วีนคะแนนป่วนแผนตั้งรบ.


   

    “กกต.” เปิดตัวเลขผลเลือกตั้ง 100%อย่างไม่เป็นทางการแล้ว ยันมีตัวเลขเขย่งบ้างไม่ใช่เรื่องแปลก พปชร.กวาด 8,433,137 คะแนน ส่วนเพื่อไทย 7,920,630 คะแนน “สนธิรัตน์” แถลงทันทีมั่นใจจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล “ภูมิธรรม” หัวร้อนอัดผลสุดเลอะเทอะ เปลี่ยนแปลงรายวันทำแผนยึดทำเนียบฯ ป่วน “ช่อ ส้มหวาน” สบช่องตีกิน บอก “เสี่ยหนู” เคยลั่นวาจาไม่ต่อเวลา คสช. ซึ่งประชาชนจับตาดูอยู่ “บิ๊กตู่” แนะประชาชนอย่าหมกมุ่นเรื่องจับขั้วมากนัก 
    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม นายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ แถลงผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่า กกต.มีมติที่ 33/2562 ลงวันที่ 25 มี.ค.62 ให้เปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ภายหลังได้รับการรายงานผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ 100% จากสำนักงาน กกต.จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการรายงานเฉพาะ ส.ส.แบบแบ่งเขต และคะแนนรวมของแต่ละพรรคการเมือง ซึ่ง ส.ส.แบบแบ่งเขตมีผู้สมัครทั้งสิ้น 11,181 คน แต่ถูกตัดสิทธิ์สมัครไป 572 คน คงเหลือผู้สมัคร 10,609 คน และผลคะแนนของพรรคการเมือง 81 พรรค 
    นายกฤชแถลงว่า จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้มีทั้งสิ้น 51,239,638 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ 38,268,375 คน หรือคิดเป็น 74.69% ผู้ไม่มาใช้สิทธิ 12,971,263 คน หรือ 25.31% ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากการแถลงของนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ในวันที่ 24 มี.ค. เนื่องจากขณะนั้นเป็นการนับคะแนนที่ 94% ส่วนจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปมีทั้งสิ้น 38,268,366 ใบ แยกเป็นบัตรดี 35,532,647 คิดเป็น 92.85% บัตรเสีย 2,130,327 ใบ หรือคิดเป็นร้อยละ 5.57 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 605,392 ใบ หรือคิดเป็นร้อยละ 1.58
    สำหรับคะแนนของพรรคการเมือง 100% โดยพรรคที่มีคะแนนซึ่งนำมาคำนวณเป็นเก้าอี้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) มีประมาณ 30 พรรค อาทิ 1.พรรคพลังประชารัฐ 8,433,137 คะแนน 2.พรรคเพื่อไทย 7,920,630 คะแนน 3.พรรคอนาคตใหม่ 6,265,950 คะแนน 4.พรรคประชาธิปัตย์ 3,947,726 คะแนน 5.พรรคภูมิใจไทย 3,732,883 คะแนน 6.พรรคเสรีรวมไทย 826,530 คะแนน 7.พรรคชาติไทยพัฒนา 782,031 คะแนน 8.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 485,664 คะแนน 9.พรรคประชาชาติ 485,436 คะแนน 10.พรรคเพื่อชาติ 419,393 คะแนน 11.พรรคพลังประชาชาติไทย 416,324 คะแนน 12.พรรคชาติพัฒนา 252,044 คะแนน 13.พรรคพลังท้องถิ่นไท 213,129 คะแนน 14.พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 136,597 คะแนน และ 15.พรรคพลังปวงชนไทย 81,733 คะแนน พลังชาติไทย 73,869 คะแนน (อ่านรายละเอียดหน้า 4)
    นายกฤชยังอธิบายถึงกรณีจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับยอดบัตรที่ใช้ 9 ใบ ว่าอาจเกิดการเขย่งในจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับบัตรที่ใช้ ซึ่งมีสาเหตุกรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแสดงตนใช้สิทธิ แต่ไม่รับบัตรเลือกตั้ง แล้วเดินออกจากหน่วยเลือกตั้งไป เพราะมีหน่วยเลือกตั้งกว่า 92,000 หน่วย ส่วนกรณีบัตรดีไม่ตรงกับการคำนวณคะแนนรวมของทุกพรรคการเมืองนั้น ก็อาจมีสาเหตุมาจากนับบัตรที่หน่วยเลือกตั้งที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบกับคะแนนรวม เพราะคะแนนมีการนับและเขียนไว้อย่างชัดเจนที่กระดานในหน่วยเลือกตั้งของทุกหน่วย ซึ่งความผิดพลาดไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ที่ผ่านมาพบการเขย่งของบัตรเช่นนี้เหมือนกัน
