ท่องเที่ยวปรับรับพฤติกรรมเปลี่ยน


   


    “ภาคการท่องเที่ยว” ยังถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมหลักที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ และจะเห็นได้ว่าในช่วงที่หลายๆ ปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยมีปัญหา การเติบโตชะลอตัวลงนั้น “ภาคการท่องเที่ยว” ก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี จนได้รับการยกย่องว่าเป็น พระเอกขี่ม้าขาว ที่ช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจของไทยยังสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่หลายต่อหลายครั้ง    
    ในช่วงปีที่ผ่านมา “ภาคการท่องเที่ยว” ของไทย อาจจะเจอกับปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง สะท้อนจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จนส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่จังหวัดภูเก็ต เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงที่สนามบิน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลทำให้ “ภาคการท่องเที่ยว” เกิดการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ที่แตะเบรกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวส่งผลอย่างชัดเจนกับการท่องเที่ยวของไทย
    รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้มีการออกมาตรการหลากหลายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งการเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า และอื่นๆ ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นผล เพราะหลายสถิติพบว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ในช่วงเดือน ม.ค.2562 พบว่า มีจำนวน 3.72 ล้านคน เติบโต 4.9% ต่อปี จากการขยายตัวต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นสำคัญ ที่ขยายตัวสูงในระดับ 10.3% ต่อปี ซึ่งนับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศอื่นๆ ก็ยังคงขยายตัวได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน อาทิ นักท่องเที่ยวจากอินเดียขยายตัว 24.9% และนักท่องเที่ยวจากไต้หวันขยายตัว 31% ต่อปี ส่งผลให้ในเดือน ม.ค.2562 มีรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 1.95 แสนล้านบาท ขยายตัว 2.4% ต่อปี จากการขยายตัวได้ดีของรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นสำคัญ
    แต่ทั้งนี้ จากบทวิจัยของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวจีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทย มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยคนจีนวัยกลางคน (อายุ 35 ปีขึ้นไป) เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวจากกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ เป็นกรุ๊ปทัวร์ที่เล็กลงและยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกันคนจีนรุ่นใหม่ (อายุ 20-34 ปี) เริ่มนิยมจ้างไกด์ท้องถิ่นเพื่อเสาะหาประสบการณ์แปลกใหม่
    จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของไทยที่เปลี่ยนแปลงไปนี้เอง “ภาคการท่องเที่ยว” ของไทยควรปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยบริษัทนำเที่ยวขนาดใหญ่อาจต้องปรับเปลี่ยนหรือขยายรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ ซึ่งเน้นไปที่กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ชื่นชอบ ส่วนธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ อาจขยายฐานลูกค้าและกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ที่นิยมหาข้อมูลและวางแผนการท่องเที่ยวด้วยตัวเองผ่านสื่อออนไลน์ ส่วนชุมชนท้องถิ่นที่มีเอกลักษณะเฉพาะตัวที่น่าสนใจ ก็สามารถสร้างธุรกิจจากจุดเด่นของตัวเอง เพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และรับประโยชน์จากกระแสการเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนจีนได้เช่นกัน
    อย่างไรก็ดี จากมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวที่รัฐบาลเร่งผลักดันออกมา รวมถึงความเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยวของไทย ทำให้เชื่อว่า “ภาคการท่องเที่ยว” จะยังเป็นเครื่องมือที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2562 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 41.1 ล้านคน ขยายตัว 7.5% ต่อปี สร้างรายได้ 2.21 ล้านล้านบาท ขยายตัว 10% โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีน อยู่ที่ 11.69 ล้านคน ขยายตัว 11% ต่อปี ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกลุ่มประเทศอาเซียน คาดว่าจะเติบโตที่ 11.31 ล้านคน ขยายตัว 10% และนักท่องเที่ยวจากยุโรป คาดว่าจะอยู่ที่ 6.9 ล้านคน ขยายตัว 2%.


และแล้ว........... งานลงรักปิดทองนายกฯ ประยุทธ์ของฝ่ายค้าน เมื่อวาน (๑๘ ก.ย.๖๒) ก็ผ่านไป พร้อมสภาปิดสมัยประชุม

นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'