'สะท้อนกรรมจากอริยสงฆ์'


   

        "หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป"

        อริยสงฆ์ "สายหลวงปู่มั่น" ละสังขารแล้ว เมื่อวันตรุษจีน ที่ ๑๕ กุมภา ๖๑

      ภายในกุฏิท่าน ณ วัดป่าอรัญญวิเวก บ้านปง ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

      ด้วยอายุ ๘๔ ปี ๒ เดือน ๓๐ วัน พรรษา ๕๙

      ผมนั้น แค่เคยเห็นรูปท่านใน fb แม้แค่นั้น ปีติศรัทธาก็อาบใจ

      ชาตินี้ ไม่เสียชาติเกิด.......

      อย่างน้อยก็มีวาสนา ได้น้อมนมัสการอริยสงฆ์ แม้ผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ก็นับว่าบุญแล้ว!

      ผมทราบข่าวนี้ จากหลายต่อหลายโพสต์ fb ยอมรับว่าตกใจ เพราะไม่มีสัญญาณใดมาก่อนเลย

      ได้อ่านคำสอน-ข้อธรรมหลวงปู่และชีวประวัติ ตามที่มีผู้โพสต์ไว้

      ยิ่งอ่าน ยิ่งเห็นความสำคัญ ที่ชนชาวทั้งหลาย ควรได้รู้ปฏิปทาอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ไม่มากนักในเมืองไทย

      กับ "บางเรื่อง" ที่เกิดตอนนี้.......

      เมื่ออ่านเรื่องราวหลวงปู่แล้ว เชื่อว่าจะ "ได้คิด" กันอีกมาก

      เจ้าของเพจ "ท้องถิ่นธรรม พระกัมมัฏฐาน" ได้โพสต์ชีวประวัติหลวงปู่ไว้ละเอียด และยาวมาก

      ตั้งใจนำทั้งหมดเผยแพร่ต่อ แต่ปรากฏว่ายาวกว่าความจุพื้นที่ตรงนี้ ประมาณ ๔ เท่า

      จึงขออนุญาต "เก็บความ" บางส่วน ส่วนรายละเอียดทั้งหมด โปรดหาอ่านจากเพจ "ท้องถิ่นธรรม พระกัมมัฏฐาน"

      หลวงปู่เปลี่ยน เกิดวันพฤหัสบดี ปีระกา ตรงกับวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ที่บ้านโคกคอน  ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน สกลนคร     

      บวชเมื่อ ๓๑ มีนาคม ๒๕๐๒ วัดพระธาตุมีชัย ตำบลโคกสี อำเภอสว่างแดนดิน

      ออกเดินธุดงค์ไปทั้งเหนือ-อีสาน-ใต้ พ่อแม่ครูอาจารย์ที่เคยอยู่ฝึกปฏิบัติรับใช้ใกล้ชิด เช่น หลวงปู่พรหม จิรปุณโญ, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม, หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เป็นต้น

      สำหรับองค์อื่น ที่หลวงปู่เดินทางไปพบและขอคำแนะนำ จนมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น เช่น พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่คำดี ปภาโส, หลวงปู่ชอบ ฐานสโม, พระอาจารย์วัน อุตตโม ฯลฯ

      "พระอาจารย์จวน" นั้น หลวงปู่ได้ยินกิตติศัพท์ ว่าเป็นพระที่เคร่งครัด มีปฏิปทาที่ค่อนข้างผาดโผน ก็บุกป่าฝ่าดง หวังไปพบ   ตามไปสองที่-สองครั้ง ไม่พบ จนครั้งที่สาม จึงพบ ที่ถ้ำจันทร์

      หลวงปู่เล่าว่า........

      ได้พบพระอาจารย์จวนกำลังปฏิบัติธรรมอยู่บนต้นไม้ในเหวลึก ต้นไม้ต้นนี้ ขึ้นมาจากก้นเหวข้างล่าง และสูงจนเลยสันเขา

      พระอาจารย์จวนใช้ไม้สองแผ่นพาดที่กิ่งต้นไม้ แล้วขึ้นไปนั่งและนอนเพื่อปฏิบัติธรรมอยู่ตรงที่ไม้พาด   

      กับ "หลวงปู่เทสก์"..........

