'ลุงมิ่ง'ชิ่งเพื่อไทย งงชื่อ'เศรษฐกิจใหม่'โผล่ตั้งรบ./6พรรคทำสัตยาบัน


   


    พรรคฝ่ายเพื่อแม้วนำหัวหน้า 6 พรรคชิงลงสัตยาบันจัดตั้งรัฐบาล อ้างมีเสียงข้างมากถึง 255 เสียง ร่วมหยุดสืบทอดอำนาจ "หน่อย" หวั่นมีขบวนการทอนคะแนนทั้งใบเหลือง-ใบแดง "ธนาธร" พลิ้วพร้อมหนุนนายกฯ หน่อยทั้งที่ไม่ได้มาจาก ส.ส. "เจ๊มิ่ง" กั๊ก! อ้างติดภารกิจ ย้อนถาม "เซ็นสัตยาบันแล้วไม่รักษาคำพูดจะมีประโยชน์อะไร พูดแฟร์ๆ ไม่เคยคิดว่าเขาจะประกาศชื่อพรรคผม" นช.ทักษิณประกาศเป็นกองเชียร์ ดีใจฝ่าย ปชต.รวมเสียงได้เกินครึ่ง อึ้ง!พท.บังคับว่าที่ ส.ส.เขียนใบลาออกป้องกัน ส.ส.งูเห่า "สนธิรัตน์” เย้ยแค่ฉกฉวยหาความชอบธรรม จี้ให้หยุดอ้างวาทกรรมฝ่าย ปชต. หึ่ง! พปชร.เดินสายเก็บแต้มพรรคเล็ก "บิ๊กป้อม" เผยให้จัดตั้งรัฐบาลหลังพระราชพิธีฯ  
    ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ เวลา 09.30 น. วันที่ 27 มีนาคม แกนนำพรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.), นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค พท., พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, พรรคเสรีรวมไทย (สร.) นำโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส  หัวหน้าพรรค, พรรคประชาชาติ (ปชช.) นำโดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรค, พรรคเพื่อชาติ (พ.ช.) นำโดยนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรค และพรรคพลังปวงชนชาวไทย (พลท.) นำโดยนายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรค เดินทางมารวมตัวกันเพื่อลงสัตยาบัน ประกาศเจตนารมณ์ประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน 
    โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนร่วมติดตามความเคลื่อนไหวจำนวนมาก ขณะที่พรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) ที่มีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรค ซึ่งเคยประกาศเจตนาจะเข้าร่วมงานกับพรรคฝั่งประชาธิปไตย ไม่ได้เดินทางหรือส่งตัวแทนมาร่วมงานด้วย 
    ภายหลังการหารือ คุณหญิงสุดารัตน์แถลงว่า พรรคฝั่งประชาธิปไตย 6 พรรคการเมือง หารือถึงแนวทางการทำงาน ที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมรณรงค์เลือกตั้งของฝ่ายประชาธิปไตย หยุดการสืบทอดอำนาจของ คสช. แม้ตัวเลขจะไม่นิ่ง ที่มีในขณะนี้ไม่น้อยกว่า 255 เสียง เมื่อได้เสียงสนับสนุนมากกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ถือเป็นฉันทานุมัติจากประชาชน ความคาดหวังของประชาชนต้องการให้เราทำตามสัญญาประชาคม หยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. เราจะพยายามทำความคาดหวังและมุ่งหวังประชาชนได้ตามกติกาอย่างมีมารยาท พร้อมกับส่งเสริมวัฒนธรรมการเมืองสร้างสรรค์ 
