คสช." ได้

      นอกจาก

      "คำพูดและการกระทำ" ของตัวผู้นำเอง!

      และคนที่จะช่วยผู้นำ คสช.ให้ยืนอยู่บนฐานศรัทธาและความเชื่อของประชาชนได้ต่อไป นั้น

      "ไม่ใช่พี่-ไม่ใช่เพื่อน-ไม่ใช่กองทัพ-ไม่ใช่กองหนุนออนไลน์"

      หากแต่ คือ..........

      คำ "สัญญาจะทำ" นำปฏิรูปตำรวจ-ขจัดฉ้อฉล-ล้างโกงให้ชาตินั่นแหละ

      ก็ "หมดคำพูด" แค่นี้!

      แต่นี่เป็นคำพูด "พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง" อธิบดี DSI เมื่อวาน (๑๒ ก.พ.๖๑)

      พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนคดี "วิคตอเรีย ซีเครท" จะออกหมายเรียก

      "พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง" อดีต ผบ.ตร. มาให้ปากคำในฐานะพยาน

      "พ.ต.ท.สุภัทธ์ ธรรมธนารักษ์" ผอ.กองคดีต่อต้านการค้ามนุษย์ เสริมรายละเอียดว่า

      ส่งหนังสือแจ้ง พล.ต.อ.สมยศไปแล้ว ให้มาให้ข้อมูลในพฤหัสบดีที่ ๑๕ กุมภาที่จะถึงนี้ ตอน ๓ โมงเช้า

      ประเด็นที่เรียกมาชี้แจง......

      จะให้ชี้แจงถึงการได้มาของเงิน ตามหลักฐานข้อมูลที่ ดีเอสไอ ตรวจสอบพบความเกี่ยวพันทางธุรกรรมการเงินทั้งหมด

      รวมถึง ข้อมูลในประเด็นที่ "พล.ต.อ.สมยศ" แถลงผ่านสื่อว่า "ได้ยืมเงิน ๓๐๐ ล้านบาท จากนายกำพล วิระเทพสุภรณ์"

      "เจ้าของวิคตอเรีย ซีเครท"

      ที่ถูกดำเนินคดี ในข้อหาค้ามนุษย์ และตอนนี้ มีข่าวว่า

      หนีเข้าเขมรไปแล้ว!

      วิคตอเรีย ซีเครท อาบนวด นอกจากค้ากามแล้ว ดีเอสไอบุกจับ ยังพบเอาหญิงต่ำกว่า ๑๘ เป็นสินค้ามนุษย์

      และคำว่า "ไซด์ไลน์" ก็เป็นศัพท์ "กะหรี่บัญญัติ"

      หมายถึง หญิงที่ต้องการหา "ลำไพ่พิเศษ" ไม่ใช่หมอนวดนั่งตู้หรือหญิงขายตัวอาชีพ ก็จะมา "นั่งนอกตู้" ขายตัวในราคาพิเศษ

      ในหมู่นักเที่ยว เรียกหญิงประเภทนี้ว่า "ไซด์ไลน์"!

      กลับมาถึงเรื่อง พล.ต.อ.สมยศ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยกันต่อ

      พูดกันตามสำนึกมนุษย์......

      ถ้าดีเอสไอไม่บุกจับวิคตอเรีย ซีเครท และสาวจนความจริงเปิดเผยออกมา

      ใครพูดว่า พล.ต.อ.สมยศคลุกคลีอยู่กับคนทำธุรกิจค้ากามที่ชื่อนายกำพล

      จ้างก็ไม่มีใครเชื่อ!

      นอกจากไม่เชื่อแล้ว จะถูกหาว่า เจตนากลั่นแกล้ง-ใส่ความด้วยซ้ำไป

      ก็มีอย่างที่ไหน........

      นายตำรวจที่ คสช.โดยพลเอกประยุทธ์ขณะนั้น คัดตัวแล้วว่า "ดีเลิศประเสริฐศรี" ในปฐพีตำรวจตอนนั้น

      ตั้งให้เป็น "ผบ.ตร."

      เบื้องหลัง สนิทสนม-คบค้า-ร่วมธุรกิจ-ธุรกรรม อยู่กับคนอาชีพคาบเกี่ยวกฎหมาย ค้ากาม-ค้ามนุษย์!?

      แต่มองอีกด้าน ใครเพื่อนใคร "เป็นส่วนเพื่อน" ด้านธุรกิจ-ชีวิตส่วนตัว ไม่ได้หมายความว่า เพื่อนจะต้องเป็นเหมือนเพื่อนไปทุกคน

      ตอนเป็นข่าว ผมก็รับรู้ ด้วยเข้าใจด้าน "เพื่อนคบเพื่อน"

      เพียงแค่แปลกใจนิดหน่อยตรงว่า ท่ามกลางมิตรภาพงอกงาม เป็นความงอกงาม ค่อนข้างวิจิตรพิสดาร

      ฝ่ายหนึ่ง เป็นนายใหญ่ระบบ "ผู้รักษากฎหมาย"

      อีกฝ่าย ทำธุรกิจค้ากาม-ค้ามนุษย์ "ที่ผิดกฎหมาย"

      "ขาวจัด-ดำจัด"...........

