สมพงษ์ จิตระดับ ประเมินผลงานการศึกษารัฐบาล คสช.ยังไม่น่าพอใจ เชียร์ พท.รวม อนค.ตั้งรัฐบาล ดึงคนรุ่นใหม่ ปฎิวัติ ไม่ใช่ปฎิรูปการศึกษา 


   

25มี.ค.62-ตามที่มีการเผยแพร่ผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการตามสื่อสำนักต่างๆ และพบว่าคะแนนของพรรคพลังประชารัฐอยู่ในอันดับ 1  แต่ก็สูสีกับคะแนนของพรรคเพื่อไทยนั้น

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับเรื่องนโยบายด้านการศึกษาของพรรคพลังประชารัฐ ประเด็นที่ 1 ตนมองว่านโยบายที่นำมาใช้หาเสียงยังไม่สอดคล้องกับผลงานของรัฐบาลนี้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเชื่อมโยงและต่อยอด เพราะผลงานที่ดีของรัฐบาลชุดนี้ก็มีในหลายเรื่อง เช่น การปราบปรามทุจริตความโปร่งใส การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning การลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ตนยังไม่เห็นว่านโยบายของพรรคพลังประชารัฐมีความเชื่อมโยงกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร และงานที่สำคัญที่สุดที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ดำเนินการมา ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... และกฎหมายการศึกษาอีกหลายๆ ฉบับ ซึ่งตนยังไม่พบการอ้างอิงหรือกล่าวถึงเลย ซึ่งตนคิดว่าหากพรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาลก็ควรที่จะมีการเชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้ ประเด็นที่ 2 คือการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ข้ามกระโดดคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของเด็กว่าเรียนหนังสือเป็นอย่างไร เครียดหรือไม่ มีปัญหาการเตรียมการสอบที่มีจำนวนมากมายหรือไม่ เพราะตนคิดว่าเราจะสร้างเด็กที่เป็นนักนวัตกรได้อย่างไร หากเด็กยังคงมีปัญหา ประสบกับความทุกข์ เป็นโรคซึมเศร้า เพราะเขาไม่เข้าใจปัญหาเรื่องตัวตนของเด็กไทยกับระบบการศึกษาอย่างลึกซึ้งมากพอ ดังนั้นตนคิดว่าจึงต้องมีการคิด วิเคราะห์เรื่องการศึกษาใหม่ หาจุดแข็ง จุดอ่อน ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีการสร้างผลงานอะไรที่โดดเด่นจนเข้าถึงประชาชน ทำให้รู้สึกได้ว่าลูกหลานได้รับการศึกษาที่ดีหรือไม่

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 3 โครงการโรงเรียนพลังประชารัฐเป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วนดึงชุมชน ประชาสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ประเด็นที่ 4 เรื่องกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตนมองว่าเขามองว่าอุดมศึกษาเป็นเครื่องมือของเอกชนมากไป เป็นการเติบโตของข้างบน ซึ่งจะทำให้ความเหลื่อมล้ำของสังคมยิ่งสูง เขาไม่แคร์เรื่องความเหลื่อมล้ำเท่าไรเลย และตนก็ยังไม่เห็นกลุ่มบุคคล หรือนโยบายที่จะเข้ามาดูแลเรื่องเด็ก สังคม และการศึกษาเลย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นภาคที่อ่อนของพรรคพลังประชารัฐเลย และสุดท้ายประเด็นที่ 5 สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีคนที่รู้เรื่องปัญหาการศึกษาอย่างแน่จริงเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่เช่นนั้น ศธ.จะกลายเป็นเรื่องการจัดสรร ปันส่วน และอาจจะได้นักการเมืองที่ไม่ค่อยมีคุณภาพและไม่รู้เรื่องการศึกษาเข้ามาดูการศึกษาที่กำลังวิกฤต ซึ่งการที่ให้ใครก็ได้มาเป็นตนคิดว่าเป็นการทำร้ายประเทศไทยอย่างหนัก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากผลคะแนนเลือกตั้งมีเปลี่ยนแปลงส่งผลให้พรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร นายสมพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี หากมองในแง่ที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็จะมีการรับฟังเสียงของคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งตนคิดหากมีการรวมพรรคอนาคตใหม่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลด้วยแล้ว ถือเป็นเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก และตนขอคนที่อายุ 25-30 ปี เข้ามานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมฯ เพราะตอนนี้เราได้เห็นเจตจำนงของคนรุ่นใหม่ที่สามารถปลุกสังคมให้ลุกขึ้นมาได้อย่างจำนวนมาก ดังนั้นถ้าหากต้องการให้เกิดการปฏิวัติการศึกษาไม่ใช่ปฏิรูปก็จำเป็นที่จะต้องให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำและขอให้ทำอย่างเต็มที่ ให้โดนใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก และเยาวชนที่มีความต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงๆ
 


วันนี้ "ตามใจแฟน" ซักวัน คือ มีข้อความมา ว่า...... "อยากให้คุณเปลวพูดเรื่องหุ้นและการกู้ยืมเงินของ ทอนอีก ยื้อเวลาหนึ่งเดือนแล้ว ทาง กกต.จะฟ้องได้ไหม หรืออะไรยังไง?"

'คนไทยหัวใจกระวีกระวาด'
เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'