ทำความเข้าใจรถไฟไทย-ญี่ปุ่น


เพิ่มเพื่อน    

เป็นที่รู้กันว่าไทยเรามีโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างไทย-จีน และโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ภายใต้ความร่วมมือกับญี่ปุ่น ที่ได้เกิดประเด็นครึกโครมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเอง ทำให้เกิดกระแสตามโลกโซเชียล และได้มีการแชร์กันอย่างแพร่หลาย

กรณีที่สื่อต่างประเทศและสื่อโซเชียลได้รายงานว่าญี่ปุ่นไม่สนใจลงทุนหรือยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทาง กทม.-เชียงใหม่ ช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก เนื่องจากมองว่าการศึกษาความเป็นได้ของโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า “ชินคันเซ็น” ทั้งโดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่นได้ผลลัพธ์ตรงกันว่า ผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Internal Rate of Return หรือ FIRR) ไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน

ด้วยเหตุนี้ จึงคาดการณ์ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ร่วมลงทุนกับรัฐบาลไทยเพื่อก่อสร้างชินคันเซ็น กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เพราะไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงร่วมกับรัฐบาลไทย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นจะให้รัฐบาลไทยกู้เงิน รวมทั้งจะรับเหมาก่อสร้าง ขายขบวนรถไฟ และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว มองว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้เห็นตัวอย่างการลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่รัฐบาลไทยลงทุนเองทั้งหมด 100% โดยรัฐบาลจีนไม่ต้องร่วมลงทุนเลย แต่จีนจะรับจ้างก่อสร้างงานบางส่วนที่ผู้รับเหมาไทยไม่ถนัด อีกทั้งจีนจะขายขบวนรถไฟ รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้จีนไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในกรณีที่โครงการขาดทุน แต่จีนจะได้รับประโยชน์จากการได้งานก่อสร้าง การขายขบวนรถไฟและวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งการมีเส้นทางออกทะเลเพิ่มอีกเส้นทางหนึ่ง

กระแสข่าวดังกล่าวไวเหมือนผึ้งแตกรัง เมื่อมีการแชร์ไปตามโลกออนไลน์ ประชาชนคนที่เสพข่าวก็ได้ตั้งคำถามว่า "ญี่ปุ่นยกเลิกร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงจริงหรือไม่ แล้วหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง ยกเลิกหรือไม่ยกเลิก เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมที่จะมาตอบคำถาม

ในเวลาต่อมา ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่าจาก การหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทย และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมและการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น เป็นการรายงานผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการความร่วมมือระหว่างสองกระทรวงในการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเส้นกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งยังไม่ได้มีการเจรจาการลงทุนแต่ประการใด และทางฝ่ายญี่ปุ่นไม่ได้ยกเลิกโครงการความร่วมมือ หรือตอบปฏิเสธการร่วมลงทุนแต่อย่างใด

นอกจากนี้แล้ว ทางฝ่ายญี่ปุ่นเองยังรับที่จะไปพิจารณาจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมและเป็นภาระการลงทุนของรัฐบาลไทยให้น้อยที่สุด

สำหรับในประเด็นเรื่องความเร็วของรถไฟความเร็วสูงชินกันเซ็นของญี่ปุ่นนั้น ตามมาตรฐานของญี่ปุ่นจะพัฒนาความเร็วที่ 300 กม.ต่อชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นที่เข้าใจร่วมกันว่า การลดความเร็วลงจะไม่มีความแตกต่างของมูลค่าการลงทุน รวมทั้งการลดจำนวนสถานี ทั้งนี้ ในการจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมได้คำนึงถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด โดยคำนึงถึงต้นทุนตลอดอายุโครงการ (Life Cycle Cost) ทั้งนี้ ทางญี่ปุ่นรับไปศึกษาเพิ่มเติม

ดังนั้นก็เป็นอันว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงในความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นนั้น ญี่ปุ่นไม่ได้มีการยกเลิกสนใจแผนร่วมลงทุนแต่อย่างใด เพียงแต่รอศึกษาข้อมูลรายละเอียดแผนการลงทุน เรื่องระบบและการจัดหารถ เป็นต้น

ในขณะที่โครงการรถไฟไทย-จีน ช่วงช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ความคืบหน้าขณะนี้กรมทางหลวง (ทล.) ได้ปรับพื้นที่เพื่อเตรียมการก่อสร้างโครงการในเฟสแรก ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ระหว่างสถานีกลางดง-ปางอโศก ส่วนการก่อสร้างโครงการเฟส 2-4 คือ ช่วงปากช่อง-คลองขนานจิตร 11 กิโลเมตร แก่งคอย-นครราชสีมา 119.5 กิโลเมตร และช่วงกรุงเทพฯ-แก่งคอย 119.5 กิโลเมตร และจะแบ่งสัญญาการก่อสร้างเป็น 14 สัญญา

สำหรับการก่อสร้างช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ไทยจะดำเนินการเอง ทั้งการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าด้านการลงทุน และการออกแบบรายละเอียด โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. และการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีจีนเป็นที่ปรึกษาในการพิจารณา

ก็ต้องรอลุ้นว่าในส่วนของโครงการรถไฟไทย-ญี่ปุ่น รูปแบบการลงทุนจะสรุปมาในรูปแบบใด คงต้องรอให้มีการสรุปในการประชุมครั้งต่อไปในเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการรถไฟไทย-จีน ก็ใช้เวลาสรุปอยู่นานกว่าที่จะตกผนึกจนได้มีการลงนามเซ็นสัญญาเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อทั้ง 2 โครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยกระจายความเจริญไปสู่เมืองต่างๆ ในภูมิภาค และให้เกิดความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนยิ่งขึ้น.

 

กัลยา ยืนยง


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.