      หลวงปู่เปลี่ยนได้ถามเรื่องการนั่งสมาธิ ว่าเวลาท่านนั่ง จิตจะดิ่งลงลึกโดยที่ตัวท่านก็ไม่ทราบว่า จิตอยู่ที่ไหน?

      หลวงปู่เทสก์ชี้แจงว่า อาการเช่นนี้ เขาเรียก "นิพพานพรหม" เป็นอาการที่จิตดับจนกระทั่งไม่ได้ยินเสียง ไม่รับรู้อะไรภายนอก

      ถ้าไม่แก้ไข ผู้นั้น ก็จะคิดว่า "ตนเองได้พบพระนิพพาน" และจะไปไหนไม่รอด

      โดยหลวงปู่เทสก์ได้ยกตัวอย่างกรณีของ "หลวงปู่ขาว อนาลโย" ที่นั่งสมาธิ ตั้งแต่ ๖ โมงเย็น ไปจนถึง ๖ โมงเช้าวันรุ่งขึ้น พอน้ำค้างจับร่างเปียกชุ่ม ท่านจึงรู้สึกตัว และออกจากสมาธิ หลวงปู่ขาวเอง ท่านก็ไม่ทราบว่า จิตของท่านไปอยู่ที่ไหน จึงได้ไปถามหลวงปู่มั่น

      ได้รับคำตอบสั้นๆ นิดเดียวเช่นกันว่า   

      "ให้ไปตั้งต้นใหม่ ตามดูจิต ตั้งแต่เริ่มเข้าสมาธิ ใช้สติปัญญา ตามดูจิตให้ดีว่า วางอารมณ์อะไรจึงดับเสียงไปหมด ให้ดูว่าจิตไปอยู่ที่ไหน ต้องตามให้รู้"

      ท่านว่า "นี่แหละที่เขาเรียกศรัทธาต้องอยู่คู่กับปัญญา"

      ในส่วนของวัดอรัญญวิเวก สถานที่หลวงปู่เปลี่ยนจำพรรษานั้น จัดว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และสำคัญแห่งหนึ่งของพระป่ากรรมฐาน

      เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ เคยมีพระอริยสงฆ์หลายรูปเข้าจำพรรษา อีกทั้งชื่อ "อรัญญวิเวก" ก็เป็นชื่อที่ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" เป็นผู้ตั้ง

      สมัยที่หลวงปู่เปลี่ยน มาปฏิบัติธรรมอยู่ที่ "สำนักสงฆ์อรัญญวิเวก" บ้านปง นั้น

      หลวงปู่แหวนได้มาหาในนิมิต สอนว่า

      "ให้เร่งภาวนาให้ถึงนิพพานในภพนี้ให้ได้ ขณะนี้ยังภาวนาไม่ดี ให้ภาวนาไปเรื่อยๆ"

      "ธรรมดาการเจริญภาวนา ถ้ายังมีทิฐิมานะอยู่ การภาวนาก็ไม่สามารถทำให้สงบได้ง่ายๆ เพราะจิตแข็งกระด้าง"

      ในขณะนั้น หลวงปู่เปลี่ยน กำลังสร้างวิหารหลังเก่าอยู่ หลวงปู่แหวน จึงเตือนท่านว่า

      "ควรหยุดก่อสร้างสิ่งต่างๆ สิ่งที่ควรจะสร้างคือจิตใจของเราเพื่อความหลุดพ้น ไม่ต้องทำอะไรหรอกอยู่บ้านปง เพราะเป็นบ้านปลง ไม่ใช่บ้านโป่ง ถ้าบ้านโป่งมันก็สะดวกสบาย บ้านปงต้องทำให้เหมือนกับว่า อยากจะปลงมันทิ้ง เพราะเราตกอยู่ที่ลำบาก ที่ทุกข์ ไม่มีใครที่อยู่ได้ มีแต่เราสองคนเท่านั้นที่อยู่"

      หลวงปู่เปลี่ยน นั้น เมื่อกลับไปแล้ว ก็กลับมา "วัดดอยแม่ปั๋ง" เพื่อปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่แหวนโดยเฉพาะอีก

      หลวงปู่พบว่า หลวงปู่แหวนคอยควบคุมตลอดเวลา ขณะนั่งสมาธิ จะเห็นหลวงปู่แหวนมายืนคุมอย่างน้อย ๓๐ นาที เป็นการฝึกสติอย่างดี