    "เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีกระบวนการทอนคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ประกาศตัว อาทิ แจกใบเหลืองหรือใบแดง เพราะ กกต.ยังมีเวลาตรวจสอบก่อนประกาศผลเลือกตั้งอีก 2 เดือน รวมถึงเชื่อว่าจะมีปฏิบัติการดึงตัวหรือปรากฏการณ์งูเห่า หรือ ปรากฏการณ์ย้ายค่ายเบอร์เดิม ผ่านการใช้ผลประโยชน์เงินและตำแหน่งจูงใจ แต่มั่นใจว่าผู้ที่มีอุดมการณ์แล้วจะไม่เปลี่ยน" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว 
    ด้านนายธนาธรกล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่พร้อมทำงานร่วมกับพรรคการเมืองที่ร่วมแถลงข่าววันนี้ เพื่อยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช. พร้อมกับแสดงจุดยืนร่วมทำงานเพื่อประชาชน ขณะที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมาจากพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.มากที่สุดสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกฯ แต่หากพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อแคนดิเดตคนอื่นเป็นนายกฯ ค่อยมาหารือกันอีกครั้ง ส่วนกรณีความพยายามตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างน้อย ทำให้สังคมเดินไปสู่ทางตันและพัฒนาการเมืองไทยเป็นไปไม่ได้ 
      ส่วนนายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลหน้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากมี 251 เสียงขึ้นไป เพื่อให้การบริหารประเทศ เพราะการบริหารต้องอาศัยสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักในการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ ส.ว.เป็นเพียงแค่พี่เลี้ยงเท่านั้น หากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วให้ ส.ว.มาค้ำยัน จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ไม่มีนักลงทุนกล้าเข้ามาเพราะเสี่ยงกับสถานภาพรัฐบาลที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย รวมทั้งขอให้ กกต.เร่งประกาศรับรองผล ส.ส.ภายในเดือน มี.ค.นี้ ไม่ควรรอไปถึงวันที่ 9 พ.ค.
ลงสัตยาบัน 6 พรรค
    ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก และยุติการสืบทอดอำนาจ เพื่อเป็นต้นแบบที่ดี ให้การเลือกตั้งได้คนดีเป็นผู้แทนฯ และเป็นนายกฯ เพื่อให้ประเทศสงบเรียบร้อย
    นายสงครามกล่าวเรียกร้องให้ยุติการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องตามหลักสากล และขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ไตร่ตรองการทำหน้าที่ว่าช่วยยุติความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ สำหรับการทำหน้าที่ของ กกต. ขอให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของตนเองและประเทศไทย โดยเร่งประกาศและรับรองผลการเลือกตั้งโดยเร็ว
    จากนั้นนายภูมิธรรมอ่านแถลงการณ์ซึ่งเป็นสัตยาบันที่ตัวแทนทั้ง 6 พรรคให้สัญญาร่วมกัน พร้อมให้ตัวแทนทุกพรรคร่วมลงนามรับรอง โดยแถลงการณ์ระบุว่า “ตามที่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค. และได้รับทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วนั้น บัดนี้พรรคการเมืองตามรายชื่อท้ายแถลงการณ์นี้ ยืนยันว่าได้รวบรวมเสียงในสภาเกินกว่า 255 เสียง ได้ลงสัตยาบันร่วมกันในการหยุดยั้งสืบทอดอำนาจของ คสช.”
