ปราศรัยกทม.ทิ้งทวน พปชร.จัดคิวบิ๊กตู่นอกเวลาราชการโอ่มีไม้เด็ดอีก


เพิ่มเพื่อน    


    พปชร.เคาะแผน "บิ๊กตู่" ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง 4 ภาค นอกเวลาราชการ จ่อเดินหาเสียงพื้นที่กทม. ก่อนไปปราศรัยที่เมืองโคราช 10 มี.ค.นี้, 16 มี.ค.ไปสุโขทัย, 17 มี.ค.นราธิวาส ปิดท้าย 22 มี.ค.ที่กรุงเทพฯ พร้อมเช็กข้อกฎหมายยิบ ฟุ้งกระแสเริ่มทิ้งห่างคู่แข่ง จับตาโค้งสุดท้ายมีไม้เด็ดหลายเรื่อง "ศรีสุวรรณ" เผย CEPP เตรียมจับผิดบิ๊กตู่ทุกฝีก้าว พบผิด กม.ชง กกต.ฟันทันที อนค.แนะ "บิ๊กตู่" ลาออกให้ "บิ๊กป้อม" เป็นแทน "จตุพร" รับเอา "ทักษิณ" กลับบ้านไม่ได้ แต่เอา "ประยุทธ์" กลับบ้านได้เลือกฝ่าย ปชต.เกิน 376 เสียง
    เมื่อวันอาทิตย์ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค หารือร่วมกับแกนนำพรรค อาทิ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค เพื่อกำหนดทิศทางและการวางยุทธศาสตร์การจัดคิว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ บัญชีพรรค ในการลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง 
    โดยก่อนหน้านี้ นายสนธิรัตน์ระบุว่า ความจริงวางแผนปราศรัยหาเสียงมีไว้แล้วทั้งหมด แต่ต้องมาปรับให้สอดรับกับแผนงานของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และทีมงานนายกฯ เพื่อดูว่านายกฯ ทำได้มากน้อยแค่ไหน
     จากนั้น เวลา 18.10 น. นายอุตตมเปิดเผยภายหลังว่า พรรคจะไปหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะเชิญขึ้นเวทีปราศรัยพร้อมกับผู้สมัครครั้งแรก ในวันที่ 10 มี.ค.ที่ จ.นครราชสีมา เป็นจังหวัดแรก และเวทีอื่นๆ ก็จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ไปด้วย โดยพรรคได้รับความเห็นมาจากในพื้นที่และผู้สมัครว่าประชาชนอยากฟังพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งจากนี้จะมีเวทีอื่นๆ ตามมาทั่วทุกภาค รวมถึงใน กทม.ที่กำลังหารืออยู่ว่าจะมีเวทีที่ไหน
    "ซึ่งในพื้นที่ กทม. ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปร่วมเดินหาเสียงด้วย เท่าที่ทำได้ ซึ่งพรรคจะนำไปเสนอ โดยสัปดาห์หน้าถ้ามีเวลา จะเชิญพล.อ.ประยุทธ์ไปพบปะกับผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรค ซึ่งจะใช้เวลานอกราชการ และเกิดขึ้นก่อนที่จะไปปราศรัยที่ จ.นครราชสีมา ทั้งนี้ยังไม่ได้สอบถาม พล.อ.ประยุทธ์ถึงอาการตาเจ็บว่าหายหรือยัง"
    ผู้สื่อข่าวถามว่า มีส่วนใดบ้างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถทำได้บนเวที นายอุตตมกล่าวว่า พรรคจะดำเนินการตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าสิ่งใดทำได้หรือทำไม่ได้ อย่างเช่นการขึ้นเวที การปราศรัยสามารถทำได้ ทั้งโดยไม่ใช้อำนาจไปกระทบกระทั่งคนอื่น และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้องตามที่ กกต.กำหนด และเชื่อจะวางตัวได้เหมาะสมในทุกสถานการณ์ที่เลือก จ.นครราชสีมา เป็นที่แรกในการปราศรัยนั้น เพราะเห็นว่าเป็นบ้านเกิดของ พล.อ.ประยุทธ์ 
    เมื่อถามว่า ภาคอื่นได้กำหนดจังหวัดที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปหาเสียงหรือยัง นายอุตตมกล่าวว่า ยังไม่ยุติตายตัว แต่จะพิจารณาในภาคอื่นด้วย ขณะนี้เป็นแนวความคิดในการที่จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ไปปราศรัยในที่ต่างๆ แต่ต้องดูตารางงานของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งประเด็นและหัวข้อที่มีการปราศรัยให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ พล.อ.ประยุทธ์ พรรคมีความมั่นใจว่า เมื่อได้ พล.อ.ประยุทธ์มาหาเสียงแล้วจะทำให้คะแนนของพรรคดีขึ้น ส่วนช่วงโค้งสุดท้ายก็อยากให้ทุกฝ่ายรอดูหมัดเด็ดของพรรคพลังประชารัฐ จะมีอะไรออกมา ขณะนี้กำลังจะพิจารณานำเสนอนโยบายเพิ่มเติม รวมถึงระยะเวลาด้วย
