ซ้ายจัดแล้วดัดจริต ผบ.ทบ.ฮึ่มอย่าพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครอง


เพิ่มเพื่อน    

    “บิ๊กแดง” ยึดโพเดียมวันสถาปนา 112 ปี พล. 1 รอ.จัดหนัก พร้อมเปิดห้องให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ อัดพวกรับทุนหลวงไปร่ำเรียนต่างประเทศอย่าทำตัวเป็นพวกซ้ายตกขอบ ที่นี่คือสยามเมืองยิ้ม  มีประชาธิปไตยแบบไทยๆ อย่าเอาความซ้ายจัดแล้วดัดจริต! อัด "ทักษิณ" เละ ถูกศาลตัดสินแล้วไม่ยอมรับ ใช้ชีวิตสุขสบาย แฉพวกอ้างประชาธิปไตย แต่เมื่อต่อสู้บนท้องถนนก็หอบลูกเมียไปอยู่ต่างประเทศ รับยุคนี้ทำรัฐประหารไม่ง่าย สื่อโซเชียลอันตรายกว่าอาวุธของกองทัพ “ชัยเกษม” สวนหมัด ถามรู้จักขวาตกขอบไหม เหวงลั่นอย่าข้ามแดนกัน
    เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ซึ่งได้จัดงานพิธีวันสถาปนา พล.ร.1 รอ.ครบรอบ 112 ปี โดยหลังเสร็จสิ้นพิธี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เดินลงมาพร้อมควักกระดาษบันทึกข้อความสั้นๆ ตรงไปแถลงที่โพเดียม 
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า เดิมตั้งใจเขียนเป็นข้อความ แต่ได้นั่งคิดมาสองคืนแล้ว แต่เมื่อคืนวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกเป็นสารถึงประชาชน จึงตัดสินใจไม่ทำเป็นสาร และจะสรุปเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ประชาชน และสื่อมวลชนเข้าใจ ซึ่งเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างชาติว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเดินตามไปตามวิถีทางของท่านทางการเมือง และกองทัพบกจะกลับไปอยู่ในส่วนของกองทัพบก หรือทหารอาชีพ 
    “อยากให้ประชาชนและนิสิตนักศึกษาเข้าใจว่า  ปัจจุบันกองทัพบกเปลี่ยนแปลงไปมาก เราอาจมีช่องว่างสื่อสารซึ่งกันและกัน รัฐบาลและกองทัพอาจทำงานและสื่อสารคนละภาษากับที่ท่านอยากจะฟัง แต่กองทัพบกจะพยายามสื่อสารมากขึ้น ทั้งนี้ กองทัพเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แต่ไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ทำงานในการพิทักษ์รักษา ปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอว่า ทหารต้องอยู่เคียงข้างประชาชนอย่างแท้จริง และให้คำมั่นกับประชาชนว่าทหารยุคนี้จะอยู่เคียงกับประชาชนอย่างแท้จริง” พล.อ.อภิรัชต์กล่าว และว่า เรื่องต่างๆ ของการเมืองที่เกิดขึ้นมีการบิดเบือนหลายประการ นานๆ ทีจะพูดทีจึงขอพูด แล้วจะไม่พูดอีกจนกว่าหลังพระราชพิธี ซึ่งเรื่องการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกองทัพยอมรับว่ากองทัพมีจุดอ่อนในเรื่องของการใช้โซเชียล ซึ่งสื่อโซเชียลนั้นทรงอานุภาพยิ่งกว่าอาวุธที่กองทัพมีอยู่
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า การไม่ยอมรับกติกาในปัจจุบันนั้น เรามีกติกากันอยู่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ ถ้าจะพูดกันให้เข้าใจ ก็เหมือนการแข่งขันฟุตบอล ประเภทฟุตบอลแพ้ แต่คนเชียร์ไม่แพ้ มันไม่ใช่ ถ้าประเทศไทยไม่ยอมรับกติกาที่มีอยู่แบ่งแยกระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา เราเป็นคนไทยด้วยกันหรือไม่ วาทกรรมนี้ถูกแบ่งมาเพื่ออะไร เพื่อแบ่งแยกประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตามที่ได้คะแนนเสียง 8 ล้าน 7 ล้าน 4 ล้าน 5 ล้านมารวมกัน เป็น 20 หรือ 30 ล้านเสียง นั่นหมายความว่า ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมืองที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหรืออย่างไร ในวันนี้ยังคิดถึงกันแบ่งฝ่ายแบ่งแยกกันอยู่ ทำไมไม่เคารพกติกาแล้วก็ไปสู้กันในรัฐสภา