    หลังจากนั้นหัวหน้าทั้ง 6 พรรคการเมืองได้ร่วมลงชื่อในสัตยาบัน
    นายภูมิธรรมกล่าวว่า วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตย 255 คน ยืนยันจะให้ประเทศเดินหน้าต่อไปทั้ง 6 พรรคได้พูดคุยกันแล้วรวมถึงพรรคเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งตนได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายมิ่งขวัญ ยืนยันและรับปากมาว่าจะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ส่วนที่มาแถลงข่าวด้วยไม่ได้เพราะติดภารกิจ
    คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า หลังจากนี้ตัวแทนพรรคที่ประกาศเจตนารมณ์ร่วมจะเดินทางไปยัง กกต. เพื่อร้องขอให้เปิดเผยตัวเลขที่เกี่ยวกับคะแนนเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งและรายละเอียดอื่นๆ และขอเรียกร้องพรรคการเมืองอื่นที่แสดงเจตนารมณ์ปกป้องประชาธิปไตย เสียงที่รวมกัน 255 เสียง คือเสียงที่มาจากเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศ ขณะที่เสียงส.ว. 250 เป็นเสียงที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ไม่ทราบถึงหลักเกณฑ์ที่มา 
      นายภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า จำนวน 255 เสียงที่รวบรวมมาได้ มาจากพรรคเพื่อไทย 137 เสียงขึ้นไป, พรรคอนาคตใหม่ 88 เสียง, พรรคเสรีรวมไทย ได้ 12 เสียง, พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง, พรรคประชาชาติ ได้ 7 เสียง, พรรคเพื่อชาติ ได้ 5 เสียง และพรรคพลังปวงชนชาวไทย คาดว่าจะได้ 1 เสียง แต่อาจได้เพิ่มอีก 1 เสียง
     เมื่อถามถึงการชักชวนให้พรรคการเมืองอื่นๆ มาร่วมรัฐบาล ซึ่งมีกระแสข่าวจะให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกฯ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ทางพรรคไม่เคยเสนอตำแหน่งนายกฯ ให้กับนายอนุทิน เชื่อมั่นว่า 255 เสียงที่ลงสัตยาบันร่วมกันจะมั่นคงจับมือกันไปถึงวันที่ 9 พ.ค. 
     เมื่อถามกรณีมีกระแสข่าวว่า ว่าที่ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่จะถูกดึงและชักชวนให้ย้ายข้าง นายธนาธรกล่าวว่า วันที่ 30 มี.ค. พรรคจะจัดประชุมว่าที่ ส.ส.ของพรรค เพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน และทำสัตยาบันร่วมกัน เชื่อว่าว่าที่ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ที่มีจุดร่วมและอุดมการณ์เดียวกันจะไม่ยอมให้พลังดูดเหนือกว่าอุดมการณ์
     นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. กล่าวว่า กระแสข่าวการชักจูงใจว่าที่ ส.ส.ของพรรคการเมืองอื่นเพื่อลงคะแนนหรือสนับสนุนบางพรรคหรือปรากฏการณ์งูเห่านั้น ขอให้หลายฝ่ายทบทวนให้ดีเนื่องจากตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 46 กำหนดเป็นบทบัญญัติต้องห้ามกระทำ รับ เรียกรับ หรือขอทรัพย์สิน เงินแลกกับประโยชน์ให้กับบุคคลต่อการแต่งตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่รัฐ หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุก 10-20 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
"มิ่งขวัญ"กั๊กรวม 6 พรรค