เปิดแผน"บิ๊กตู่"ปราศรัย4ภาค
    ส่วนที่หลายพรรคระบุว่า ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์มาช่วยหาเสียง ยิ่งทำให้คะแนนพรรคอื่นดีขึ้น นายอุตตม กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคอื่นที่สามารถคิดได้ แต่พรรคพลังประชารัฐมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ต่อไป และไม่คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์จะกลายเป็นเป้าในทางการเมือง และเราไม่กังวล และมั่นใจในสิ่งที่ทำว่าดีที่สุด เพื่อมีโอกาสได้เข้ามาทำงานให้ประเทศ ส่วนใครจะเป็นแกนนำได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องรอดู ทั้งนี้ จุดยืนของพรรคคือ พรรคใดที่รวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาก็น่าจะเป็นกลุ่มหรือพรรคที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ส่วนที่มีวิพากษ์วิจารณ์ถึงสถานะ พล.อ.ประยุทธ์นั้น พรรคไม่ได้กังวล เพราะฝ่ายกฎหมายพรรคดูเรียบร้อยแล้ว
    แหล่งข่าวจากพรรค พปชร.เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรค พปชร.ได้วางกำหนดการหาเสียงของ พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างลงตัวแล้ว เพื่อลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยพรรค โดยจะใช้เวลานอกราชการ และพร้อมจะปฏิบัติตามข้อกฎหมาย เหลือนำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันเท่านั้น โดยกำหนดการแรกคือ วันที่ 10 มี.ค. ที่ จ.นครราชสีมา บ้านเกิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ภาคอีสาน จากนั้นในพื้นที่ภาพเหนือ วันที่ 16  มี.ค. ได้ปรับเปลี่ยนจาก จ.เชียงรายเป็น จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานเสียงคนสำคัญอย่างนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ผู้สมัครบัญชีรายชื่ออันดับ 4 พรรค พปชร. จากนั้นวันที่ 17 มี.ค. ลงใต้ไป จ.นราธิวาส และปิดท้ายในช่วงเย็นวันที่ 22 มี.ค. ในพื้นที่ภาคกลางคือกรุงเทพฯ ส่วนจะเป็นพื้นที่สวนลุมพินีหรือไม่ ยังไม่ได้ข้อสรุป
    ก่อนหน้านั้น นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพปชร. ลงพื้นที่ตลาดรุ่งเจริญ ถนนสาธุประดิษฐ์  กรุงเทพฯ ช่วยนายเนวินธุ์ ช่อชัยทิพย์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 ของพรรคหาเสียง โดยนายกอบศักดิ์กล่าวว่า วันนี้ลงพื้นที่มีแฟนคลับในทุกระดับ ซึ่งมาเพื่อนำเสนอกับประชาชนว่าตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ของทุกคนใกล้จะลงพื้นที่ ก็บอกกับประชาชนว่าลุงตู่จะลงแล้ว ใครที่รักลุงตู่ก็ขอให้เลือกลุงตู่ เลือกความสงบ เลือกพลังประชารัฐ
    นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ขนาดที่ผ่านมาไม่มีลุงตู่ เวทีของพลังประชารัฐก็แทบจะระเบิด ไม่ต่ำกว่า 10,000 ถึง 20,000 คน มั่นใจว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์มาต้องเบียดเสียดเต็มที่ ภารกิจของลุงตู่ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ จะไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินในขณะนี้ เพราะมีทีมกฎหมายดูแลเป็นอย่างดี ดำเนินทุกวิถีทางให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตามกฎเกณฑ์ของกกต. ถาม กกต.เสมอว่าทำได้หรือไม่ ระมัดระวังรอบคอบ ตัวผู้สมัครเองก็ฮึกเหิม พลังประชารัฐก็กำลังดีวันดีคืน กระแสดีขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่าการที่ลุงตู่ลงพื้นที่จะเป็นสีสันในโค้งสุดท้าย และเป็นพลังกำลังหลักของพลังประชารัฐ  
    นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวว่า มั่นใจว่าประชาชนจะไว้วางใจพรรค พปชร. เนื่องจากพรรคมีนโยบายที่ประชาชนจับต้องได้ มีแคนดิเดตนายกฯ คือ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีผลงานชัดเจน มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ส่งผลให้แกนนำพรรคการเมืองต่างๆ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แสดงว่ากระแสพรรคพลังประชารัฐดีขึ้นมาก หลายพรรคการเมืองเริ่มหวั่นไหว เชื่อว่าพลังประชารัฐจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน และจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน
    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พปชร. กล่าวว่า สามสัปดาห์สุดท้ายขอให้จับตาดูพรรคพลังประชารัฐให้ดี เพราะเราจะมีไม้เด็ดหลายเรื่อง 
CEPP จับตาทุกฝีก้าว
    นายจำลอง ครุฑขุนทด แกนนำพรรค พปชร. และผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 13  พรรคพปชร. เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ 10 มี.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดการเดินทางมาขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ณ เวทีปราศรัยลานตลาดเซฟวัน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งถือว่าเป็นเวทีแรกที่นายกฯ ตัดสินใจขึ้นปราศรัย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ พล.อ.ประยุทธ์อีกด้วย คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนจากทั้ง 14 เขตเลือกตั้งมาร่วมฟังไม่ต่ำกว่า 20,000 คน
    ที่โรงเรียนโพนทองวิทยายน อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล กก.บห.พรรคพปชร. และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 25 ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยนายเอกภาพ พลซื่อ ผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 3 หาเสียง โดยนายสุรพรปราศรัยว่า กระแสของพรรคในภาคอีสานและภาพรวมทั้งประเทศเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน จากโพลของพรรคและหลายสำนัก เชื่อว่าจะได้ ส.ส.เขตมากกว่า 100 ที่นั่ง ทำให้บางพรรคทนไม่ได้ เลิกเอานโยบายมาหาเสียงแข่งกับพรรคเรา แต่ไปใช้การด่า การสาดโคลน ป้ายสี เช้าเวทีหนึ่ง เย็นอีกเวทีหนึ่ง ต่อไปคง 3 เวทีหลังอาหาร
    ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และในฐานะรองประธานศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้ง (CEPP) เปิดเผยว่า เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์มีหลายสถานะ และไม่ยอมลาออกจากข้าราชการการเมืองเพื่อมาทำหน้าที่รักษาการตามที่นักการเมืองในอดีตได้เคยปฏิบัติกัน เพื่อสร้างความเสมอภาคในการหาเสียงและเพื่อความสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 กำหนด ดังนั้นศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้งจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่นๆ โดยได้เตรียมการตั้งทีมตรวจสอบไว้เพื่อติดตามตรวจสอบการเดินสายปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีการกระทำและคำปราศรัยส่อไปในทางผิดกฎหมายอย่างไรหรือไม่ เช่น 1) มีการนำรถยนต์และทรัพย์สินของทางราชการในการเดินทางไปตระเวนปราศรัยหรือไม่ 2) มีการนำฝ่ายรักษาความปลอดภัยประจำตัวนายกฯเดินทางไปร่วมตระเวนด้วยหรือไม่ 3) มีการนำข้าราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐไปร่วมตระเวนด้วยหรือไม่ 4) มีข้าราชการในพื้นที่ที่เปิดปราศรัยมาคอยต้อนรับและนำทรัพย์สินของทางราชการมาคอยอำนวยความสะดวกให้หรือไม่