      ผสมลงตัวเป็นเฉด "กากีเทา" ได้น่าทึ่ง!?

      แต่ถ้าเกษียณแล้ว พล.ต.อ.สมยศไปใช้ชีวิตในโลกส่วนตัว ก็แล้วไป

      แต่ทีนี้ พล.ต.อ.สมยศ เป็น "สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ" หรือ สนช.อยู่ในขณะนี้ด้วย

      ปัญหาที่ตามมา คือ

      สังคมสำนึกด้าน "ความถูกต้อง-เหมาะสม" ที่เรียก "จริยธรรม" มันเหมาะมั้ย.....

      คนในสถาบันอำนาจ "นิติบัญญัติ" มีหน้าที่ออกกฎหมายบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ

      เบื้องหน้า เป็น ผบ.ตร.แต่บอก ตำรวจเป็นแค่งานไซด์ไลน์

      เบื้องหลัง เป็นนักเล่นหุ้น คลุกคลีเงินทองอยู่กับคนค้ากาม-ค้ามนุษย์?

      ความเชื่อมโยงทางการเงินระหว่าง พล.ต.อ.สมยศกับนายกำพล เชื่อมโยงมาจากจุดไหน?

      ดีเอสไอเขาจะทำให้กระจ่าง

      ในขั้นนี้ ให้ทุกคนเข้าใจ สอบ พล.ต.อ.สมยศ ในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา

      ทั้งสองคน เป็นสัมพันธ์ฐานะบุคคล แต่ในความเป็นบุคคลของ พล.ต.อ.สมยศนั้น เผอิญมีฐานะ "สนช." ติดอยู่ด้วย

      ตำแหน่ง "สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ" เป็นเรื่องส่วนรวมของสังคมชาติ

      ฉะนั้น โปรดอย่าทำให้สังคมสับสนด้าน "จริยธรรมสำนึก" มากไปกว่านี้เลย

      พล.ต.อ.สมยศ ลาออกจาก สนช.ไปเถอะ!

      ลำพัง "นาฬิกาเพื่อน" ไม่อยู่ในนิยามโกงตามพจนานุกรม คสช.นั่น ทำให้เสื่อมพออยู่แล้ว

      ขืนอดีต ผบ.ตร.ทำให้คำว่า "ตำรวจเป็นอาชีพไซด์ไลน์" ไม่อยู่ในนิยามจริยธรรมบัญญัติขึ้นมาอีก

      แล้วสังคมจะเหลืออะไร ทั้งพระ-ทั้งโจร จะไม่ตะโกนด่า ว่าจะเอาแต่พวกไปถึงไหนหรือ!?

      พูดกันตรงๆ......

      การที่ ผบ.ตร.ออกปาก การเป็นตำรวจแค่ไซด์ไลน์ มันไม่แค่หยาบหยามระบบจริยธรรมเท่านั้น

      มันสะเทือนไปถึง "ทุกสถาบันราชการ" และกับประชาชนผู้จ่ายภาษี ยิ่งกว่าถูกเอาตีนลูบหน้าอีก

      เพื่อซึมซับให้สาแก่ใจ.......

      ว่ากาลครั้งหนึ่ง กบเถลิงอำนาจฝูงหนึ่ง เลือกกบตัวหนึ่ง ให้ขึ้นมาอยู่เหนือชีวิตประชาชน ในฐานะผบ.ตร.

      จะนำที่ "ตำรวจไซด์ไลน์" ให้สัมภาษณ์ โทรทัศน์สปริง นิวส์ รายการ "คุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์" และ "คุณอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์" เมื่อ ๗ กุมภา ๖๑ มาให้อ่านอีกครั้ง ดังนี้

        "กรณีที่ผมไปยืมเงินคุณกำพล ๔ ครั้ง จำนวน ๓๐๐ ล้านบาท นั้น ก็มีคนสงสัยว่า จะเอามาทำอะไร

        ต้องเรียนแบบนี้ก่อนว่า....