ชี้สัตยาบันไร้ความหมาย
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า ชีวิตเห็นทั้งการปฏิวัติรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้กระทั่งสัตยาบันที่ทำการตั้งแต่ปี 2534 มีนักการเมืองหลายท่านลงสัตยาบันกัน ทั้งท่านมนตรี พงษ์พานิช อดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม และนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ลงสัตยาบันจะตั้งพรรคการเมืองกัน และตั้งรัฐมนตรีกัน ท้ายที่สุดแล้วก็ฉีกสัตยาบันทิ้ง นี่คือวาทกรรมการเมือง เกมของการเมือง เป็นกิจกรรมเป็นของทางการเมือง ซึ่งถูกชี้นำแนะนำโดยนักการเมืองแบบเดิมๆ หรือพวกซ้ายตกขอบ
     “ผมถามว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษา ท่านออกมาใช้เสียงครั้งแรก ผมและทหารชื่นชมที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกัน แต่เมื่อใช้สิทธิ์แล้วท่านจะเลือกใครเลือกไป แล้วทำไมนักการเมืองไม่มาจับมือกันแล้วไปต่อสู้กันในรัฐสภา ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อให้ประเทศชาติเดินก้าวหน้าต่อไปข้างหน้า ทำไมต้องมานั่งเถียงกันแบ่งแยกกันแบ่งข้างกัน ทำให้ชาวโลกหรือประเทศต่างๆ นั่งขำ” พล.อ.อภิรัชต์ระบุ
    ผบ.ทบ.กล่าวอีกว่า เราอยู่ในแผ่นดินไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าอยู่หัวด้วยกันทั้งสิ้นกองทัพบกเป็นเพียงองค์กรหนึ่ง ไม่สามารถไปขับเคลื่อนประเทศทั้งประเทศได้ หรือไปทำอะไรให้พวกท่านรักประเทศได้ แต่อยากถามว่าเราเป็นคนไทยด้วยกันหรือไม่ ยืนยันว่าการเราเป็นคนไทย ประชาชนคนไทยด้วยกัน กองทัพบกยืนเคียงข้างอยู่กับพวกท่าน กองทัพบกคือประชาชนคนหนึ่ง คือลูกหลานของพ่อแม่คนหนึ่ง ขอให้รักสามัคคีกัน เห็นหลายต่อหลายท่านออกมาแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กและไอจี ซึ่งดูของคนอื่น เพราะส่วนตัวไม่มี แต่ตัวผู้นำของกองทัพเองยังรับว่าโซเชียลคืออาวุธที่มีอาวุธทรงประสิทธิภาพมากกว่าอาวุธใดๆ ทั้งสิ้นที่กองทัพมีอยู่
    “นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่เรียนประเทศไทย จบที่ประเทศไทย รับพระราชทานปริญญาบัตรกับพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศานุวงศ์ เราเติบโตกันที่นี่ หลายคนเป็นนักธุรกิจ พอเติบโตกันขึ้นมา มีเงินมีทองขึ้นมาก็เพราะแผ่นดินไทยหรือไม่ ผมชื่นชมเศรษฐีมีเงิน มีอำนาจมีบารมี หลายคนกระทำความผิดทุจริตคอร์รัปชัน หรือโกงอะไรก็แล้วแต่ แต่เขาเหล่านั้นยอมรับกติกาของประเทศ ยอมรับกระบวนการยุติธรรมที่มันเกิดขึ้น ยอมรับว่าศาลของประเทศไทยได้ถูกตัดสินแล้วว่าเขาจะต้องถูกจำคุก หลายท่านต้องถูกเข้าจำคุก ทั้งๆ ที่มีเงิน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แต่ท่านยอมรับกระบวนการยุติธรรม ผมต้องขอยกย่อง และหลายท่านก็ออกมันแล้ว มาใช้อย่างเสรีภาพกลับมาอยู่กับครอบครัว นี่คือคนมีน้ำใจนักกีฬา” พล.