    "ทุกคำปราศรัยมีคำพูดใดที่ขัดต่อมาตรา 73 มาตรา 74 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 และขัดต่อข้อ 17 ข้อ 18 แห่งระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 หรือไม่ด้วย หากพบว่าการกระทำและคำปราศรัยของ พล.อ.ประยุทธ์เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายข้างต้น CEPP ก็จะรีบส่งคำร้องไปให้ กกต.พิจารณาวินิจฉัยเอาผิดทันที และหากมีประเด็นใดที่เกี่ยวโยงไปถึงการกระทำและรู้เห็นของหัวหน้าพรรค และหรือคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคพลังประชารัฐ ที่ส่อไปในทางที่ขัดต่อกฎหมาย ก็จะดำเนินการด้วยเช่นกันในทันที" นายศรีสุวรรณ กล่าว
    ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์และแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์เตรียมจะลงพื้นที่พบประชาชนและปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัครของพรรค พปชร.ว่า ยินดีต้อนรับ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ มีหมวกสามใบ ตอนนี้เป็นนักการเมืองลงสมัคร มาขึ้นเวทีปราศรัยแล้ว อยากชวนมาร่วมเวทีดีเบตด้วย พล.อ.ประยุทธ์ควรจะต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ทรัพยากรของรัฐ
แนะ"ตู่"ลาออก"ป้อม"เป็นแทน
    นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีที่ พปชร.นัดหารือจัดคิวพล.อ.ประยุทธ์เพื่อเดินสายปราศรัยว่า ส่วนตัวไม่ใช่นักกฎหมาย ไม่ทราบว่าทำได้หรือไม่ได้ภายใต้เงื่อนไขใด คิดว่าเป็นสิทธิ์ของพรรคอื่นที่จะดำเนินการแคมเปญรณรงค์ของพรรค ส่วนตัวอยากให้ทุกพรรคยืนหยัดบนความเท่าเทียม ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ทำอย่างนักการเมืองคนอื่นได้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องไม่ใช้อำนาจในฐานะนายกฯ หรือหัวหน้า คสช. หรือการกระทำใดๆ ที่ใช้อำนาจเอื้อผลประโยชน์ให้กับพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะความเท่าเทียมจะเป็นพื้นฐานของการเลือกตั้งที่เสรี และเป็นธรรม 
    นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรค อนค. กล่าวว่า การปราศรัยเป็นสิ่งที่แคนดิเดตนายกฯ ควรทำ ซึ่ง กกต.บอกว่าทำได้ แต่มีประเด็นข้อสงสัยในเรื่องคุณสมบัติว่ามีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (15) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง มาตรา 14-15 ในการดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ กกต.ควรจะเคลียร์ก่อนว่าใช่หรือไม่ หรือจะเลี่ยงคำแบบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เนื่องจากเป็นเรื่องค้างคาใจที่หลายคนเห็นว่าอาจจะมีผลภายหลังเลือกตั้ง 
    "ปกติ พล.อ.ประยุทธ์พูดคนเดียวมา 5 ปีแล้ว ควรจะลาออกจากตำแหน่งและรักษาการ เพราะขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ยังถือมาตรา 44 อยู่ ยังมีอำนาจในการปลด กกต. รวมถึงการแก้ไขกฎหมายได้ ทำให้คนไม่เชื่อถือในความเป็นกลาง หัวหน้า คสช.ออก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ขึ้นแทน ไม่เห็นเป็นอะไร ไหนๆก็คนคนเดียวกันอยู่แล้ว พูดจาภาษาเดียวกันอยู่แล้ว และกติกาก็เอื้อหมด แต่ยังไงก็สู้เสียงประชาชนไม่ได้ 24 มี.ค.นี้ก็คงเป็นบทพิสูจน์ว่าประชาชนคนไทยจะเอายังไง ถึงมีคำของอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐบอกว่า The ballot is stronger than the bullet. บัตรเลือกตั้งแข็งแกร่งกว่ากระสุนปืน" นายชำนาญกล่าว