        ตลอดชีวิตรับราชการของผม เกือบจะเรียกได้ว่า 'อาชีพตำรวจ' นี่ ถือว่าเป็น 'ไซด์ไลน์'

        อาชีพหลักๆ ผมคือ 'ทำธุรกิจ' ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจรู้เรื่องดี โดยเฉพาะ 'เรื่องหุ้น' ผมนิยมมาก

        ผมมีรายได้ ผลกำไรจากการเล่นหุ้น และก็เสียหายเพราะการเล่นหุ้นเช่นกัน

        ดังนั้น ช่วงที่ 'หมุนเงินไม่ทัน' ก็ไป 'ยืมเงินคุณกำพล'

        ส่วนการรวบรวมเงินไปคืนคุณกำพลจำนวน ๓๐๐ ล้านบาทนั้น ต้องเรียนว่า 'การชดใช้'

        บางครั้ง ถ้ามีเงินสดก็ชดใช้เป็นเงินสด ถ้าไม่มีเงินสด ต้องเอาที่ดินไปให้เขาก็ยังมี

        โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมและคุณกำพลอยู่ใน 'แวดวงพระเครื่อง'

        บางครั้ง ก็มีการชดใช้หนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน แล้วแต่ผมกับคุณกำพลจะตกลงกันได้

        นี่เป็นเรื่องปกติ........

        ผมกับคุณกำพลมีการชดใช้หนี้กันทุกรูปแบบรวมไปถึงหุ้นก็ยังมี

        แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญก็คือ......

        'กระบวนการโอนเงิน กระบวนการใช้หนี้นั้น ทุกอย่างเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านทั้งทางธนาคารและผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ

        ถ้าที่ผ่านมาผมเคยบอกคุณกำพลไปว่า ถ้าหากจะให้ผมฟอกเงินให้ คุณกำพลหิ้วเงินสดมาให้ผมดีกว่า แล้วตอนหลังผมเอามาคืนในรูปแบบอะไรก็ได้ ถ้าผมทำแบบนี้สิ ผมถึงจะปกปิดซ่อนเร้น แต่ผมรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ มันปกปิดไม่ได้'

        'วันหนึ่ง เมื่อมีปัญหาขึ้นมา ผมก็ต้องเตรียมความพร้อมไปชี้แจง เพราะผมเป็นบุคคลที่สังคมให้ความสนใจ'

        ทั้งนี้ ผมอยากจะขอร้องไปยังสื่อต่างๆ หลายสำนักด้วยว่า กรณีเสนอข่าวว่า

        'อดีต ผบ.ตร.รับส่วยน้ำกาม'

         'อดีต ผบ.ต.ร.รับส่วยธุรกิจผิดกฎหมาย'

        ผมก็อยากจะแสดงตัวตนของผมเองว่า อย่าว่าแต่เงินส่วย เงินผิดกฎหมายเลย

        'ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ผมเป็น ผบ.ตร.ที่ไม่เคยรับเงินลูกน้องเลยแม้แต่บาทเดียว

        'ผมเคยประกาศต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาว่า ถ้าใครสามารถแสดงตนว่าเคยเอาเงินหรือเอาส่วนมาให้ผม ผมจะเดินลงไปกราบเท้าเขาเลย'

        เพราะผมมั่นใจว่า ตลอดเวลาชีวิตราชการผม รายได้หลักของผม

        'มาจากธุรกิจ'

        'มาจากการเล่นหุ้น'

        ดังนั้น ผมสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า 'ผมไม่เคยไปยุ่งกับธุรกิจที่ผิดกฎหมาย'

        'กรณีคุณกำพลทำธุรกิจอาบอบนวด อาจจะเป็นสีเทาๆ แต่ก็มีเปิดอยู่ถึง ๘๑ แห่งทั่วประเทศไทย

        เพราะฉะนั้น ถ้าคุณกำพลทำไม่ได้ คนอื่นก็ทำไม่ได้ ก็ปิดอาบอบนวดมันให้หมดไปเลย จะได้หมดเรื่องหมดราวไป' "

      ครับ....เรื่องนี้ ขอจบว่า

      ถ้าบ้านเมืองไม่มีกฎหมาย มีเพียงความเป็นคน ยังอยู่กันได้

      แต่ถ้าบ้านเมืองไม่มีจริยธรรมสำนึก เท่ากับไม่มีความเป็นคน

      แม้มีกฎหมาย......
       ก็อย่าหมาย...ว่าจะอยู่กันได้!


"จับพุทธะอิสระ" เป็นที่เข้าใจได้ แต่สังคม "เข้าใจไม่ได้"........ ว่าทำไม "คอมมานโด กองปราบ" จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นพระ หยาบกระด้างกว่าปฏิบัติต่ออภิมหาโจรด้วยซ้ำ ตามคลิปที่เผยแพร่? ประเด็นนี้ ผมเห็นด้วย!

บันทึกประวัติ "พุทธศาสน์" สึก
กระแสปลุกทำไมจุดไม่ติด?
เอามันซะบ้าง 'เผื่อสำนึก'
'ธรรมศาสตร์กับศิษย์ประสาท'
หน้าที่ 'เจ้าภาพ' ฉลอง ๔ ปี
'ด้วยห่วงไฟชอร์ต สส.ตาย'