'อุตตม' แจงนโยบายพักชำระหนี้ ไม่ทำเสียวินัยการเงิน-คลังประเทศ


   

21 มี.ค.62 - นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสวิจารณ์ถึงนโยบายของพรรคพลังประชารัฐว่าเป็นนโยบายประชานิยม เน้นการแจกเงิน และเน้นแต่เรื่องประชานิยม ว่า เป็นเพียงการพิจารณานโยบายเพียงด้านเดียว โดยขาดการพิจารณาองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดที่ครอบคลุมอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้นโยบายของพรรคผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนอย่างรอบคอบดังนั้น ตนขอยืนยันว่าทุกนโยบายของพรรคไม่มีเพียงแค่การลด แลก แจก แถมเท่านั้น เช่น นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรที่พรรคนำเสนอด้านการส่งเสริมเรื่องรายได้ ด้วยการสร้างหลักประกันสินค้าและดูแลตั้งแต่กระบวนการเริ่มแรกของการผลิตจนถึงการส่งออก และขาย นอกจากนั้นพรรคยังมีนโยบายปลดภาระหนี้สินของเกษตรกรพร้อมกับส่งเสริมทักษะและศักยภาพที่พัฒนาให้เห็นเกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้เทคโลยีช่วยส่งเสริมด้านการค้าขายผลิตผล

นายอุตตม กล่าวด้วยว่านอกจากนั้นในภาคแรงงาน, กลุ่มเอสเอ็นอี, ครู, นักศึกษาพรรคยังมีนโยบายที่ลดภาระหนี้สินและส่งเสริมทักษะการประกอบวิชาชีพ เพื่อให้มีศักยภาพต่อการดำเนินอาชีพได้ต่อไป โดยเน้นลดความหลื่อมล้ำและเกิดโอกาสใหม่ รวมถึงส่งเสริมวินัยการออมให้กลุ่มอาชีพทุกกลุ่มสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

"โครงการของพรรคที่หลายคนท้วงติงว่าการพักชำระหนี้ ทำให้เสียวินัยการเงินการคลังของประเทศ ผมยืนยันว่าไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอนเพราะจากการวิเคราะห์ถึงผลรวมของนโยบายแล้ว สิ่งที่ต้องเน้นเสริมคือการสร้างทักษะอาชีพ เพื่อให้ภาคอาชีพทุกกลุ่มของประเทศอยู่ได้ รวมถึงสร้างรายได้ให้กับพวกเขา เมื่อเขามีเงินใช้จ่าย มีรายได้มากพอ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ เน้นวินัยการออมเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บ เพื่อเป็นต้นทุนของการดำเนินชีวิตต่อไป โดยทุกนโยบายล้วนสอดคล้องและเชื่อมโยง ดังนั้นผมขอให้คนที่วิจารณ์นโยบายของพรรค ดูทุกนโยบายด้วยความเป็นธรรมอย่าสร้างอคติ" นายอุตตม กล่าว

นายอุตตม ยืนยันด้วยว่าทุกนโยบายของพรรคสามารถทำได้จริงแน่นอน แม้หลายฝ่ายจะประเมินว่าหลังการเลือกตั้งรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น คือรัฐบาลผสมที่มาจากหลายภาคส่วน ดังนั้นเมื่อพรรคพลังประชารัฐได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพียงพอเป็นเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ปฏิบัติการเริ่มต้น คือการพูดคุยกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเดียวกัน  หารือการทำงานร่วมกันบนนโยบายที่สอดคล้อง เพื่อให้เกิดผลปฏิบัติที่เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างมากที่สุด จากนั้นคือการจัดลำดับการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญาให้กับประชาชนมากกว่า การมองผลประโยชน์ของบุคคลหรือการเมืองจากพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นหลัก.