“พปชร.”มั่นใจกวาดชัย
    ทันทีที่ กกต.แถลงตัวเลขคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ 100% นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ถือเป็นความชัดเจนครั้งที่ 1 ที่ทำให้รู้ว่าเราจะมีจำนวน ส.ส.เท่าไร แต่ยังไม่ขอเปิดเผย รวมถึงได้ประเมินจำนวน ส.ส.ในส่วนของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่คิดว่าจะจับมือกับพรรคจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเคยพูดคุยกันแล้ว สำหรับคะแนนของพรรคที่ได้อันดับหนึ่งนั้น ทำให้พรรคมั่นใจว่าจะรวมเสียงและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนกระบวนการเจรจาแล้วรวบรวมเสียงนั้น ก็จะเดินหน้าไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ เนื่องจากยังต้องรอการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการจาก กกต. เพราะอาจมีข้อร้องเรียนจนนำไปสู่การให้ใบเหลือง-ใบแดงได้
นายสนธิรัตน์ยังปฏิเสธไม่ทราบข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ต่อรองตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเกรดเออีก 3 กระทรวง ว่าไม่ทราบ และพรรคก็ยังไม่มีการประสานพูดคุยกับ 6 พรรคการเมืองที่ไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ทราบว่า 6 พรรคดังกล่าวจะเปลี่ยนใจหรือไม่
“ในวันที่ 29 มี.ค. เวลา 11.00 น. พรรคจะประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อประเมินสถานการณ์หลัง กกต.ประกาศผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ 100%” นายสนธิรัตน์กล่าว
    ขณะที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค พปชร. กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า เร็วไปที่จะพูดถึง ต้องรอ กกต.รับรองผลอย่างเป็นทางการ อาจต้องใช้เวลาอีก 1 เดือนตามกรอบรัฐธรรมนูญ ส่วนที่พรรค พท.ลงนามสัตยาบันกับอีก 5 พรรคก็เป็นการช่วงชิงกระแส ถือเป็นสีสัน แต่ดูเหมือนว่ายังไม่สมบูรณ์เพียงพอ เพราะเสียงค่อนข้างจะปริ่มๆ 250 เสียง 
    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคอีสาน พรรค พปชร. กล่าวในประเด็นนี้เช่นกันว่า พรรคการเมืองที่ไปพูดคุยกับพรรค พท.มีการรวบรวม ส.ส.ได้ 253 เสียง แต่ถ้าไปดูตัวเลขจริงๆ จากหน้าหนังสือพิมพ์ ก็เห็นชัดเจนว่าคะแนนไม่ถึง เพราะฉะนั้นไม่ทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งพยายามทำเพื่อให้เกิดความชอบธรรม โดยทำให้ตัวเลขเกิน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วตัวเลขไม่ถึง
อัดตัวเลขกกต.เลอะเทอะ
    ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขที่ประธาน กกต.แถลงเมื่อวันที่ 24 มี.ค. กับการที่ กกต.แถลงวันที่ 28 มี.ค.ไม่ตรงกัน ล่าสุดพบว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มมากว่า 3 หมื่นคน ถือเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น และตัวเลขผู้มาใช้สิทธิก็เพิ่มขึ้น 4.4 ล้านเสียง ถือเป็นเรื่องที่แปลกมาก กกต.ต้องทำตัวเลขออกมาให้ชัด ไม่ใช่เปลี่ยนไปตามอำเภอใจในแต่ละวัน เพราะมีผลไปถึงผลการเปลี่ยน ส.ส.ของแต่ละพรรค การที่องค์กรระดับชาติเปลี่ยนตัวเลขเช่นนี้ ถือเป็นความเลอะเทอะ 
“กกต.เป็นผู้จัดการเลือกตั้งทั้งระบบ แล้วยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นได้ นานาประเทศจะเชื่อมั่นได้อย่างไร แล้วจะไปพูดอะไรไปถึงการตั้งรัฐบาล เพราะจะกลายเป็นว่าเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวไม่มีความน่าเชื่อถือ เป็นรัฐบาลที่ล้มละลายไปแล้วกับกระบวนการจัดการเลือกตั้ง” นายภูมิธรรมกล่าว
    ที่ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค อนค. แถลงภายหลังการประกาศผลคะแนนเลือกตั้ง 100% อย่างไม่เป็นทางการของ กกต.เช่นกันว่า ต้องขอขอบคุณประชาชนทั่วประเทศที่มอบคะแนนเสียงมากกว่า 6.2 ล้านเสียงให้พรรค ส่งผลให้ อนค.มี ส.ส.เขตที่ 30 เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากการคำนวณไม่ต่ำกว่า 50 คน หรือจะมี ส.ส. 80 คนขึ้นไป แต่ต้องรอดู กกต.ว่าจะเคาะคะแนนเสียงต่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คนเท่าไร และจะมีใบเหลือง-ใบแดงให้ ส.ส.ของพรรคและพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเท่าไร