อ.อภิรัชต์กล่าวและว่า คนที่ยอมรับกระบวนการตัดสิน หลายท่านมีเงินพร้อมหนีออกนอกประเทศ แต่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย ไม่ใช่ทำอะไรผิดแล้วก็บอกว่าตัดสินแบบนี้ ยอมรับไม่ได้ ไม่เคยยอมรับขบวนการแล้วจะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อศาลสูง ศาลฎีกาเป็นผู้ทรงอำนาจด้านการยุติธรรมสูงสุดของประเทศ 
พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า ขอร้องนิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์ ข้าราชการหลายท่านไปร่ำไปเรียนศึกษาต่างประเทศกันมา ไม่ว่าจะประเทศใดก็ตาม ท่านไปเรียน บางท่านได้ทุนของราชการไป หรือได้ทุนของในวังไปร่ำไปเรียนมา ขอเน้นว่าท่านไปเรียนระบอบประชาธิปไตยของประเทศอะไรมา ไม่ได้ว่า แต่ระบอบประชาธิปไตยในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีวัฒนธรรมของระบอบประชาธิปไตยของตัวเอง ท่านลองถามตัวเองว่า เมื่อท่านไปอยู่ประเทศอื่น ไปศึกษา ไปเรียน หรือไปเที่ยวประเทศอื่น ทำไมท่านต้องปรับตัวให้เข้ากับประเทศอื่นตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้น 
อย่าซ้ายจัดแล้วดัดจริต
    “ในโลกแห่งประชาธิปไตยที่คำว่า democracy ทุกประเทศ ส่วนใหญ่คำว่า dictatorship หรือเผด็จการ ผมถามมาทุกวันตั้งแต่ คสช.เข้ามาดำเนินการสิ่งนี้ที่หรือที่เรียกว่า dictatorship ถ้าเผด็จการจริง ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อประเทศที่เผด็จการจริง เราอยู่กันแบบไทยๆ นี่คือวัฒนธรรมของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ขอให้รักกัน จะไปร่ำไปเรียนที่ไหนมา ไปเอาตำราประเทศไหน ไม่อยากจะเอ่ยชื่อเอาของเขามาแล้วมาดูด้วย ว่าควรมาดัดแปลง แต่ไม่ใช่พยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่าไปเอาความซ้ายจัดที่ไปเรียนมา แล้วมาดัดจริต ประเทศอื่นเขาไม่มีที่จะมีแบบนี้ นี่คือเมืองสยาม เมืองแห่งรอยยิ้มเมืองที่เรามีระบอบประชาธิปไตยของเราแบบนี้” พล.อ.อภิรัชต์กล่าว
    ผบ.ทบ.กล่าวอีกว่า สิ่งที่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ต้องการคือมีคนไทยรักกัน หันหน้าเข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดท่านคือคนไทย กรีดเลือดมาก็เป็นคนไทย เลือดบรรพบุรุษของท่านที่ได้กรีดมาก็เป็นเลือดบรรพบุรุษที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยวันนี้ พูดเยอะพูดแรงก็ขอให้ฝากไปด้วยไว้ให้หยุดวาทกรรมที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันเสียที ปล่อยให้ไปตามครรลอง ใครไม่ดีต้องพิสูจน์กันด้วยงาน ด้วยฝีมือ ถ้าตนเองทำไม่ดี ก็ต้องถูกย้าย ฉะนั้นทุกคนขอให้โอกาสกัน 
“ในเมื่อกรรมการตัดสินแล้วก็มาโทษกรรมการ  มวยชกกันไอ้นี่แพ้ก็มาโทษกรรมการ ถ้าเป็นแบบนี้ไม่มีวันจบ วัฏจักรแห่งการล้างแค้น แห่งการไม่พึงพอใจกันไม่มีวันจบ ทำอย่างไรถึงจะให้จบ ผมบอกไปแล้ว”ผบ.ทบ.กล่าว