      เมื่อเผลอไปคิดเรื่องอื่น หรือเรื่องซ่อมแซมวัตถุ หลวงปู่แหวนจะเดินไปตักเตือนทันที

      บางครั้ง หลวงปู่แหวนพักการปฏิบัติธรรม ก็จะสอนหลวงปู่เปลี่ยนให้พิจารณาธรรม

      "ท่านจะต้องพิจารณาดูที่ตัวท่าน กายท่าน ให้พิจารณาร่างกาย เมื่อตายไป ธาตุลมก็หายไป ธาตุไฟก็หายไป ธาตุดินเมื่อเผามากๆ เข้า ก็กลายเป็นฝุ่น ในที่สุด ก็หายไปอีกเช่นกัน

      ร่างกายของเรา ก็ตกอยู่ในห้วงไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว เราก็น้อมจิตของเราเข้ามา โอปะนะยิโก น้อมธรรมเข้ามาที่ตัวเอง

      มาดูร่างกายเสร็จแล้ว ให้ใช้ปัญญาพิจารณาดูจิต ดูอารมณ์ ที่มี เกิด-ดับ...เกิด-ดับ ดูอารมณ์นี้ ออกไป อารมณ์นั้น เกิดขึ้น

      ดูอารมณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นอารมณ์ทุกข์ ทั้งเกิด-ทั้งดับ ให้รู้ว่ามีอารมณ์ โทสะเกิดขึ้นภายในจิต  สังเกตให้ถูก-ให้ดี เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว เราจะต้องกำจัดมัน ไม่กำจัดไม่ได้

      เพราะว่า มันเป็นทุกข์ เมื่อกำจัดอารมณ์กันกลางๆ มันมี มันเป็นเวทนา ไม่ทุกข์-ไม่สุข มันเป็นเวทนา

      อารมณ์สุขเกิดขึ้น อารมณ์ทุกข์นั้นหายไป เมื่อรับอารมณ์สุข เราอยากได้อารมณ์ที่เป็นสุข แต่เพราะว่า อารมณ์สุขมันไม่เที่ยง ถ้าท่านไปยึด ไปประคองมัน ก็ทำให้ท่านมีความทุกข์ เดี๋ยวก็จะทำลายความปรารถนาของเรา ที่พยายามประคับประคองความสุข อารมณ์สุข มันก็เลยหายไปอีก

      อารมณ์ทุกข์-สุขนี้ อยู่ในไตรลักษณ์เหมือนกัน ฉะนั้น ต้องพิจารณาอย่างที่อธิบายมา พิจารณาจริงๆ เพราะเหตุนี้ ท่านจึงไม่ควรที่จะไปก่อสร้างเกี่ยวกับสิ่งภายนอก

      ทำตัวเราให้ดีเสียก่อน เมื่อเราปฏิบัติดีแล้ว ญาติโยมมาทำบุญ ก็จะได้บุญมาก

      ทำตัวเราให้ดีนั้น เป็นทอง ส่วนสิ่งที่ก่อสร้างนั้น มันเป็นผง ผลพลอยได้อย่างอื่นนั้น มาเอง"

      หลวงปู่เปลี่ยนพิจารณาตามที่หลวงปู่แหวนแนะนำ จิตว่าง-จิตวาง ก็เกิด

      วัดดอยแม่ปั๋งมันก็ไม่มีวัด เป็นสมมุติ กลับไปกุฏิ และนั่งพิจารณา จิตที่เคยเบื่อ ยิ่งเบื่อมากขึ้นไปอีก

        * อาการเจ็บป่วยเกิดจากกรรมในอดีตชาติ

      (บทสนทนา "หลวงปู่เปลี่ยน" กับ "หลวงปู่สนธิ์ อนาลโย" เมื่อ ๑๓ ส.ค.๖๐ เพจ "บูชาธรรม" ผู้ถอดเทป กราบขออนุญาตพ่อแม่ครูอาจารย์ คัดลอกครับ)

      "ผมก็อยากพูดเรื่องเกี่ยวกับระบบของผม พูดง่ายๆ ว่า ผมรู้ตัวมานาน แต่ไม่ได้บอกใคร ไม่บอกลูกศิษย์ลูกหา ไม่ได้บอก รู้มาก่อนเกือบ ๕๐ ปีละ