    “เรายืนยันว่าพรรคไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมีโอกาสยากมากที่จะได้ใบเหลืองหรือใบแดง แต่หากได้รับจริง เราพร้อมเลือกตั้งซ่อม และเชื่อว่าประชาชนจะเทคะแนนให้เรามากกว่าเดิม มีแต่จะเพิ่มขึ้น และเผลอๆ นอกจากจะได้จำนวน ส.ส.เขตเพิ่มขึ้นแล้ว จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของเราอาจเพิ่มขึ้นอีกด้วย เรายินดีจะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้ง” น.ส.พรรณิการ์กล่าว  
    น.ส.พรรณิการ์ยังกล่าวถึงการลงนามสัตยาบัน 6 พรรคว่า มี ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 255 ที่นั่ง ซึ่งยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด พรรคขอเชิญชวนทุกพรรคการเมืองที่เคยให้สัญญากับประชาชนไว้ว่าพร้อมต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. มาร่วมกับ 6 พรรคการเมือง ซึ่งประชาชนเฝ้าดูท่านอยู่ว่าใครจะยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย หรืออยู่ฝั่งสืบทอดอำนาจของ คสช. นี่คือเวลาประวัติศาสตร์ที่ท่านต้องตัดสินใจ   
'ช่อ'ตีกินบีบ'อนุทิน' 
    “นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ระบุว่าเป็นคนรักษาคำพูดว่าจะอยู่กับประชาธิปไตย ก็จะเชื่อมั่นในตัวนายมิ่งขวัญ รวมถึงพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุจะไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช. ก็มั่นใจว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะทำตามคำที่เคยสัญญาไว้” น.ส.พรรณิการ์กล่าว และว่า ส่วนกระแสเรื่องงูเห่าของพรรค อนค.นั้น เชื่อมั่นในตัวว่าที่ ส.ส.ทุกคน เพราะไม่เคยมีการซื้อหรือดูดตัว แต่ยอมรับว่าอาจเป็นไปได้ และมีความพยายามดูดตัว ซึ่งเชื่อมั่นว่าสมาชิกพรรคยึดโยงด้วยอุดมการณ์ ยากที่จะมีใครถูกดึงตัวไป ซึ่งในสุดสัปดาห์นี้ พรรคจะจัดอบรมว่าที่ ส.ส. เพราะทุกคนล้วนเป็นหน้าใหม่ และมีการลงนามอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน เช่น การทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ซึ่งไม่ใช่การบังคับ 
    นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ โพสต์เฟซบุ๊กกรณีหลายฝ่ายพยายามจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ว่า รัฐบาลแห่งชาติ ภาคประชาชนฝั่งหนึ่งตั้งรัฐบาลได้ แต่บริหารไม่ได้ ฝั่งหนึ่งบริหารได้ แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ อย่ายอมรับกติกาที่บิดเบี้ยว ส.ส.ถูกซื้อเป็นงูเห่า ต้องช่วยกันปลดล็อกด่วนก่อนมีการยึดอำนาจ ทั้งนี้ ภาคประชาชนเท่านั้นที่ต้องร่วมกันเยียวยาเสรีภาพ ถ้า ส.ส.ท่านใดที่เห็นด้วยออกมายืนด้วยกันตรงนี้ หลังจากนั้นลงมติหาประธานสภาฯ หานายกฯ ตั้ง ครม.ฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ช่วงนี้เลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย พร้อมติดติดแฮชแท็ก #อย่าอยู่แบบเลือกข้าง #ขอให้อยู่เพื่อประเทศของเรา #เอามีชัยไปลอยกระทงกันเถอะ
    ส่วนนายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า พรรคควรไปร่วมงานกับพรรค พปชร. เพราะได้คะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับมติพรรค ซึ่งยืนยันว่ามีวินัยพรรค และเชื่อว่ากรรมการบริหารพรรคมีมารยาทในการตัดสินใจ โดยขณะนี้ยังไม่มีใครทาบทามหรือพูดคุยให้ร่วมรัฐบาล รวมถึงยังไม่มีการเสนอตำแหน่งรัฐมนตรี