    เมื่อเวลา 20.00 น. นายมิ่งขวัญให้สัมภาษณ์ THE STANDARD Daily ถึงการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยว่า เมื่อวานตอนเย็นมีการนัดปุ๊บปั๊บว่าจะมีการแถลงข่าว ตนจึงบอกว่าตนไม่ไปแถลงด้วย เพราะมีธุระสำคัญที่ กกต. และเมื่อเช้ามีการแถลงข่าว ก็มีประเด็นว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่หายไปไหน ตนชัดเจนไม่มีความจำเป็นต้องขลาดกลัวอะไร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจุดยืน  
    เมื่อถามว่า 6 เสียงของเศรษฐกิจใหม่มีค่า พรรคไหนพยายามติดต่อมาหาก่อน นายมิ่งขวัญกล่าวว่า ตนจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็คือจบแล้ว เมื่อถามย้ำว่ายืนยันที่จะเข้าร่วมกับ 7 พรรคการเมืองที่ร่วมเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายมิ่งขวัญกล่าวว่า "ครับ ผมตอบให้แล้ว ทั้งนี้ยังไม่ได้ตกลง เขาเพิ่งติดต่อมาเมื่อวานนี้ ผมเป็นคนรักษาคำพูด" 
    ถามว่า นายอุตตมมีติดต่อมาบ้างหรือไม่ นายมิ่งขวัญตอบว่า บางคำตอบตนไม่ต้องตอบใช่ไหม ไม่รู้ คุณไปคิดเอาเอง ตนขอคิดส่วนที่เกี่ยวกับตนดีกว่า การจัดตั้งรัฐบาลยังไงก็ตั้งได้ 
    เมื่อถามอีกว่าฝ่ายไหนจะตั้งได้ นายมิ่งขวัญตอบว่า ถ้าตอบแบบนักการเมืองเขาตอบกัน ผลประกาศการเลือกตั้งยังออกมาไม่ครบ รอให้ประกาศให้ครบก่อน วันนี้เราก็ไปดูคะแนนกันมาเท่าไหร่อย่างไร 
    "เซ็นหรือไม่เซ็น ถ้าคุณเซ็นแล้วไม่รักษาคำพูดจะมีประโยชน์อะไร ซึ่งผมก็บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็นคนรักษาคำพูด จุดยืนทางการเมืองสำคัญ ไม่อย่างนั้นวันหลังยี่ห้อนี้คุณจะเชื่ออะไร วันนึงบอกอย่างนึงได้ วันนึงบอกอีกอย่างนึงได้ ผมไม่เป็นคนอย่างนั้น" นายมิ่งขวัญกล่าวเมื่อถามว่าจะมีไปเซ็นสัตยาบันร่วมเหมือนพรรคอื่นๆ ด้วยหรือไม่  
    ถามอีกว่า เมื่อจับมือเพื่อไทยแล้วจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทยหรือไม่ นายมิ่งขวัญตอบว่า "อย่าเพิ่งถาม เขาเองยังไม่รู้เลยว่าคิดอะไรอย่างไร ผมยังไม่ได้คุยรายละเอียดกับเขา เขาคิดอะไรอยู่ผมยังไม่รู้ แต่ที่เขาโทร.มาก็ตรงกับที่แถลงข่าว ผมพูดแฟร์ๆตอนเขาแถลงยังไม่รู้ว่ามีชื่อพรรคผม" 
     มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า ในการประชุมผู้สมัคร ส.ส. และว่าที่ ส.ส.ได้มีการให้ว่าที่ส.ส.ลงนามในสัตยาบันเป็นแนวร่วมต่อสู้กับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการ พร้อมทั้งให้ลงนามในหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้ความเป็นสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (8) ป้องกันการเป็นงูเห่าหันไปสนับสนุนนายกฯ จากพรรคการเมืองอื่น เนื่องจากตอนนี้มีการพูดคุยกันในวง ส.ส.ว่า มีข้อเสนอจากบางพรรคประสานมายังว่าที่ ส.ส.เพื่อไทย รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ ให้ยกมือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ 
    ขณะเดียวกัน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหนีคุก ทวีตข้อความว่า “วันนี้รู้สึกดีใจกับประเทศไทย ที่ฝ่ายประชาธิปไตยรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภา ผมออกมาอยู่นอกประเทศกว่า 10 ปีแล้ว ขอทุกฝ่ายอย่าได้ใช้ชื่อผมเป็นเงื่อนไขทางการเมืองใดๆ อีกเลย ผมขอเป็นเพียงกองเชียร์ ให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย เพื่อความผาสุกของคนไทยเท่านั้น"