      บัดนี้ มาเป็นโรคคล้ายๆ ว่า โรคที่เป็นนักเทศน์ เทศน์ซ้ำอีก มันก็เลยรบกับข้าศึกอย่างหนัก ไม่รู้ใครแพ้-ใครชนะ ทุกวันนี้ มันได้แต่ทิ่มเข้ามาทุกอย่างแล้ววันนี้ ก็ให้รู้แต่ว่า ทุกวันนี้ เราอยู่ในอารมณ์ไหน

      ทุกสิ่ง-ทุกอย่าง ที่ผ่านมา ที่ผ่าตัด เป็นเรื่องของกรรม มันเห็นหมด กรรมที่สร้างไว้ มันฟ้องออกมาหมด เห็นเป็นภาพเลย โอ..เราทำบาปอันนี้ไว้เอง เราจึงต้องมารับผลของกรรม

      ก็เลยมั่นใจว่า นิมิตในการเห็นที่มันถูกต้อง ไม่ใช่เป็นฝัน ผู้ที่ปฏิบัติจะรู้ได้ดี หลับตาก็เห็นนิมิตแล้ว  มันก็เป็นจริงๆ เหมือนใครจะมาหานี้ เรานั่งสมาธิหรือนอนสมาธิอยู่ ก็จะเห็น

      เหมือนคณบดีไปอยู่ประเทศนอก ท่านคิดถึงเรา ท่านมาอยู่กับเรา มองลงไป (จากเตียง) เอ้า...นั่งอยู่ตรงนี้ เห็นได้ชัดเจนเลย เหมือนที่หลวงปู่แหวนสอน เอาไว้ดูเล่น อันนี้ เป็นเรื่องของกรรมตนเอง เห็นของตนเอง อย่างเช่น หัวเข่านี้ ที่มันปวด มันเคยเอาค้อนไปเคาะหัวเข่าควาย มันออกมาอย่างนี้เลย ชัดเจน

      มันไม่หาย มันผูกเวร เขาผูกเวรกับอาตมา เหมือนเราเป็นหนี้มันไม่หาย มันทวงไม่หยุด เดี๋ยวก็ทวงอีก ถ้ามีคนอื่นมาแก้ให้ มาจ่ายหนี้ให้ ก็หมดหนี้ ก็สบาย

      กรรมเก่าหายไป กรรมใหม่ก็มาอีก....

      ผมผ่าตัดที่เส้นขมับนี้ อันนี้อุ้มไก่ไปตี ไก่มันโดนเตะเลือดสาด มันร้อง เราก็เลยได้ไปผ่าตัดตอบมัน  เป็นกรรมที่ได้ทำเอาไว้ เห็นเลย เห็นเป็นภาพที่เราอุ้มไก่ไปชนตอนอายุ ๑๑ ขวบ ก็ดีที่มันมาตามทันเอาในชาตินี้ ชาติอื่นมันจะได้ไม่แย่งกัน

      หัวเข่านี้ ก็ชาตินี้ ที่ผ่าตัดนี้ เป็น ๑๗ ชาติ ผ่านมาแล้ว มันตามมาเอาในชาตินี้ สมัยก่อน มีไก่ป่าใช่ไหม มันบินอยู่ เราเอาลูกธนูไปยิงมันตกลงมา ตอนแรก มันยังไม่มีนะ มันจะเห็นนิมิตก่อน แล้วประมาณสักเดือน มันก็จะมีตุ่มแดงๆ เกิดขึ้น

      เอาละ...มันส่งมาละ ตุ่มแดงๆ น้อยๆ ไม่ใหญ่ สมัยฉลองวิหารของวัดเรานี่แหละ ก็มีหมอมาด้วย ก็เลยเปิดให้ดู มันเป็นตุ่มแดงแดงมีหนองด้วย หมอเขาก็จะให้ไปผ่าตัดเอาออกที่สวนดอก

      ช่วงนั้น ก็ให้ยาแก้อักเสบ แต่มันไม่หาย มันเป็นโรคกรรม หมอก็บอกว่าหาย

      จนกระทั่งหมอมาปลูกต้นไม้ที่ข้างพระวิหารวัดเรา ก็เลยเปิดให้ดู ที่ขาซ้าย มันโตเท่าไข่เป็ดนี่แหละ  ผมนั่งรับแขกผมก็ดึงจีวรปิดไว้ เพื่อไม่ให้โยมเห็น เพราะมันบวมขึ้นมา แดงขึ้นมาขนาดเท่าไข่เป็ด

      เปิดให้หมอดู หมอร้อง อู๊วว์....