    พล.อ.อภิรัชต์ยังตอบคำถามกรณีหากพรรคเพื่อไทย (พท.) สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ว่ายืนยันไปแล้วเรายอมรับกติกาทุกอย่าง กองทัพไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ กองทัพเป็นของประชาชน อยากจะให้ลงมาดูว่าวันนี้กองทัพปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน และไม่ต้องถามแล้วว่ากองทัพจะไปยังไง จะมีปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ มันเป็นเพียงวาทกรรมเดิมๆ ที่เอามาถามแล้วถามอีกแล้ว ก็เอาคำนี้ไปทำให้เด็กที่ยังไม่รับรู้อะไรมากมายรู้สึกไม่ดีต่อกองทัพไม่ดี ถามว่าทุกวันนี้ใครไปช่วยเหลือประชาชนชาชนที่เดือดร้อน ใครนำกำลังยุทโธปกรณ์ทั้งหมดช่วยเหลือ
    “ต่างชาติมีแต่ชื่นชม แต่ที่เขาขำก็ขำ แม่งตีกันเอง ทะเลาะกันเอง เออดีเว้ย เศรษฐกิจจะได้พังไง แล้วใครได้ดีคนอยู่ต่างประเทศมีความสุขสบาย อยากไปไหนก็ไป อยากจะทำอะไรก็ทำ ผมถามว่าคนรวยมีอำนาจไม่ต้องติดคุกหรืออย่างไร ไม่ยอมรับกติกาหรืออย่างไร แล้วคนที่เขามีเงิน มีอำนาจแล้วที่ติดคุก ทำไมไม่ดูตัวอย่าง ไม่สงสารเขาบ้าง ทำไมเขายอมรับ” พล.อ.อภิรัชต์กล่าว  
    ต่อมาเวลา 15.00 น. พล.อ.อภิรัชต์ได้เชิญสื่อต่างประเทศประจำประเทศไทย อาทิ CNN, BBC, AFP, Reuters, ABC และ NHK เป็นต้น ร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์บ้านเมือง โดยเนื้อหามีลักษณ์คล้ายคลึงกับการให้สัมภาษณ์กับแถลงกับสื่อไทย โดยตอนหนึ่ง พล.อ.อภิรัชต์กล่าวถึงการเมืองไทยในปัจจุบันว่า เราผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ซึ่งกองทัพวางตัวเป็นกลาง และตนเองมีจุดยืนไม่ได้ให้ใครเข้ามาควบคุม อยู่ในกฎระเบียบกติกา กองทัพไม่เกี่ยวกับรัฐบาลและไม่ก้าวก่ายการเมือง ทุกอย่างมีไทม์ไลน์ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาผลักดัน และไม่รู้ว่าใครจะจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกฯ ในอนาคต กองทัพไม่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น แต่ยอมไม่ได้ที่จะให้คนไทยออกไปต่อสู้กันบนถนนอีกแล้ว 
แจงทำรัฐประหารไม่ง่าย
    เมื่อถามว่า สถานการณ์หลังการเลือกตั้งจะมีทางออกหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ทางออกก็คือทุกคนต้องยอมรับกติกาตามขั้นตอน ก็คือ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งทางการ 9 พ.ค. ถามว่าทำไมต้องเป็นวันที่ 9 พ.ค. ก็เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่องานพระราชพิธีสำคัญของคนไทย ซึ่งทุกวันนี้นายกฯ พยายามควบคุมให้ทุกอย่างแฟร์ ส่วนจะแฟร์หรือไม่แฟร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กติกา แต่อยู่ที่ตัวบุคคล เมื่อมีการเลือกตั้ง คนแพ้ไม่พอใจก็หาเรื่อง แต่ถ้าหากคุณจัดตั้งรัฐบาลจะแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายทำกันในรัฐสภา ทหารไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด ไม่ใช่ทำให้เกิดสภาพเช่นนี้ ทุกฝ่ายไม่สบายใจกันหมด
