สุดท้าย.."ใครจะเป็นนายกฯ"


   

        วันนี้......

        ศุกร์ ๒๒ มีนา.๖๒ วัน "ดิบๆ สุกๆ"

        ก็จะได้ "โม้เลือกตั้ง" กัน ชนิดปักทวนคาเป็นวันสุดท้าย

        ส่วนพรุ่งนี้ เสาร์ ๒๓ มีนา. วัน "สุกดิบ"

        เข้าเขตเพชฌฆาตฤกษ์ ตามมรรยาท เป็นช่วงแผ่มุทิตาจิตไปยังผู้สมัคร ส.ส.ทุกคน-ทุกพรรค

        ก็จะงดวิพากษ์-วิจารณ์!

        รุ่ง-ขึ้น วันอาทิตย์ ๒๔ มีนา. ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น. เป็นต้นไป ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ๕๑ ล้านคน

        "เขตใคร-เขตมัน" ในจำนวน ๓๕๐ เขต ทั้งประเทศ

        เข้าคูหา "ประชุมเพลิง"......

        X เบอร์ "คนที่รัก-พรรคที่ชอบ" จนถึงเวลา ๑๘.๐๐ น.

        ปิดเตา!

        เลือกตั้งยุคแบ่งฝ่าย "เผด็จการแท้-ประชาธิปไตยเทียม" ไม่มีใครถาม นายนั่น..นางนี่ ใครจะได้-ไม่ได้เป็น ส.ส.

        มีแต่ถาม "ใครจะได้เป็นนายกฯ?"

        "พรรคไหนจะชนะที่ ๑ เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล?"

        และมีการสร้าง "กระแสนำคิด" ประเด็น "๒๕๐ ส.ว.แต่งตั้ง" ว่านี่คือ

        "๒๕๐ หุ่นยนต์" ที่จะร่วมโหวตให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อ!

        ก็มาคุยไล่ไปทีละประเด็น สรุปทิศทางเลือกตั้งหนนี้ เลือกตั้ง ส.ส.ก็จริง แต่ยุคนี้ ชาวบ้านมองข้ามช็อต เหมือนปลูกกล้วย

        แต่เล็ง "ใบตอง"!

        ทุกท่านอาจสงสัย เห็นพูดกันว่า เพื่อไทยจะได้ ส.ส.เขตมากที่สุด แต่ไฉนจึงสรุปกันว่า

        ฝ่ายที่จะเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลกลับเป็น "พลังประชารัฐ?"

        เขาพูดกันไม่ผิดหรอก ตามรัฐธรรมนูญนี้ "ทุกคะแนน" มีความหมาย

        แต่ละพรรค เอาคะแนนแต่ละเขตรวมกัน แลกปาร์ตี้ลิสต์ได้ ในอัตราส่วน ราวๆ ๘ หมื่นแต้ม ต่อ ๑ ปาร์ตี้ลิสต์

        ทีนี้ก็มาดู พลังประชารัฐ ส่งสมัครครบ ๓๕๐ เขต

        ในขณะที่เพื่อไทย ส่งเพียง ๒๕๐ เขต

        ตามแผน "แตกพรรค" เว้นพื้นที่ให้ "ไทยรักษาชาติ" ไปกวาดคะแนน หวังแชร์ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ถูกยุบพรรคก่อน ด้วยเหตุตามที่ทราบกันแล้ว

        เมื่อเข้าใจตรงนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยอะไร เพราะเข้าทำนองพลังประชารัฐ ทำนา ๓๕๐ ไร่

        ก็ต้องได้ข้าวเปลือกมากกว่าเพื่อไทย ที่ทำนาแค่ ๒๕๐ ไร่ เป็นธรรมดา!

