เพราะ 'ก้างประยุทธ์' ขวางคอ


เพิ่มเพื่อน    

    อาชีพหนังสือพิมพ์ชักจะอยู่ยาก ต้องเตรียมอาชีพสำรอง
    คิดแล้ว เลยหายไป ๓-๔ วัน! 
    ไปศึกษาวิชาปลูกผลหมากรากไม้วิถีเกษตรอินทรีย์กับ "กำนันอรัญ เวชกรรม" ที่ขลุง จันทบุรี 
    ดูและฟังแล้ว ก็ปลงตก....
    คงต้องยอม "ยืนต้นแห้งตาย" ไปกับไทยโพสต์นี่แหละ!
    กับอาชีพชาวสวน คนจะ "แหงนหน้ามอง" ตอนที่ต้นไม้มันโต ให้ดอก-ออกผล ก็ชื่นชอบ อยากทำไร่-ทำสวนกัน
    แต่ถ้า "ก้มหน้ามอง"
    มีไม่กี่คนหรอก ที่อยาก!
    เพราะกว่าจะเป็นสวนให้ชื่นชมได้ คนทำสวน ต้องบากบั่น อดทน รอคอย หมั่นเพียร พร้อมล้ม แลกกับเรียนรู้ เพื่อยืนขึ้นใหม่ ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า 
    อาชีพทั่วๆ ไป "เดิมพัน" คือ เงิน
    แต่อาชีพทำสวน เดิมพัน คือ "ชีวิต..ทั้งชีวิต"!
    คำนวณแล้ว ชีวิตที่เหลือ ผมปลูกได้แค่พริก-มะเขือ ที่จะปลูกไม้ยืนต้น อย่างมังคุด ทุเรียน นั่นชาติหน้า
    ระหว่างที่เสาะหาวิชาเลี้ยงชีพใหม่ ก็ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ได้ดูข่าวโทรทัศน์ อาศัยแต่โซเชียลมีเดียผ่านมือถือ
    ดูที่โพสต์-ที่แชร์กันแล้ว เกิดคำถามขึ้นในใจ.......
    ทำไม พวกนักเลือกตั้ง จึง "กลัว" พลเอกประยุทธ์ ชนิดต้อง "รุมหอนลำโพง"!?
    เห็นโอ้อวดกันว่า เป็นคนยุคใหม่บ้าง รุ่นใหม่บ้าง คิดใหม่-ทำใหม่บ้าง แต่ที่เห็น 
    แต่ละพรรค นโยบาย "ไม่เน้น"
    เน้น "รุมฟัด" พลเอกประยุทธ์และกองทัพเอาเป็น-เอาตาย อย่างเช่นที่ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ทำ
    -"รัฐประหาร" เข้ามาไม่ถูกต้อง-ชอบธรรมบ้าง
    -เป็นเผด็จการทหารบ้าง
    -หวังสืบต่ออำนาจบ้าง
    -ไม่ลาออกจากนายกฯ เป็นการเอาเปรียบบ้าง
    คือ ถ้ายกเป็นวาทะโจมตี ด่ากันเป็นสีสันประชาธิปไตยว่าด้วยการปราศรัยหาเสียง นั่นเป็นเรื่องเข้าใจได้
    แต่ที่ทำกันอยู่ ทั้งคำพูด ทั้งเจตนา มันเลยขอบ "ด่าหาเสียง"
    ไปถึงขั้น จงใจ "บิดเบือน-ป้ายสี"
    หวังให้คนฟังเกิดทัศนคติปฏิปักษ์ต่อพลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกฯ และต่อกองทัพในความเป็น "รัฐบาลทหาร"
    เพราะวาทกรรมที่ปั้นขึ้นมานั้น...........
    เป็นวาทกรรม "ความจริงครึ่งเดียว" และบางเรื่อง "เท็จทั้งดุ้น" ด้วยซ้ำ!
    ทำไมต้องทำกันขนาดนั้น?
    คำตอบง่ายๆ คือ พรรคคู่แข่ง อย่างเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ รู้แล้ว
    สู้พรรค "พลังประชารัฐ" ที่มีพลเอกประยุทธ์ เป็นว่าที่นายกฯ ของพรรคไม่ได้
    กลัวแพ้ อดเป็นรัฐบาล เป็นนายกฯ จึงไม่เกี่ยงวิธีการและรูปแบบที่จะทำ
    เพื่อลดคะแนนนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์ จากคนที่หลงเชื่อคำป้ายสี ซึ่งส่งผลถึงพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้ง!