    “ปัจจุบันการทำรัฐประหารไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็เดินไปได้ดีและนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งหวังว่าคนไทยจะไม่ต้องออกมาประหัตประหารต่อสู้กัน ซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาตั้งแต่สมัยของคุณพ่อจนมาถึงสมัยตนเอง เมื่อมีคนมาต่อสู้กันบนถนนคนที่เรียกตัวเองว่านักประชาธิปไตยนักการเมืองก็หอบลูกเมียไปอยู่ต่างประเทศ ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมาไม่มีใครอยู่ประเทศไทยเขาไปนั่งดูอยู่ที่ต่างประเทศและดูว่าเมื่อไหร่ประเทศไทยจะสงบแล้วก็กลับมา ส่วนคนที่อยู่ก็ต้องสูญเสีย ทั้งทหารและประชาชน  ประชาชนที่เสียชีวิตก็ไม่มี หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค คนมีเงิน คนมีชื่อเสียง” พล.อ.อภิรัชต์กล่าวชี้แจงเรื่องการทำรัฐประหาร
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ใดจึงเข้าสู่สภาวะไหนถึงตัดสินใจยุติปัญหาด้วยการรัฐประหาร พล.อ.อภิรัชต์ตอบว่า ต้นเหตุการณ์เกิดรัฐประหารในทุกยุคทุกสมัยแตกต่างกัน ซึ่งไม่ได้เกิดจากฝ่ายการเมืองเสมอไป แต่การทำรัฐประหารสิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุด คือประเทศไม่มีใครควบคุมได้ รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ รวมถึงตำรวจมีการใช้อาวุธ มีคนออกมาต่อสู้ประชาชนล้มตาย ถามว่าเมื่อถึงตรงนั้นกองทัพจะยืนอยู่ตรงไหน จะให้ยืนดูประชาชนต่อสู้กันจนเกิดสงครามกลางเมืองหรือไม่ การใช้กองกำลังทหารเข้าควบคุมก็ไม่ได้ ถือว่าเป็นการปฏิวัติรัฐประหาร ทุกอย่างมีขั้นตอนของตัวเอง ซึ่งอาจเกิดความวุ่นวาย ขั้นตอนแรกคือตำรวจซึ่งมีหน้าที่โดยตรงต้องเข้าไปควบคุม และถ้าหากบานปลายก็เป็นตำรวจอีกเช่นกัน ไปถึงการประกาศภาวะฉุกเฉิน เมื่อประกาศแล้วก็ต้องพิจารณาดูว่าดีกรีพอหรือไม่ ซึ่งอาจจะจนถึงขั้นประกาศกฎอัยการศึกเท่านี้ก็น่าจะแก้ไขได้แล้ว
    ทันทีที่คำให้แถลงของ พล.อ.อภิรัชต์เผยแพร่ออกไป ทำให้มีเสียงตอบโต้จากพรรคเพื่อไทย และบรรดาคนเสื้อแดงทันที โดยนายชัยเกษม นิติสิริ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ จากพรรค พท. กล่าวถึงกรณีที่ ผบ.ทบ.ตำหนิเรื่องซ้ายตกขอบว่า ไม่พูดถึงขวาตกขอบบ้างหรือ ประชาธิปไตยมีหลักสากล ไม่ว่าจะซ้ายตกขอบหรือขวาตกขอบเป็นเรื่องไม่ถูกต้องทั้งสิ้น เพราะประชาธิปไตยถือประชาชนเป็นใหญ่ ใครไม่ฟังเสียงของประชาชนที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินอย่างแท้จริง นั่นก็คือคนที่ไม่ถือหลักการของประชาธิปไตย อย่ามาเถียงกันเรื่องนี้ดีกว่า และขอให้ดูที่การกระทำ คำพูด และให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติในประชาธิปไตย อย่าใส่ไฟใครว่าผิดหรือถูก เพราะในที่สุดแล้วประชาธิปไตยจะตัดสินโดยประชาชน
    นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้เช่นกันในประเด็น คสช.เป็นเผด็จการหรือไม่ว่า เป็นเผด็จการทหารแน่แท้ เพราะ 1.ใช้กำลังอาวุธใช้กองทัพโค่นล้มรัฐบาลที่เลือกตั้งของประชาชน ฉีกรัฐธรรมนูญ และ 2.บริหารปกครองประเทศโดยใช้มาตรา 44 ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งประชาชนไม่เห็นด้วย ไม่พอใจไม่ยอมรับเผด็จการทหาร คสช.ตั้งแต่วันแรก แต่ประชาชนไม่ต้องการความรุนแรง ไม่ต้องสงครามกลางเมือง จึงทนความอัปยศอดสูขมขื่น ฝืนใจก้มหน้าก้มตาอยู่ภายใต้ท็อปบูตทมิฬเพื่อเฝ้ารอการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติวิธีนั่นคือการเลือกตั้ง  
เหวงขู่บิ๊กแดงอย่าข้ามแดน!