        ดังนั้น ตามคณิต ป.๔ แม้เพื่อไทยได้ ส.ส.เขตมากกว่าพลังประชารัฐ แต่คะแนนรวม พลังประชารัฐ ย่อมต้องได้มากกว่า

        นั่นคือ ในขณะเพื่อไทย เสี่ยงจะอด "ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์" เพราะคะแนนรวมน้อย

        ส่วนพลังประชารัฐ ส.ส.เขตจะ "มาก-น้อย" กว่ากันไม่เท่าไหร่ ในส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ได้ คือกำไร ถ้าไม่ได้ แค่เสมอตัว

        เพื่อไทย เคยมีถึง ๑๕ ล้านเสียง........

        แต่ครั้งนี้ ด้วยแผน "โลภมาก" แตกพรรค ประกอบถึงคราว "กรรมซัดวิบัติเป็น"

        พรรคที่แตก "ไทยรักษาชาติ" ก็ตาย พรรคที่เป็นงาแซง "อนาคตใหม่" ก็กลายเป็นงา "แทงเหงือก" ตัวเอง!

        ๑๕ ล้านเสียง ทั้งหาย ทั้งหกตกใต้ถุน ชนิด ม.ค.ป.ด.เหลือไม่ถึง ๑๐ ล้านเสียงแน่

        อีก ๕-๖ ล้านเสียง หายไปไหน?

        ก็กระจายไปพรรคเล็ก-พรรคน้อยในเครือข่าย แต่ที่เป็นตัวหารแบ่ง ได้ไปเป็นกอบ-เป็นกำ "หลักล้าน+" คือ

        "พรรคอนาคตใหม่"!

        "ระบอบทักษิณ" ใครฆ่าไม่ตาย แต่ด้วย "อสัตย์" ต่อชาติบ้านเมือง ก็มีอันเป็นไป ดากทิ่มกระเพาะ เลือดตกใน ตายเอง

        ถ้าไม่เล่ห์ ด้วยสร้าง "ทายาทอสูร" ขึ้นมา

        ขี้หมู-ขี้หมา ก็ต้องเหลือกว่า ๑๐ ล้านคะแนน แบบนี้มีโอกาสได้ปาร์ตี้ลิสต์เพียบ

        แต่เมื่อมีอนาคตใหม่เข้ามา "แบ่งเลือด" ที่เหลือ ที่จะเป็นกอบ-เป็นกำ เลยกลายเบี้ย "หัวแตก"

        "แหลก" ทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทยจะได้ปริมาณ ส.ส.มากไม่พอ "เบ่งกล้าม" ทวงสิทธิ เป็น "คิวแรก" จัดตั้งรัฐบาล

        ส่วนประชาธิปัตย์ มาถึงป้ายสุดท้ายแล้ว ก็ต้องบอกกันตรงๆ ว่า

        ทั้งคิวนายกฯ และคิวจัดตั้งรัฐบาล เลิกคิดเถอะ ปรับสภาพเข้าทำนอง คิดมากก็ปวดหัว มีผัวดีกว่า ประเสริฐสุด!

        ก็มาถึง "พลังประชารัฐ" ต้องบอกว่า.......

        สำหรับอนาคตประเทศช่วงรอยต่อศตวรรษนี้ ผิดจากพลเอกประยุทธ์

        เหมือนโลกหลุดจากสุริยจักรวาล!

        ในความเป็นพรรคฉีกผ้าอ้อมลงสนาม จึงไม่มีคะแนนฐานที่ใครจะมาหารแบ่ง มีแต่ไปหารแบ่งเอาจากของคนอื่น

        ต้องบอกว่า "พลังแสง-พลังดึงดูด" ทั้งหมดสู่ "พลังประชารัฐ"

        มาจากพลังงาน "ปณิธานประเทศ" ของคนชื่อประยุทธ์โดยตรง!

        ดังนั้น เลือกตั้งครั้งนี้ ผลที่ออกมา ถ้า "เหนือการคาดหมายทั้งปวง"

        คำตอบเดียวกับปรากฏการณ์ นั้น คือ "ปาฏิหาริย์แห่งประยุทธ์"

        ว่ากันถึงแก่น.......