    สมมุติ ทำทุกทางแล้ว ยังแพ้พลเอกประยุทธ์
    ก็จะอาศัยชุด "วาทกรรมบิดเบือน" นี้ เป็นเชื้อ "ทางมวลชน" สำหรับเดินเกมต่อ ทั้งในและนอกสภา
    มันก็เท่านั้น สำหรับคนตันทาง และตันสำนึก    
    ฉะนั้น ไม่แปลก เลือกตั้ง ๒๔ มีนา มีร่วมร้อยพรรค แต่พรรคที่หมายมั่นเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล มี ๓  พรรค 
    "พลังประชารัฐ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์"
    และที่คาดหมายจะได้เป็นนายกฯ ก็จาก ๓ พรรค นี้ ประกอบด้วย พลเอกประยุทธ์, นายชัชชาติ, นายอภิสิทธิ์
    ส่วนคุณหญิงอะไรนั่น.......
    ให้เธอสุขอยู่กับเสียงเพลง "รู้ว่าแม้วหลอก แต่เต็มใจให้หลอก" ไปเถอะ!
    มาครึ่งทางแล้ว มีแต่พลเอกประยุทธ์ "ทิ้งห่าง" ไปเรื่อยๆ พรรคอื่นๆ ไม่หวังแข่งในตำแหน่งนี้เท่าไรนัก
    มีแต่เพื่อไทย, ประชาธิปัตย์ เท่านั้น แข่งในตำแหน่งนายกฯ ด้วยแค้น ด้วยอิจฉา ด้วยริษยา ทั้งที่รู้ว่า สู้ไม่ได้
    จึงเหมือนนักฟุตบอลในสนาม เมื่อสู้ไม่ได้ ก็เตะสาด ดึงเสื้อ ดึงกางเกง บอลแพ้ คนไม่แพ้ ประมาณนั้น
    วาทกรรม ที่ว่าพลเอกประยุทธ์ทำรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มาเป็น "รัฐบาลเผด็จการทหาร"
    นั่นก็ "บิดเบือน" จากข้อเท็จจริงไม่ถึงครึ่ง!
    คนทั่วไป ฟังก็อาจเชื่อ...เออ จริง....
    "เผด็จการทหาร" โดยพลเอกประยุทธ์ ไปปล้นอำนาจมาจากรัฐบาล "ประชาธิปไตยยิ่งลักษณ์"
    ซึ่งในความเป็นจริง นั้น 
    กองทัพ โดยพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ทำรัฐประหาร ชิงอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์แต่อย่างใด
    ข้อเท็จจริง คือ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็น "รัฐบาลรักษาการ"
    เพราะเธอประกาศยุบสภาไปตั้งแต่เดือนธันวา ๕๖ เลือกตั้งใหม่ ๒ ก.พ.๕๗ ก็โมฆะอีก
    ๗ พฤษภา ๕๗ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ให้ยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พ้นจากตำแหน่ง 
    กรณีย้าย "นายถวิล เปลี่ยนศรี" มิชอบด้วยกฎหมาย!
    ถึงแม้ยังเหลือรัฐมนตรีรักษาการอยู่ ก็มีสภาพ "รัฐบาลหัวขาด" ประเทศเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองกลายๆ
    รัฐมนตรีก็รักษาการซ้อนในรักษาการ นายกฯ "หัวหน้าบริหาร" ก็ไม่มี  
    ขณะนั้น "ประเทศมีรัฐบาลบริหาร" เพียงรูปแบบเท่านั้น
    ความจริงในทางปฏิบัติ......
    ตอนนั้น รัฐบาลมีสภาพผีหัวขาด ครม.ที่เหลือก็แค่รูปแบบ รัฐมนตรีที่อุปโลกน์ขึ้นรักษาการนายกฯ  ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน 
    บ้านเมืองสับสนวุ่นวาย มีรัฐบาล (แต่ชื่อ) ก็เหมือนไม่มี ไม่สามารถนำพาประเทศได้
    เหมือนเรือ ไม่มีทั้งหางเสือ-ไม่มีทั้งคนถือหางเสือ ลอยเท้งเต้ง 
    พลเอกประยุทธ์ ในฐานะ ผบ.ทบ. ด้วยการเรียกร้องของประชาชน........
    จึงนำคณะทหารเข้า "ควบคุมอำนาจปกครองประเทศอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
    ทำความเข้าใจให้ถูกต้องนะครับ ในประกาศบอกชัดคณะ คสช. "เข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ..."