     เย็นวันเดียวกัน ที่ลานคนเมือง พรรคเพื่อชาติ ปราศรัยใหญ่ใน กทม. โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกแปลกใจการทำหน้าที่ของ กกต. ที่บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ไปช่วยหาเสียงได้ สมาชิกพรรค พปชร.ออกมาดีใจ เห็นว่าเป็นการเมืองที่แปลกประหลาดมากที่สุด แทนที่ กกต.จะวินิจฉัยเรื่องการเป็นเจ้าที่รัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ก่อน หากวันนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะลาออกจากตำแหน่งก็สายไป การกระทำผิดสำเร็จแล้ว ที่บอกว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นบุคคลสาธารณะ อยากถามว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ เพราะสามารถออกคำสั่งให้ข้าราชการปฏิบัติตามได้ 
    "เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐแพ้แน่นอน เงื่อนไขการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของ พล.อ.ประยุทธ์จะถูกหยิบยกให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ การเขียนรัฐธรรมนูญเหมือนกับติดกับตัวเอง ปล่อยให้การเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.แล้วเสร็จ แต่สุดท้ายก็เป็นโมฆะ กกต.ก็ติดคุก ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่" นายจตุพรกล่าว 
    ต่อมานายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ กล่าวปราศรัยว่า ได้ข่าวมาในวันเลือกตั้ง 24มี.ค. ทหารเกณฑ์กว่า 51 ล้านคน จะได้รับการปล่อยกลับบ้านไปลงคะแนนเสียง พรรคเพื่อชาติเป็นพรรคเดียวที่ประกาศแนวทาง เกาะกลางทางการเมือง ปฏิวัติรัฐประหารมา มีแต่จะทำให้ชาวบ้านยากจนลง คณะรัฐประหารไม่เคยสนใจชาวบ้าน หลังจากนายยงยุทธปราศรัยเสร็จได้เดินทางกลับทันที
    จากนั้นนายจตุพรปราศรัยว่า เราเอาทักษิณกลับบ้านไม่ได้ แต่เราเอาประยุทธ์กลับบ้านได้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยตอบว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ลิ่วล้อมาตอบเป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งบุคคลสาธารณะที่ไหนออกคำสั่งใช้มาตรา 44 ได้ ขอให้พี่น้องเลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตยให้เกิน 376 ที่นั่ง ถ้าถึงประยุทธ์ได้กลับบ้านแน่นอน 24 มี.ค. รอเช็กบิลเผด็จการ สมุนเผด็จการ สร้างประชาธิปไตยไปด้วยกัน  
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ กกต.อนุญาตให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงมาช่วยพรรค พปชร.หาเสียงได้ว่า ดีใจด้วย เพราะท่านจะได้นำเสนอนโยบาย แต่เราไม่กลัว ไม่กังวลอะไรทั้งสิ้น เพราะเวลาแข่งขันตัดสินกันที่นโยบาย และนโยบายของพรรคภูมิใจไทยดีไม่แพ้ใคร เราไม่กังวล ถือว่า พรรคเรามีอายุมากกว่า เราต่อให้เขา ต้องมองโลกในแง่ดี ทั้งนี้ เวทีดีเบตที่มักถามเรื่องประเด็นการเมืองว่า รู้สึกโกรธ เพราะตอนนี้ปัญหาปากท้องเป็นปัญหาหลักแต่ทำไมคุยกันแต่เรื่องการเมืองที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ชี้ตั้ง ส.ว.ขัด รธน.
    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์จะมาปราศรัยใหญ่ช่วยพรรค พปชร.หาเสียงในพื้นที่ จ.นครราชสีมา10 มี.ค.นี้ว่า ดีครับ คิดว่าเป็นบรรยากาศที่ดีของโคราช ส่วนจะต้อนรับลุงตู่ด้วยอะไรตนก็เวลคัม ยินดีต้อนรับอยู่แล้ว คนโคราชใครมาเยือนก็ต้อนรับทุกคนอยู่แล้ว ก็ดีผู้หลักผู้ใหญ่มากันมากแล้วเอานโยบายดีๆ มาให้ คนโคราชจะได้มีทางเลือกมากๆ เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด 
    นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์ข้อความระบุว่า วันนี้ประเทศไทยดูคล้ายกับว่ากำลังเกิดบุคคลที่เป็น “กบฏทางความคิด” ขึ้นมา เพราะเขากล้าที่จะออกมาท้าทายเสาหลักของประเทศโดยไม่สนใจที่ต่ำที่สูง สร้างภาพตัวเองว่าเป็นผู้นำของคนยุคใหม่ด้วยการ “ดูถูก” รากเหง้าของบรรพบุรุษ อ้างว่าจะสานต่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่ตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจในประวัติศาสตร์แตกฉาน คิดสร้างนโยบายเสี่ยงๆ ฟังแล้วเท่ ฮึกเหิม เอาใจคนรุ่นใหม่ สร้างภาพรักประชาธิปไตย ชักชวนให้ออกมา “เป็นกบฏต้านเผด็จการร่วมกัน” ใช้ปากกาฆ่าเผด็จการ 