        มองทั้งกระดานเลือกตั้ง ผิดจาก "พลเอกประยุทธ์" ก็ไม่เห็นใคร ใน พ.ศ.นี้!

        แต่จาก พ.ศ.๒๕๖๕ เป็นต้นไป ประยุทธ์ก็ไม่ใช่คนที่จะอยู่ในตำแหน่งนั้น

        ก็มาคุยในประเด็น พรรคตรงข้าม "จุดประเด็น" ด้วยการสมมุติเหตุเป็น "มโนล่วงหน้า" ด้วยพูดจานำทาง "สะเหล่อ" ว่า

        รัฐธรรมนูญออกแบบ ๕ ปีแรก ให้มี ส.ว.แต่งตั้ง ๒๕๐ คน ร่วมโหวตเลือกนายกฯ

        นั่นเท่ากับ "ล็อกตัว" ให้พลเอกประยุทธ์สืบต่ออำนาจ!

        เพราะสภาผู้แทนมี ๕๐๐ ส.ส. วุฒิสภามี ๒๕๐ ส.ว. สองสภารวม ๗๕๐ คน

        ตามรัฐธรรมนูญ "บทเฉพาะกาล" มาตรา ๒๗๒ บอกว่า การโหวตหาตัวนายกฯ ให้ประชุมร่วม ๒ สภา

        คนเป็นนายกฯ........

        ต้องได้คะแนนเสียง "มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา"

        นั่นคือ ทั้งสองสภา รวม ๗๕๐ เสียง "กึ่งหนึ่ง" เท่ากับ ๓๗๕ เสียง

        ฉะนั้น คนเป็นนายกฯ ต้องได้ ๓๗๖ เสียง!

        ฝ่ายตรงข้ามก็เลย สมมุติเหตุ ตีค่า ๒๕๐ ส.ว.เลือกตั้งว่า เป็นพวกรัฐบาล เกณฑ์เข้ามายกมือให้พลเอกประยุทธ์โดยตรง

        พลังประชารัฐ ไปรวม ส.ส.มาแค่ ๑๒๕ คนขึ้นไป พอประชุมร่วม ก็เสนอพลเอกประยุทธ์แข่งนายกฯ

        คือ ผิดจากประยุทธ์ เสนอเข้าไป ๒๕๐ ส.ว.ก็จะไม่ยกมือให้ ใครก็จะเป็นนายกฯ ไม่ได้ เพราะเสียงไม่ถึง ๓๕๐!

        คิดแบบคนมีเชือกร้อยจมูกก็จะ..เออ จริงด้วย

        มันล็อกตำแหน่งนายกฯ กะให้ประยุทธ์สืบต่ออำนาจ!

        แต่ถ้าคนคิด เขาจะรู้ด้วยสำนึกคนว่า

        ไม่มีพรรคไหนหรือใครหน้าด้าน มีแค่ ๑๒๕ เสียง ทะลึ่งเสนอ "พลเอกประยุทธ์" เข้าไปแข่งหรอก

        ขืนเสนอ เสียคนพอว่า แต่นี่เสียหมาเลย!

        นอกจากไม่มีใครยอมแล้ว เผลอๆ พลเอกประยุทธ์เข้าไปถีบผู้หวังดีคนนั้นถึงในสภาแน่

        ในทิศทางที่เป็น ผลเลือกตั้ง ๒๔ มี.ค. ไม่มีพรรคไหนได้ "เสียงมาก" ถึงระดับอ้างสิทธิเป็นแกนจัดตั้งแน่

        ฉะนั้น ความน่าจะเป็น ฝ่ายไหน "รวมเสียง ส.ส." ได้เกินครึ่ง คือ ๒๕๐ เสียงขึ้นไป จะให้สวย ๒๘๐-๓๐๐ เสียง ถือว่า "มงลง" แอร่ม

        นั่นแหละ "ชอบธรรม" ที่จะเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนที่เห็นชอบร่วมกัน เสนอให้ ๗๕๐ เสียงของทั้งสองสภาโหวต

        เมื่อมาตามทำนองคลองธรรมเช่นนี้........