    นายเชาว์ มีขวด รองโฆษกพรรค ปชป. โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีกระแสบีบให้พรรค ปชป.ต้องเลือกข้างสนับสนุนพรรคใดระหว่างพรรค พท.กับพรรค พปชร.เพื่อตั้งรัฐบาล ว่าทุกคนไม่ควรดิ้นรนหรือดันทุรังให้มากนัก ดังนั้นกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจึงยังไม่ต้องเร่งรีบ เพราะยังมีตัวแปรอีกหลายอย่างที่จะทำให้ตัวเลข ส.ส.ไม่นิ่ง เช่น เรื่องใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม ที่อาจเกิดขึ้นก่อนประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
    นายสำราญ รอดเพชร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า การจัดตั้งรัฐบาลยังอีกยาวไกล ต้องหลังวันที่ 9 พ.ค.ทุกอย่างจึงจะเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถ้าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค หรือเกิดภาวะเดดล็อก เราจะได้รัฐบาลชุดใหม่ในเดือน มิ.ย. ซึ่งการแถลงข่าวลงสัตยาบันของ 6 พรรคการเมืองโดยอ้างว่ามีพรรคที่ 7คือพรรคเศรษฐกิจใหม่ด้วยรวม 255 เสียง เมื่อวันที่ 27 มี.ค. จึงเป็นแค่เกมการเมืองธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรในกอไผ่มากไปกว่าการประกาศรวมกลุ่มโดยอวดอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เป็นการตีกินทางการเมือง จะได้โวยวายในภายหลังหากตัวเลขลดลง 
ปล่อยภาพอ้อนแม่ยก
    “หากจะให้คาดหมายการจัดตั้งรัฐบาล ผมยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง และจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่จะมีเสถียรภาพแค่ไหนอย่างไรนั้น ขอดูกันฉากต่อฉากดีกว่า น่าเสียวไส้อยู่ไม่น้อย” นายสำราญระบุ
    สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น พบว่าเฟซบุ๊ก Gen.Prayut Chan-o-cha ทีมงานได้โพสต์ภาพแอบถ่าย พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งกำลังนั่งทำงานภายในห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ที่มือด้านซ้ายด้วย พร้อมข้อความว่า “แอบถ่าย...อุ้ย!!! ....เติมพลัง...แข็งแรงๆครับเจ้านาย”
พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงถึงภาพดังกล่าวว่า นายกฯ ได้ฝากขอบคุณสื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนทุกคนที่ห่วงใยสุขภาพ ซึ่งขณะนี้มีความสุขแข็งแรงดี เป็นธรรมดาที่คนมีอายุทำงานหนักก็ต้องเติมพลังบ้าง ยืนยันยังแข็งแรง 100% ตาก็หายเป็นปกติแล้ว สุขภาพใจก็ดีมีความสุข ที่การเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยด้วยดีตามรัฐธรรมนูญ และได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ คือนำพาสู่การเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ขอขอบคุณคนไทยทุกคน
    ด้าน พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ มีอาการอ่อนเพลียธรรมดา แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยหนัก จึงให้แพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามาให้น้ำเกลือบนห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า 1 กระปุก ซึ่งก่อนหน้านี้นายกฯ เคยทำเช่นนี้ในช่วงเดินทางไปต่างประเทศบ่อยและติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะพักผ่อนน้อย จึงป้องกันไม่ให้ป่วย
    ต่อมาเวลา 14.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินออกมาจากห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังบันทึกเทปรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะทำงานได้ออกมายืนอยู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อดูการทำงานของคนสวนที่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้ที่สนามหญ้า และตอบคำถามถึงกรณีภาพให้น้ำเกลือว่า เป็นธรรมดาของคนแก่ ขอบคุณที่เป็นห่วง ตอนนี้ก็เติมน้ำมันหน่อย เป็นธรรมดา มันตันหมดแล้ว ต้องเติมน้ำมัน แต่แข็งแรงดีแล้ว 
จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ยกมือทำท่าชกมวย เพื่อแสดงความกระฉับกระเฉง พร้อมกล่าวว่า “ขอขอบคุณอีกครั้ง ขอไปทำงานต่อแล้ว”  
“บิ๊กตู่”แนะเพลาการเมือง