    ส่วนที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค แถลงถึงความคืบหน้าในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลว่า พรรค พปชร.อยู่ในช่วงดำเนินการหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล มีการดำเนินการของเราต้องมีความชัดเจนเรื่องของคะแนนก่อน แต่วันนี้คะแนนเสียงจาก กกต.ยังไม่ได้ออกมาอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจะดำเนินการหารือกับพรรคอื่นต่อไป เชื่อว่ายังมีเวลาที่จะหารือดำเนินการให้เกิดความรัดกุม ทั้งนี้ เราได้พูดคุยกับพรรคจำนวนหนึ่ง มีทั้งพรรคขนาดใหญ่และพรรคขนาดเล็ก
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้รวมเสียงได้เท่าไรแล้ว นายอุตตมกล่าวว่า ยังอยู่ในกระบวนการ วันนี้ยังไม่มีกลุ่มไหนที่พูดได้จริงว่าได้คะแนนเสียงเท่าไร เพราะ กกต.ยังไม่ได้เปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ ตอนนี้ใครมาบอกว่าได้คะแนนเสียงเท่าไร จะพูดก็พูดได้ แต่เป็นการเข้าใจของตัวเอง ไม่ใช่ทางการ วันนี้ตัวเลข ส.ส.ยังไม่นิ่งเลย ที่มีการประกาศตั้งขั้ว ตั้งซีก แล้วถ้าได้ใบแดงขึ้นมา มันเปลี่ยนได้เลยเหมือนกัน เรามาทำงานของเราโดยการเตรียมให้พร้อม จนเมื่อตัวเลขนิ่งก็จะสามารถเดินหน้าได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปแถลงนู่นนี่นั่น
หยุดวาทกรรมฝ่าย ปชต.
    เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายมิ่งขวัญเคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าแรงขั้นต่ำของพรรค พปชร. แล้วจะร่วมรัฐบาลกันได้หรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า การแสดงความเห็นของตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ พูดได้ แต่ถึงเวลาเจรจาพูดคุยกันมันมีเวลาที่จะลงรายละเอียดกว่านั้น เช่นเดียวกับหลายนโยบายของพรรคการเมืองหากต้องร่วมรัฐบาลก็ต้องคุยกันให้เข้าใจกันเสียก่อน
    ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการ พปชร. กล่าวว่า วันนี้ที่พูดกันบอกรวมเสียงได้ก็ยังไม่รู้ว่าเสียงที่ชัดเจนจริงเท่าไร เพราะ กกต.ยังไม่ได้แถลงชัดเจน พรรคที่บอกได้เท่านั้นเท่านี้ จริงๆ ก็ยังไม่รู้เท่าไร เพราะตัวเลขเปลี่ยนทุกวัน ดังนั้นที่เกิดการรวมตัวกัน เป็นกลไกทางการเมืองเพื่อจะแสดงความชอบธรรม แต่ข้อเท็จจริงความชอบธรรมที่แสดงนั้นยังไม่มีที่มาของข้อมูลที่ถูกยืนยัน เป็นการพยายามช่วงชิง สร้างตัวเองเป็นกลุ่มที่รวบรวมเสียงข้างมากได้ ถ้าดูการแถลงแล้วยังไม่แน่นอนเลยว่าจะมีกี่พรรคเข้าร่วม เป็นเพียงการฉกฉวยบนสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะทำให้รู้สึกว่ามีความชอบธรรม ซึ่งกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น ยังไม่มีอะไรเป็นที่ยุติ
     "หยุดได้แล้วกับการอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคนเข้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าไม่ใช่ประชาธิปไตยก็ต้องไม่ลงแข่งขันตั้งแต่วันแรก หากคิดว่านี่คือเผด็จการและการสืบทอดอำนาจ พรรคเหล่านั้นก็ไม่ต้องลงเลือกตั้งครั้งนี้ แต่พรรคเหล่านั้นกลับกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเอาชนะการเลือกตั้ง เมื่อผลการเลือกตั้งออกมากลับใช้วาทกรรมประชาธิปไตยเข้าข้างตัวเอง ถามว่าคนเหล่านี้จะไม่เคารพเสียงประชาชนที่เลือก พปชร. 7.9 ล้านเสียงเลยหรือ 7.9 ล้านคนที่ไม่ได้ไปแถลงข่าววันนี้ไม่ใช่ฝั่งประชาธิปไตยหรือ เป็นการดูถูกพี่น้องประชาชน อ้างประชาธิปไตยเพื่อสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมือง แต่เพื่อพวกพ้อง อยากวิงวอนขอให้หยุด พปชร. เดินตามครรลองประชาธิปไตย เพียงแต่เห็นว่าบุคคลที่เหมาะสมในสถานการณ์นี้คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายสนธิรัตน์กล่าว
    มีรายงานข่าวแจ้งว่า การจัดตั้งรัฐบาลฝั่ง พปชร.ขณะนี้มี 116 เสียง ยังเดินสายนัดเจรจาพูดคุยเป็นการภายในของแกนนำพรรค โดยยังไม่มีการแถลงข่าวใดๆ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงงานพระราชพิธีฯ แล้ว ยังมีเวลา แต่ที่น่าลงตัวไม่มีปัญหาแล้วคือในส่วนของพรรคภูมิใจไทย 51 เสียง, ชาติพัฒนา 3 เสียง, ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง, รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง,  พลังท้องถิ่นไท 3 เสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้รอเพียงการตัดสินใจของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคเท่านั้น ส่วนพรรคเล็ก นายอุตตม นายสนธิรัตน์ และแกนนำพรรค นัดพูดคุยเพื่อเก็บจำนวนให้มากที่สุด อย่างรักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง, พลังธรรมใหม่ 1 เสียง, ไทยศรีวิไลย์ ประชาภิวัฒน์ รวมทั้งรอลุ้นใบเหลือง ใบแดง 
    ส่วนท่าทีพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนสมาชิกพรรค เดินทางมาที่พรรค และให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวว่า พท.อาจเสนอชื่อนายอนุทินเป็นนายกฯ ว่า เป็นการกระทำของฝั่งเขา แต่ยืนยันพรรคยังมีจุดยืนเดิมคือจะรอการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต. และเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคนั้น เป็นเรื่องของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ส่วนกรณี 6 ผู้นำพรรคการเมืองประกาศจัดตั้งรัฐบาล ไม่ขอแสดงความเห็น ขณะนี้การเมืองยังไม่เริ่มนับหนึ่ง เพราะยังนับคะแนนไม่เสร็จ จึงขอให้ใจเย็นๆ ตามกฎหมายการรับรองผลการเลือกตั้งวันสุดท้ายคือวันที่ 9 พ.ค. ดังนั้น ภท.จะรอจนถึงวันสุดท้าย
ปชป.เสียงแตกแบ่งสองฝ่าย
    "โหมดของประเทศหลังจากนี้ ควรโฟกัสไปที่พระราชพิธีสำคัญของประเทศ การเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ถ้าพบว่าที่ไหนต้องจัดเลือกตั้งใหม่ กกต.ก็ต้องจัดการ  พรรคภูมิใจไทยไม่มีความเห็นเรื่องนี้จนกว่าจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ" นายศุภชัยกล่าว
    มีรายงานว่า นายอนุทินยังไม่แสดงท่าทีใดๆ ส่วนกระแสข่าวว่า ภท.จะไปสนับสนุนขั้วไหนนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะทั้งหมดต้องรอให้ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน 
    ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความเห็นแบ่งเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายไม่เข้าร่วมรัฐบาลตามจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ไม่ร่วมกับพรรค พปชร. ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ตลอดจนแกนนำอาวุโสของพรรค อาทิ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน,  นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ และสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ ขณะที่อีกฝ่ายคือฝ่ายที่พร้อมจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรค พปชร.