    "เรื่องของบ้านของเมือง ผมไม่อยากให้คิดเป็นเรื่องสนุก เอาแต่อารมณ์ เพราะบรรพบุรุษของเราในอดีตใช้เลือดใช้เนื้อ ใช้ชีวิตแลกมาอย่างยากลำบาก และถ้าไม่เหลืออดจริงๆ คงไม่มีใครอยากเป็นได้ชื่อว่าเป็นกบฏแน่ แต่ในยุคที่เกิด “กบฏลมปาก” นี้ ลูกหลานคนไทยจึงควรพิจารณาไตรตรองให้ดี มองให้ลึกถึงเจตนา ไม่ใช่เพราะคารมดี มองให้เห็นถึงที่มา ไม่ใช่เพราะใครส่งมามองให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ดีแต่พูด แต่จริงๆ ทำไม่ได้มองให้เข้าใจประวัติศาสตร์ ไม่ใช่มองเฉพาะศาสตร์แห่งการเอาใจ" นายสุเทพระบุ     นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการเปิดเผยว่า คสช.แต่งตั้งให้ พล.อ.ประวิตร เป็นประธานกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก (ส.ว.) เพื่อคัดเลือกบุคคลให้ได้ไม่เกิน 400  คน แล้วให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คนนั้น ขณะนี้ไม่ทราบว่ากรรมการสรรหาเป็นใครบ้าง รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายบอกเปิดเผยไม่ได้ กลัวจะมีการวิ่งเต้น ตนเห็นว่าการสรรหาแบบนี้ดูไม่ชอบมาพากล ไม่เปิดเผย ปิดลับ หมิ่นเหม่ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ และอาจเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้องต่อศาลให้เป็นโมฆะได้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ม.269 (1) บอกให้ คสช.แต่งตั้งกรรมการสรรหา ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน ไม่เกิน 12 คน โดยกรรมการสรรหาจะต้องตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมือง จึงสงสัยที่ไม่ยอมเปิดเผยกรรมการสรรหาแท้จริงแล้วน่าจะมีปัญหาว่าการแต่งตั้งกรรมการสรรหานั้น มีการแต่งตั้งจากบุคคลที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่เสียมากกว่าหรือไม่ ใช้วิชาเบี่ยงเบน แบบที่เนติบริกรชอบใช้หรือไม่
    "เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญดูจะชัดเจนว่าให้ตั้งคนอื่น ไม่ใช่มาตั้ง คสช.ด้วยกันเอง การตั้งรองนายกฯ และมีตำแหน่งเป็นรองกรรมการ คสช.เป็นประธานกรรมการสรรหา และอาจมีกรรมการ คสช.อื่นๆ อีก มีคำถามว่า เมื่อหัวหน้า คสช.เป็นแคนดิเดตของพรรคการเมืองไปเสียแล้ว ท่านจะบอกได้อย่างไรว่ามีความเป็นกลางทางการเมือง ไม่นับว่าท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหรือไม่ ไม่นับพฤติกรรมในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ คสช.กลายมาเป็นผู้เล่น มิใช่กรรมการ เป็นที่ทราบกันดีว่าวุฒิสภา 250 คน เป็นคณะบุคคลที่จะมาเลือกนายกฯร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเข้าใจกันได้ว่าต้องการจะสืบทอดอำนาจการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก จึงชัดเจนว่าถ้าทำกันแบบนี้ก็คือการตอบสนองต่อการสืบทอดอำนาจ ทำกันแบบงุบงิบ เป็นลับๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้บอกให้ลับและควรจะเปิดเผยโปร่งใสที่สุด จึงขอเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อกรรมการสรรหาให้ประชาชนทราบโดยเร็ว" นายชูศักดิ์กล่าว. 


เฮ้อ..... ปลงสังขารตัวเองน่ะครับ! เห็น "เด็กส้ม" ในเข่งธนาธรกับ "เด็กแดง" ในเข่งทักษิณ หลอมเป็น "ม็อบล้มเจ้า" เกิดผลิตภัณฑ์ "รุ่นใหม่ ๓ นิ้ว"

ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"
'ปฐมสถาปนาล้มเจ้า'
'เผาหลอก-เผาจริง' ร่าง รธน.