    พ.อ.อธิสิทธิ์ยังกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นห่วงสภาพจิตใจของพี่น้องประชาชนที่เฝ้าติดตามข่าวการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมือง ในขณะที่ กกต.ยังไม่ได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการ โดยขอความร่วมมือสื่อมวลชนนำเสนอข่าวในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความเครียดหรือความวิตกกังวลของประชาชน เนื่องจากขณะนี้ใกล้เข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.เป็นต้นไป
    "นายกฯ อยากให้ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่คนไทยมีความสุข ความสามัคคี ประเทศชาติมีความสงบ ส่วนรัฐบาลยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไปเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน โดยไม่อยากให้นำปัญหาทางการเมืองซึ่งยังเป็นเรื่องของอนาคตมาถกเถียงกันให้เกิดความสับสนหรือขัดแย้งไม่สิ้นสุด และควรเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย และรู้จักแยกแยะได้ว่าสิ่งที่ฝ่ายการเมืองทำอยู่ในขณะนี้มีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร” พ.อ.อธิสิทธิ์กล่าว
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการจับขั้วการเมืองว่า การนับคะแนนยังไม่เรียบร้อย จะไปจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างไร ต้องรอให้ กกต.นับคะแนนให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งหลังวันที่ 9 พ.ค. ค่อยว่ากัน ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่ กกต.ไม่เปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้ง 100% เรื่องนี้ต้องไปถาม กกต.
“จะฝากเรื่องอะไร ทุกอย่างขอให้รอวันที่ 9 พ.ค. ขณะนี้ก็มีความปรองดองกันอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการเลือกตั้ง”
    พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ กล่าวถึงวาทกรรมเรื่องประชาธิปไตยและเผด็จการว่า ถ้าเราลดเรื่องวาทกรรมเหล่านี้ลงบ้างก็คงจะดี น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศ อยากให้ทุกคนมองผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ถ้าไปใช้วาทกรรมให้เกิดความเกลียดชัง เกิดการแบ่งแยก แตกแยกกัน ก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับประเทศไทย 
    นายประพันธ์ คูณมี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง อดีตแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ว่า วาทกรรมฝ่ายประชาธิปไตย กับฝ่ายเผด็จการเป็นทั้งการหลอกลวงและบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ไร้ยางอาย เป็นการไม่เคารพสิทธิของประชาชน เป็นการใช้ตรรกะและปรัชญาแห่งความชั่วร้ายต่ำทรามทางการเมือง เป็นการเมืองที่สามานย์และเป็นการแบ่งแยก สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน อันเป็นพฤติการณ์ที่ถนัดของสมุนระบอบทักษิณ ที่เคยสร้างปัญหาป่วนเมือง สร้างความแตกแยกในสังคม เผาประเทศตนเองมาแล้วนั่นเอง
    “หากจะกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมาในรอบกว่า 10 ปีมานี้ คงไม่มีระบอบการเมืองใดที่ชั่วร้ายเลวทรามยิ่งไปกว่าระบอบทักษิณ เพราะเนื้อแท้ของการเมืองระบอบนี้ เป็นทั้งเผด็จการ+เผด็จโกง ซึ่งระบอบเช่นนี้ต่างหากอันตรายน่ากลัว มิใช่การเมืองอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ขณะนี้ ผมจะไม่ยอมรับพวกอ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่ต้องการฟื้นการเมืองสามานย์ของระบอบทักษิณให้กลับมาอีกครั้ง” นายประพันธ์กล่าว.


ทอนเอ้ย.... ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.และเขาแปะข้างฝาให้คนดูเมื่อวาน (๒๐ ก.ย.๖๒) นั่นน่ะ บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของทอน

เฟกนิวส์ "อาวุธพิทักษ์ฐานคะแนน"
วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส