๒๕๐ สว. 'รากเหง้าอภิวัฒน์'


   

    เมื่อวาน คุยถึงเรื่อง..........
    "อะไรคือเผด็จการ" และ "อะไรคือประชาธิปไตย" ในประเทศไทย? 
    นับเนื่องจาก "คณะราษฎร"
    ทำรัฐประหารพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนระบอบปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ 
    ถ้าศึกษากันจริงๆ ไม่ใช่รู้ตามอาจารย์ "รับจ้างคด" ยกคำว่าอภิวัฒน์ประชาธิปไตยมาหากิน โดยไม่นำที่เป็นจริงมาบอก เราก็จะเห็น มรรควิธีไปสู่ประชาธิปไตยที่คณะราษฎรใช้ นั้น
    "เผด็จการคณะราษฎร"
    อาศัย "เผด็จการทหาร" ผบ.ทบ.พลเอก "พระยาพหลฯ" และรอง ผบ.ทบ. "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" เป็นตัวนำ ในการสถาปนาคำว่า "ระบอบประชาธิปไตย"
    ขึ้นแทน "ระบอบกษัตริย์"!
    และที่ถามกันโก้ๆ หรือโง่ๆ ว่า "๘๗ ปี จาก ๒๔๗๕ ทำไมไทยจึงไปไม่ถึงประชาธิปไตย?" นั้น
    คำตอบมีอยู่ว่า.........
    นับแต่คณะราษฎรทำรัฐประหาร ๒๔๗๕ ประชาธิปไตยที่คลอดออกมา มันเป็นแค่
    "ประชาธิปไตยลูกกรอก"!
    ไม่ตาย แต่ไม่โต.........
    ถูกใส่พานไว้ให้นักวิชาการบางพวก "ขูดหวย" ประชาธิปไตย ๒๔๗๕ หาแดก สุดแต่ใครจ้าง
    ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อล้มระบอบกษัตริย์เสร็จ
    "คณะราษฎร" ก็ขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน แย่งชิงอำนาจกัน ถึงขั้นไล่ล่ากันเอง ไม่เป็นอันทำให้ "ประชาธิปไตยกินได้" ตามโฆษณาชวนเชื่อ
    ในที่สุด ประชาธิปไตย ๒๔๗๕ ก็ "จบฉาก" ด้วยตัวเอง 
    ตามที่มีบันทึก....
    บทบาทคณะราษฎรสิ้นสุด เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๙ พ.ค.๘๙ คณะราษฎรถือว่า
    ได้ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จ ตามที่ได้แถลงไว้แก่ราษฎร เมื่อ ๒๔ มิ.ย.๗๕ 
    คณะราษฎรจึง "สลายตัว"
    ผู้ก่อการและสมาชิกแยกย้ายกันไป นายควง อภัยวงศ์ กับเพื่อน ไปเข้าพรรคประชาธิปัตย์ 
    พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ พรรคแนวรัฐธรรมนูญ นายสงวน ตุลารักษ์ ไปพรรคสหชีพ 
    ส่วนรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี ท่านไม่เคยสร้างฐานอำนาจ ว่ากันที่จริง ท่านเป็น "สุภาพบุรุษอุดมการณ์" โดยแท้ 
    เป็นลูกชาวนา จึงรู้หัวอกคนทำนา เมื่อทำรัฐประหารระบบกษัตริย์สำเร็จ โครงสร้างเศรษฐกิจที่ท่านร่าง จึงมุ่งแก้ปัญหาชาวนา 
    แต่ถูกโจมตี ว่าหลักการที่ร่างนั้น มัน "คอมมิวนิสต์ร้อยเปอร์เซ็นต์" ทำให้ท่านพังในที่สุด!
    ส่วนตัวผม "เห็นด้วย" กับระบบ "นารวม" ของท่าน และหลักการประชาธิปไตยเริ่มแรก ว่ายังต้อง "ชี้นำ" ประชาชน
    คนไทยนั้น..........
    ใครว่าอะไรก็ได้ แต่ถ้ามาว่า "ไม่รู้..ไม่ฉลาด"
    มึงตาย! 
    ท่านปรีดีเขียนรัฐธรรมนูญ เขียนโครงสร้างเศรษฐกิจ บนพื้นฐานเป็นจริงของคนและสังคมไทย
    เพราะอย่างนั้น.........
    จึงถูกโจมตี ว่าเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นประชาธิปไตย 
    แต่ทำไมจึงเอาระบบ "เผด็จการอำนาจ" ผสม "ลัทธิคอมมูนิสต์" มาใช้?
    เพราะท่านรู้ โดยเข้าใจ-เข้าถึง "สภาพสังคมไทย" ว่าเป็นแบบไหน จึงประชาธิปไตยฮวบฮาบไม่ได้
    ต้องค่อยเป็น-ค่อยไป 
    ต้อง "ชี้ทาง-สร้างกรอบ" ให้เดิน ขืนชี้แล้วปล่อยให้เดินไปเองแต่แรก มีหวัง ตกเหว-ตกบ่อ 
    เป็นกบในสระจ้อยให้พวกนกกระสาประชาธิปไตยจิกกินเปล่าๆ!
    อภิวัฒน์ประชาธิปไตย ๒๔๗๕ จึงปิดฉาก เหลือแต่ชื่อ ด้วยรัฐประหาร ๒๔๙๐ โดย "พลโทผิน ชุณหะวัณ" 
    สนับสนุน "จอม ป. พิบูลสงคราม" คู่กัดท่านปรีดี หนึ่งเดียวใน ๗ ผู้ก่อการที่เหลืออยู่ และแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี
    ขึ้นเป็นนายกฯ "ประชาธิปไตย ภาค ๒"  
    และพยายามเบ่งบารมีเป็นเงาดำทาบทบหวังลบสถาบันพระมหากษัตริย์!
    ท่านปรีดี ต้องลี้ภัยทั้งการเมืองอภิวัฒน์และทั้งคดีลอบปลงพระชนม์ ไปจีน ไปฝรั่งเศส 
    เมื่อไปแล้ว........
    ท่านไม่เคยชักใย ไม่สนับสนุนใคร หรือพรรคการเมืองใดๆ ให้ก่อกวนประเทศ หรือเผาบ้าน-เผาเมือง เพื่อตัวท่าน จะได้กลับมา "ครองอำนาจ" เลย
    สมแล้วที่เป็นรัฐบุรุษอาวุโส สมแล้วที่ยูเนสโกยกย่องท่านเป็น "บุคคลสำคัญของโลก"
    ท่านจบชีวิตที่ฝรั่งเศสในวัย ๘๒ ปี เมื่อ พฤษภา ๒๖
    ก็มาถึงประเด็นที่บางพรรคใช้เรื่อง "๒๕๐ ส.ว." ร่วม ส.ส.โหวตเลือกตัวนายกฯ ในสภา โจมตีพลเอกประยุทธ์
    ว่านี่เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญให้พลเอกประยุทธ์สืบต่ออำนาจเผด็จการทางรัฐสภา!
    มีคนกระแซะ ผมเอาแต่เลียตีนทหาร ไม่เห็นพูดถึงเรื่องนี้บ้าง
    วันนี้ จั๊กหน่อย!
    วุฒิสภาเลือกตั้งแบบนี้ ไม่ใช่เพิ่งมี มันมีมาแต่เริ่มแรก โดยรัฐบาลคณะราษฎร ๒๔๗๕ โน่นแล้ว
    และผมว่า รัฐธรรมนูญ ๖๐ นี้....
    คณะร่างฯ ยกเอา "รัฐธรรมนูญ ปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ฉบับ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ และรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕" ที่อาจารย์ปรีดีร่าง มาประยุกต์ใช้แน่เลย
    คือสภาอภิวัฒน์ประชาธิปไตยเริ่มแรก มีเฉพาะ ส.ส.เรียกว่า ส.ส.ประเภท ๑ ไม่มีวุฒิสมาชิก
    แต่ให้มี "ส.ส.ประเภท ๒" ร่วมทำหน้าที่ร่วม ส.ส.ประเภท ๑
    และเลิกไป ด้วยรัฐธรรมนูญ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ 
    คือเปลี่ยนจาก ส.ส.ประเภท ๒ ไปเป็นให้มี "พฤฒสภา" คือมี "วุฒิสมาชิก" แทน
    ส.ส.ประเภท ๒ หรือวุฒิสมาชิก รัฐบาลแต่งตั้งเข้าไปด้วยเหตุผลใด และวัตถุประสงค์ใด ที่สงสัยกัน
    คำตอบคือ.......
    ประชาธิปไตยคณะราษฎรว่าอย่างไร ประชาธิปไตยคณะ คสช.ก็ว่าอย่างนั้น
    ปรากฏในหนังสือ "แนวความคิดประชาธิปไตย ของ ปรีดี พนมยงค์"
    โดยพระยามโนปกรณ์ฯ ประธานร่างรัฐธรรมนูญ แถลงต่อสภา เมื่อ ๒๕ พ.ย.๗๕ ความตอนหนึ่งว่า......
    ".........หมวด ๗ เป็นบทเฉพาะกาล ในพระราชบัญญัติธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้เป็น ๓ สมัย คือ  สมัย ๑ สมัย ๒ สมัย ๓
    บทเฉพาะกาลนี้ เป็นบทที่บัญญัติเฉพาะระหว่างเวลาที่ก่อนถึงสมัยที่ ๓ อันเป็นสมัยสุดท้าย ความสำคัญของหมวดนี้ มีอยู่ในมาตรา ๖๕ 
    บัญญัติลักษณะแห่งการก่อตั้งสภาขึ้น ให้มีสมาชิกประเภทที่ ๑ ราษฎรเลือกตั้งขึ้น
    สมาชิกประเภทที่ ๒ พระมหากษัตริย์ทรงตั้งขึ้น
    ที่มีสภาชิกประเภท ๒ ประเภทนี้ ก็เพราะเหตุว่า เราพึ่งมีรัฐธรรมนูญขึ้น 
    ความคุ้นเคยในการปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูญยังไม่แพร่หลายทั่วถึง
    ฉะนั้น จึ่งให้มีสมาชิกประเภทซึ่งเห็นว่า เป็นผู้คุ้นเคยการงาน และช่วยพยุงกิจการ ทำร่วมมือกันไปกับสมาชิกประเภทที่ ๑ ที่ราษฎรเลือกตั้งมา
    การทำเช่นนี้ ถ้าแม้เราอ่านรัฐธรรมนูญที่มีใหม่แล้ว มีอย่างนี้เสมอ 
    เมื่อต่อไป สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นทำงานไปได้เองแล้ว ก็จักดำเนินการต่อไป"
    ความตรงนี้ นักเลือกตั้งและนักวิชาการ ถ้าไม่แสร้งงั่ง ก็ต้องทราบ ว่าที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้มี ๒๕๐ ส.ว.ก็ตามเหตุผลนี้
    ประเด็นนี้ อาจารย์ "สุพจน์ ด่านตระกูล" ซึ่งรู้จักกันดีในวงการพูดจาตุลาการภิวัฒน์
    ท่านกล่าวไว้ตรงเป๊ะ.......
    ขอยกที่ท่านเขียนไว้ใน "ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ยุค ๒๔๗๕ ที่ถูกบิดเบือน" มาเสียบให้ทะลุหัวใจ
    "รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ สมาชิกผู้แทนราษฎรประเภท ๒ เป็นมรรควิธีของการครองอำนาจในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ 
    ไม่เห็นจะเป็นความไม่ถูกต้องตรงไหน 
    ซึ่งฝ่ายที่ยึดอำนาจจากฝ่ายอำนาจเก่าไม่ว่าที่ไหนในโลก ถ้าไม่ปัญญาอ่อน เขาก็ต้องมีวิธีการครองอำนาจในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยกันทั้งนั้น 
    พวกที่ไม่ชอบใจในการมีสมาชิกฯ ประเภท ๒ ในเวลานั้น ก็มีแต่พวกฝ่ายอำนาจเก่า 
    และพวกที่วิจารณ์ตำหนิอยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นประเภทพวกลูกแกะเพิ่งลืมตาเท่านั้น ที่เรียกร้องตัดตีนให้กับเกือก"
    ฉันใด ก็ฉันนั้น.......
    การปฏิรูปสังคมไทยไปสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ก้าวข้ามระบอบทักษิณไม่พอ
    ต้องถึงขั้น "เหยียบให้มิด" ตามนัยปรมาจารย์ทฤษฎีการเมือง "สุพจน์ ด่านตระกูล" บอก
    "ฝ่ายที่ยึดอำนาจจากฝ่ายอำนาจเก่า ไม่ว่าที่ไหนในโลก ถ้าไม่ปัญญาอ่อน เขาก็ต้องมีวิธีการครองอำนาจในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยกันทั้งนั้น" 
    และ...........
    "พวกที่วิจารณ์ตำหนิอยู่ในปัจจุบัน 
    ก็เป็นประเภทพวก 'ลูกแกะเพิ่งลืมตา' เท่านั้น ที่เรียกร้อง 'ตัดตีนให้กับเกือก' "
    และที่เป็นสมาชิกราษฎร "ประเภท ๒" หรือ ส.ส.แต่งตั้ง ตอนนั้น มีใครบ้างล่ะ ก็เช่น
    ท่านปรีดี พนมยงค์,จอมพล ป. พิบูลสงคราม, นายควง อภัยวงศ์ ผู้ตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ
    ก็..ฉะนี้แล.


ทฤษฎี "ตาบอดไม่กลัวเสือ" ของทักษิณ ทำให้พรรคการเมืองหนึ่ง ได้ครองอีสานมาร่วม ๒ ทศวรรษ

'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า
น้ำท่วม 'อย่าเอาแต่ดู' ต้องทำ