    “ไม่มีใครต้องการสงครามกลางเมือง ไม่มีใครต้องการเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีใครต้องการสร้างความปั่นป่วน ทหารยกเอาเรื่องสงครามกลางเมืองมาสร้างความสะพรึงกลัว สยดสยองให้เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างไร ผบ.ทบ.กลับไปทำหน้าที่ปกป้องเอกราชอธิปไตยของประเทศชาติบ้านเมืองอันเป็นหน้าที่ของท่านให้ดีเถอะครับ อย่าข้ามแดนไปหาเรื่องดีกว่าครับ” นพ.เหวงโพสต์
    ในเวลาไล่เลี่ยกัน พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชน โดยยกมือพร้อมกล่าวคำว่า "บ๊ายบาย เหนื่อย ไปแล้วนะ" ก่อนเดินฮัมเนื้อเพลง "ซาโยนาระ" และขึ้นรถยนต์กลับออกไปทันที 
    พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงสื่อมวลชนแทน พล.อ.ประยุทธ์ ถึงกรณีการออกสาร 2 ครั้งที่ผ่านมาว่า เป็นช่องทางการสื่อสารของนายกฯ ในการแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ ความจริงไม่อยากใช้คำว่าเตือนสติ แต่อยากให้ทุกคนได้ใช้วิจารณญาณในการรับและเชื่อข้อมูลต่างๆ เนื่องขณะนี้มีข้อมูลออกมามากมายผ่านโซเชียลมีเดีย จึงได้ออกสารมาในลักษณะของความห่วงใย อยากให้ทุกคนใช้สติ เหตุผล มากกว่าอารมณ์ ที่จะตัดสินข้อมูลต่างๆ
    เมื่อถามว่า การออกสารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับท่าทีของ ผบ.ทบ.หรือไม่ พล.ท.วีรชนกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะในช่วงนั้นนายกฯ ไม่ทราบว่า ผบ.ทบ.พูดอะไร เนื้อหาต่างๆ ที่ออกมาในสารทั้ง 2 ฉบับนั้น ก็เป็นท่าทีและความรู้สึกโดยส่วนตัวของท่านเอง ที่ห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงอยากให้ทุกคนใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ส่วนการตอบโต้ต่างๆ ที่มีการใช้คำว่าฝ่ายซ้ายของ ผบ.ทบ. จะทำให้สังคมย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้งเหมือนในอดีตหรือไม่นั้น นายกฯ คิดว่าคงไม่ได้หมายความตามนั้นทั้งหมด แต่การที่ ผบ.ทบ.ออกมาพูดแบบนั้น ทุกคนก็ทราบกันดีว่ามีสาเหตุ ขบวนการ และความพยายามบ่อนทำลายอยู่บ้าง จึงได้ออกมาพูดในลักษณะดังกล่าว แต่คงไม่ได้ไปเหมารวมว่าขณะนี้สถานการณ์จะรุนแรงถึงขั้นนั้น เป็นแค่การเตือนสติสังคมกันบ้าง
    "เรารู้อยู่แล้วว่าใคร กลุ่มไหนเป็นคนทำ เพราะไม่ได้มีกลุ่มหน้าใหม่อะไรมากนักที่เคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ เป็นกลุ่มเดิมๆ มีเรียกร้องมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ว่าการเลือกตั้งต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ หลังเลือกตั้งเสร็จก็จะมีเรื่องอื่นเรียกร้องตามมา ยืนยันว่าไม่ได้มีกลุ่มอื่น เป็นเรื่องของคนกลุ่มเดิมที่เคลื่อนไหว"  พล.ท.วีรชนกล่าว
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ออกสารว่า ถ้าคุณเป็นคนไทยเหมือนกับเรา คุณคงอยากเห็นประเทศไทยสงบ เจริญ การจะทำอะไร ทุกคนต้องดูตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย หากผิดจากกฎหมายจะต้องมีโทษ 
    ขณะที่นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวเรื่องนี้ว่า อยากฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ว่า อย่ามองการใช้สิทธิของคนเหล่านี้เป็นอย่างอื่น การยัดเยียดข้อหาว่าผู้ที่ออกมาใช้สิทธิว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่สร้างความวุ่นวายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและยุติธรรมต่อประชาชน 
    นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนบางกลุ่มอีกแล้ว ถึงแม้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่อยากให้เคารพสิทธิของคนอื่นด้วย เมื่อมีการเลือกตั้งแล้วทุกอย่างน่าจะจบ ช่วงนี้อยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เพราะจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่พี่น้องคนไทยเฝ้ารอ
    วันเดียวกัน ยังคงมีประเด็นกรณีความคิดเห็นต่อสถาบัน ของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) โดยนายสุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงปมที่สังคมคาใจ 6 ข้อให้นายปิยบุตรออกมายืนยันอีกครั้งต่อหน้าสาธารณชนว่ายังคิดเรื่องดังกล่าวอยู่หรือไม่ รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ด้วย.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"