      นี่ขนาดบอกว่า ๘ วันหาย อย่างนี้ ต้องไปขึ้นเขียงที่สวนดอกแล้ว นิมนต์ไปวันนี้เลยครับ..ไม่ไป ต้องอีก ๒-๓ วันก่อน รอเคลียร์งานให้เสร็จก่อน หมอบอกว่า...แล้วท่านจะอยู่อย่างไร ตั้ง ๓ วัน?

      พอเคลียร์งานเสร็จแล้ว ถึงได้ไป ไปก็ผ่ากัน แต่ผมก็จะดื้ออยู่ ดื้ออะไร?

      การผ่าตัดนี้ ผมไม่ให้ใช้แอลกอฮอล์ ไม่ให้ฉีดยาชา ยาชาไม่ให้ฉีด แอลกอฮอล์ก็ไม่ให้ทา ให้หมอผ่าเลย มันเป็นโพรงข้างใน หนังข้างนอกมันตึงหุ้มอยู่ หมอก็ผ่าไม่ได้

      จับมีดอยู่ชั่วโมงครึ่ง เดี๋ยวก็วางมีดที่ถาด เดี๋ยวก็จับขึ้นมา ไม่กล้า... หมอบอกว่า ถ้าไม่ฉีดยาชานี้ ไม่เอา ผมก็เถียงกับหมอ ว่าลองดูนะ มันไกลหัวใจอยู่ หัวใจอยู่ตรงนี้ แผลมันอยู่ตรงที่ขา (หัวเราะ).. มันอยู่คนละที่กัน จะเป็นอะไรไป

      เราก็จะลองดูซิ ที่เราฝึกมามันจะได้ผลแค่ไหน หมอบอกว่าอย่าดูนะ นั่น..ไม่ให้อาตมาดูเสียด้วย..ถ้าท่านเห็นเลือดแล้วท่านจะช็อก

      ผ่าออกมาแล้ว ก้อนเกือบเท่ากำปั้นสองก้อน เลือดเต็มเลย แผลเป็นหลุมไปจนถึงเกือบกระดูก ก็เลยเย็บปิดแผลไว้ (หลวงปู่สนธิ์ ถามว่าเป็นเพราะกรรมอะไรตอนนั้น)

      หลวงปู่เปลี่ยนตอบว่า "เป็นเพราะกรรมยิงไก่ป่า"

      (ท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัด ถามว่าเจ็บไหมหลวงปู่ ตอนที่ผ่า?)

      หลวงปู่ก็ตอบว่า "เราสามารถทำได้ มันไม่เจ็บ หมอให้อยู่โรงพยาบาลอีก ๔ วัน ให้แผลปิดสนิทก่อน แล้วค่อยกลับ ๓๐ นาทีผมลุกได้ เปิดกลับวัดเลย (หัวเราะกันใหญ่) ให้หมอที่แม่แตงมาล้างแผลให้  ๔ วัน มันเปลืองค่าน้ำมันหมอ เลยเอายาไว้ ล้างเอาเองดีกว่า"

      ครับ............

      ก็พอเป็นที่เจริญมรณสติและศรัทธา

        ประสงค์กราบขอขมาและกราบบูชาสรีรสังขารหลวงปู่เปลี่ยน ก็ไปได้ที่พระอุโบสถ "วัดป่าอรัญญวิเวก" ครับ.


เที่ยวนี้ ท่าจะ "เป็นจริง"เรื่อง "เลือกตั้งต้นปี ๖๒" นั่นแหละ!เพราะก่อนบินไปอังกฤษ-ฝรั่งเศส "นายกฯ" ย้ำชนิดนักข่าวไม่ต้องแซะ ว่าต้นปี ๖๒ เลือกตั้ง

'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?
ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร
วาทกรรม"ขายชาติ"สกัดสร้างชาติ