        ถ้า ๒๕๐ วุฒิสมาชิก "ไม่ยอมโหวต" ให้ ในชั้นแรกนี้ ตั้งสมมุติฐานได้เลย ว่า

        "วุฒิสมาชิก" ไม่สุจริต

        การ "ทอดกฐินสามัคคี" นอกฤดูกาลกับพวกวุฒิสมาชิก เกิดแน่ และเป็นเหตุสมควรร่วมกันบริจาคคนละตุ๊บ-คนละตั๊บด้วย

        คือ ผู้มาเป็นวุฒิสมาชิกนั้น จะแต่งตั้ง-เลือกตั้ง อย่างน้อยที่ไม่มีเลย แต่ที่ต้องมีแน่

        คือ "สำนึก" แห่ง "มนุษย์"!

        ฉะนั้น ไอ้เรื่องสร้างประเด็นบิดเบือน ฝ่ายรัฐบาลจะใช้แค่ ๑๒๕ เสียง ไปรวมหัว ๒๕๐ วุฒิสมาชิก หลับหู-หลับตาโหวตเอาประยุทธ์เป็นนายกฯ ๓๗๖ เสียงนั้น

        ไม่มีแน่

        ถ้ามี ผมไปจะร่วมกฐินด้วยคน!

        ๑๒๕ ส.ส.ทะลึ่งไปตั้งนายกฯ-ตั้งรัฐบาลได้อย่างไร คิดสิ..คิด อย่าไปฟังพวกเถื่อนประชาธิปไตยให้เมื่อยตุ้ม

        ถึงดันทุรัง "ประธานสภา" ฝ่ายตนก็ตั้งไม่ได้ เปิดสภาวันแรกก็เจ๊งแล้ว!

        เอาละ...

        ปิดรายการด้วยอาจารย์ "สมเกียรติ โอสถสภา" ด้วยข้อความที่ท่านโพสต์เมื่อวาน

        "คำทำนายของโคลอสซัส ครั้งที่หนึ่ง ไม่ต่างจากครั้งล่าสุด ตอนนี้ ที่ กทม.

       เคยบอกในครั้งแรกว่า ส.ส.เขต พลังประชารัฐกับเพื่อไทยใกล้กันคือ ราว 105 คน

       ล่าสุด พลังประชารัฐจะอยู่ราว 105 เป๊ะ เพื่อไทยราว 109 ส.ส. เขต

       แต่พลังประชารัฐจะได้ ส.ส.รวม เป็นอันดับหนี่ง ที่ 140 คน บวกอีกไม่เกิน 5 คน

       ก็บอกแล้วตั้งแต่ครั้งแรก ว่ามีพรรคหนึ่งมีคะแนนใกล้อันดับหนึ่ง ถึง 90 เขต คะแนนจึงเยอะ มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ร่วม 40

       เพื่อไทยจะได้ ส.ส.ราวๆ 130 ลบสอง มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ราว 19 คน

       ปชป.จะเฉียดร้อย ใกล้นะ แต่จะมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 14

       ภูมิใจไทยราว 66 ปาร์ตี้ลิสต์ 32, ชาติไทย 13

       สรุป พลังประชารัฐ จะตั้งรัฐบาล สงบ มั่นคง รัฐบาลที่หนึ่งในแผ่นดินรัชกาลที่ 10

       แปลงผลควอนตั้มของโคลอสซัส เทพแห่งวิทยาศาสตร์

       ถูกผิด 10 เปอร์เซ็นต์.


เห็นแล้วตาร้อน! วานนี้ (๒๒ สิงหาคม) ป.ป.ช.เปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง จำนวน ๔๑๔ ราย

ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต
เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"