    หมายถึงขณะนั้น ประเทศไร้ซึ่งอำนาจปกครอง เหมือนเรือลอยเคว้ง ไม่มีคนถือหางเสือ ทหารจึงจำต้องเข้าคุมหางเสือ ก่อนที่เรือ คือประเทศสู่หายนะ
    ไม่ใช่ "ยึดอำนาจรัฐบาล"...........
    เพราะตอนนั้น มีเพียงนามธรรมว่ารัฐบาล ไม่มีอำนาจที่ประชาชนยอมรับเป็นรูปธรรม ที่เป็นรัฐบาลสามารถบริหารประเทศได้
    ถ้าไม่มีทหาร คือกองทัพ และถ้าพลเอกประยุทธ์ไม่ตัดสินใจเข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ ตอนนั้น
    ถึงตอนนี้.........
    ด้วยนักการเมืองเผาบ้าน-เผาเมือง ด้วยนักวิชาการเอ็นจีโอ "รกบ้าน-รกเมือง" บนการชักใยจ่ายทรัพย์โดย "องค์การอำนาจโลก"
    ประเทศไทย ยังจะมีอิสรเสรีให้ได้เลือกตั้งกัน ๒๔ มีนาหรือไม่?    
    จะมีอนาคตเห็นได้ผ่านเศรษฐกิจลงทุนฐานราก และมาตรฐานเงินตรามั่นคงอย่างวันนี้หรือไม่?
    ตอบได้เลยว่า...ไม่!
    ระบอบ-สถาบัน พวกมัน "สมยอม-สมประโยชน์" ด้วยอ้าง "ยุคใหม่..ไร้พรมแดน" ไอ้เดนนรก ลอยชายกลับเข้ามาแบบเท่ๆ ไปแล้ว มีความเป็นไปได้สูง
    นี่แหละ นักเลือกตั้งบางคน-บางพรรค ใช้ความเหลื่อมของความจริงที่ซ้อนกันอยู่ ระหว่าง "ทหาร" กับการ "เข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ"
    แล้วพลิกแพลงพูด "ทหารยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์" ชูภาพ "เผด็จการทหาร" กับภาพ "ประชาธิปไตย" ให้เกิด "มิติขัดแย้ง" เพื่อประโยชน์ทางการเมือง
    เกิดเป็นวาทกรรมสร้างภาพลบให้กองทัพ สร้างทัศนคติโน้มน้าวให้คนคล้อยตามว่า
    พลเอกประยุทธ์ตามระบบเลือกตั้ง คือกองทัพที่พรางประชาธิปไตยเข้ามาเป็นการ "สืบต่ออำนาจเผด็จการทหาร"
    สรุป คือ ถ้าพลเอกประยุทธ์ ไม่เข้ามาเป็น "ก้างขวางคอ" ในการเลือกตั้งครั้งนี้
    ให้อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์, ชัชชาติ-เพื่อไทย แข่งกันเป็นนายกฯ
    พลเอกประยุทธ์ จะเป็นดอกประชาธิปไตยที่เขาสรรเสริญทันที!
    ประชาธิปไตยน่ะ ยุโรปออกแบบใช้สำหรับสังคมตะวันตก 
    ไทยบางพวก ดัดจริตไปเอามาใช้กับสังคมไทยทั้งดุ้น เหมือนเอารองเท้าไซส์ฝรั่งมาให้คนไทยสวม 
    จึงเดินกะเผลก ด้วยเข้าใจกันว่า ทำอะไรก็ได้ตามใจ คือประชาธิปไตย
    มันไม่ใช่.......
    สังคมไทย เป็นสังคมเผด็จการิปไตย หรือธรรมาธิปไตย มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี และสำนึกชั่ว-ดี เป็นกรอบ
    วันนี้ คนรุ่นใหม่ เห่อกระหาย สังคมไร้พรมแเดน แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ พยายามล้มล้างระบบเก่า แบบแผนเก่า
    ความจริง ก็ความคิดกบเขียดในรอยตีนควาย เหมือนคนรุ่นเก่า ตอนเป็นรุ่นใหม่ ก็เห่อกันแบบนี้เป็นรุ่นๆ 
    อีกหน่อย ความจริงทางชีวิตและสังคม ก็จะสอนให้รู้เอง 
    รู้ในรู้นั้น คือรู้ว่า........
    คนไทย ก็ต้อง "เผด็จการิปไตย" นี่แหละ!