    ทั้งนี้ มีการเช็กยอดว่าที่ ส.ส.ที่สอบผ่านและรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. โดยฝ่ายที่จะร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่อยู่ในปีกอดีต กปปส.เดิมที่กลับมาทำงานในนามพรรค ขณะนี้รวมได้ 18-20 คน อาทิ นายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา, นายชุมพล จุลใส ว่าที่ ส.ส.ชุมพร โดยว่าที่ ส.ส.กลุ่มนี้นัดหมายรวมตัวเพื่อหารือที่โรงแรมแห่งหนึ่งในช่วงเที่ยงของวันที่ 28 มี.ค.นี้ เพื่อยื่นข้อเสนอให้ที่ประชุม กก.บห.พรรคในวันที่ 29 มี.ค. ชะลอการตัดสินใจทางการเมืองโดยให้มี กก.บห.ชุดใหม่และหัวหน้าพรรคคนใหม่มานำพาพรรค โดยมีการล็อบบี้หาสมาชิกที่สอบได้มาสมทบเพื่อร่วมเป็น กก.บห.พรรคชุดใหม่ และร่วมโหวตเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ 
    ทางด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนักวิชาการระบุว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ต่อ จะอยู่ไม่ครบวาระตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งได้ 2 วาระ เพราะนับรวมกับการที่เป็นนายกฯ มาแล้ว 5 ปีว่า ตามที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2561 ก็ถือว่าข้อถกเถียงนี้เป็นข้อยุติ เพราะไม่ใช่การนับถอยหลังไป 5 ปี และสามารถเป็นได้ 8 ปีถ้าเริ่มใหม่
     เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล 251เสียง นายวิษณุกล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของเขา ใครที่คิดว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะทำและช่วงชิงอะไรก็ทำไป แต่ไม่ได้มีผลจริงจังอะไร มีผลด้านจิตวิทยาและการรับรู้ของสังคมในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะสิ้นสุดและยุติไม่ได้ เพราะผลอย่างไม่เป็นทางการเพียง 95 เปอร์เซ็นต์เพิ่งจะประกาศไป ยังมีที่เหลืออีกหลายคะแนนอยู่ และจากนี้จะต้องมีการดำเนินคดีและดำเนินการอีกหลายเรื่อง เพราะมีผู้มาร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้งหลายรายที่จะต้องมีการตรวจสอบก่อน ฉะนั้นทั้งหมดจึงยังไม่มีความแน่นอนอะไร ขนาดจับมือรับปาก ลงชื่อตามสัตยาบัน ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ 
     นายวิษณุกล่าวว่า การโหวตเลือกนายกฯ จะทำได้ช่วงปลายเดือน พ.ค. จนถึงต้นเดือน มิ.ย. และหากเลือกรอบแรกได้ ก็จะจบเร็ว แต่หากต้องเลือกรอบสองรอบสามจะเกิดขึ้นในวันนั้นหรือวันถัดไปก็ได้ 
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวกรณีพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลว่า ยังไม่สามารถตั้งได้ เพราะ กกต.ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ส่วนจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ยังไม่รู้ แต่ต้องหลังวันที่ 9 พ.ค.ไปแล้ว ส่วน พปชร.มีการมาหารือ ตนไม่ได้เกี่ยวข้องการเมือง ไม่ได้เกี่ยวอะไร มีหลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องมาหาตน ตนไม่ยุ่ง 
    เมื่อถามว่า ควรจัดตั้งรัฐบาลก่อนหรือหลังงานพระราพิธีบรมราชาภิเษก พล.อ.ประวิตรบอกว่า ต้องจัดตั้งหลังงานพระราชพิธีฯ เสร็จแล้ว เมื่อถามต่อว่าพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ควรต้องรอหลังงานพระราชพิธีฯ ด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ไม่รู้ แต่ที่เราวางแผนไว้ก็อย่างนั้น แต่ยังไง ผมไม่รู้เรื่องหรอก”. 


เริ่มหนาวแล้วและอาจได้หนาวถึงขั้วหัวใจกันทั่วหน้า หากยังมีความคิดจะโค่นรัฐธรรมนูญวันนี้เสียงเรียกร้องบอกว่า อยากจะแก้รัฐธรรมนูญ มาในแบบลับลวงพรางเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน
'ชมกันเองบ้างจะเป็นไรไป'