ชู3นิ้ว‘ธนาเกอร์เกมส์’ ขึ้น‘ศาลทหาร’3ข้อหา


เพิ่มเพื่อน    

  "ธนาธรเกมส์" ชู 3 นิ้วรายงานตัวคดี ม.116 ยุยงปลุกปั่น เซ็นรับทราบ 3 ข้อหา ขึ้นศาลทหาร ขณะที่ม็อบฟ้าของพ่อ savethanathorn แห่ให้กำลังใจแน่น สน.ปทุมวัน ฝรั่งมุง ตัวแทนจากสถานทูต 12 คน ทั้งจากสหภาพยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ รวมถึงแคนาดา และสหรัฐอเมริกา มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 เมษายน ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่เข้าให้ปากคำตามหมายเรียก ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น และมาตรา 189 ช่วยเหลือหรือให้ที่พำนักผู้ต้องหา กรณีช่วยนายรังสิมันต์ โรม นักกิจกรรมทางการเมือง หลบหนีระหว่างการชุมนุมประท้วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2558
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ได้เดินทางมาที่ สน.ปทุมวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. บางส่วนได้สวมเสื้อสีส้ม ซึ่งเป็นสีประจำพรรค และบางส่วนได้สวมเสื้อรูปนายธนาธร พร้อมข้อความ “6 April” “#savethanathorn” พร้อมกันนี้ยังมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น การนำปี๊บระบุชื่อ กกต.มาคลุมหัว โดยด้านหลังมีภาพงูเห่า
    สำหรับแกนนำพรรคอนาคตใหม่ที่มาให้กำลังใจนายธนาธร อาทิ น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค และยังมีเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมนักนักศึกษา, นางพะเยาว์ อัคฮาด หรือแม่น้องเกด พร้อมบุตรชาย มาให้กำลังใจด้วย
    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำเเผงเหล็กมากั้นประตูเข้า-ออก โดยจะอนุญาตให้เฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีเข้าเท่านั้น
    กระทั่งเวลา 09.50 น. นายธนาธรเดินทางมาถึง สน.ปทุมวัน เพื่อให้ปากคำตามหมายเรียก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น และมาตรา 198 ช่วยเหลือหรือให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา โดยมีกลุ่มผู้สนับสนุนให้การต้อนรับ มอบดอกไม้และตะโกนให้กำลังใจ พร้อมกรูเข้ารุมล้อมจนทำให้นายธนาธรและทนายความเดินไปสู่ สน.ปทุมวันอย่างยากลำบาก 
    ทั้งนี้ นายธนาธรถือไมโครโฟนประกาศกับประชาชนว่า เราทุกคนที่มาอยู่ที่นี่ต่างรักความเป็นธรรม รักความสงบ และไม่อยากให้มีใครมาฉวยโอกาสนี้สร้างสถานการณ์ก่อให้เกิดความวุ่นวายเพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่คนแบบนั้น ดังนั้นขอให้ทุกคนที่มาให้กำลังใจในวันนี้ อย่าเข้าไปภายในสถานีตำรวจ เพราะไม่มีความจำเป็น 
กลัวเป็นเครื่องมือผู้ไม่หวังดี
    "ไม่มีใครต้องการให้วันนี้กลายเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี อย่างไรก็ตาม ผมขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจ" นายธนาธรกล่าว
          และก่อนเข้าให้ปากคำ นายธนาธรได้หันมาชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของมวลชนที่มาให้กำลังใจ โดยนายธนาธรบอกกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า ไม่ได้กังวลใดๆ ทั้งนี้ ประชาชนที่รอให้กำลังใจอยู่ด้านนอกร่วมกันตะโกน "เซฟธนาธร" รวมถึง "ธนาธรสู้ๆ" อย่างต่อเนื่อง
         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรับทราบข้อกล่าวหาครั้งนี้ มีตัวแทนจากสถานทูต 12 คน ทั้งจากสหภาพยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ รวมถึงแคนาดาและสหรัฐอเมริกา มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
    พล.ต.ต.ภคพงษ์ พงษ์เภตรา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีค้างเก่าที่ยังสืบสวนไม่แล้วเสร็จ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)? จึงได้ตั้งคณะพนักงานสอบสวนสืบสวนคดีก่อน โดยพบว่ามีผู้ที่เข้าข่ายความผิดในคดีดังกล่าวรวม 15 คน แต่วันนี้ได้ออกหมายเรียกนายธนาธรมารับทราบข้อกล่าวหาเป็นคนแรก รวม 3 ข้อหา คือ ร่วมกันยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ให้การช่วยเหลือผู้กระทำความผิดหลบหนีตามมาตรา 189 และมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองตามมาตรา 215
    สำหรับขั้นตอนวันนี้ เมื่อนายธนาธรรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ก็เป็นสิทธิของนายธนาธรที่จะให้การอย่างไรก็ได้ จากนั้นพนักงานสอบสวนจะปล่อยตัวไป และจะเรียกมาให้ปากคำในภายหลัง
    ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่ามีการดำเนินคดีในช่วงสถานการณ์การเมืองที่เข้มข้นนั้น พล.ต.ต.ภคพงษ์ยืนยันว่า เป็นการทำหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนรายละเอียดพฤติการณ์ของนายธนาธรทั้งหมดที่นำมาสู่การเรียกตัวมารับข้อกล่าวหา อยู่ในสำนวน ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายธนาธรกำลังให้ปากคำภายในสถานี ปรากฏว่าได้เกิดเหตุชุลมุน เมื่อมีหญิงรายหนึ่งมาตะโกนด่าทอนายธนาธรว่า “โกหกเรื่องคุณสมบัติว่าไม่ได้เป็นประธานหอการค้า พร้อมระบุว่าคนที่มาให้กำลังใจเพราะรับจ้างมา” สร้างความไม่พอใจให้กับมวลชนที่มาให้กำลังใจจนปะทะคารมกัน และมีการใช้กำลังโดยยกเท้าถีบกัน จนมวลชนต้องเข้ามาห้าม และเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนต้องเข้ามาระงับเหตุ นำตัวหญิงคนดังกล่าวออกจากพื้นที่และส่งขึ้นรถกลับเพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง
     ภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายธนาธร?กล่าวว่า วันนี้ได้เซ็นรับทราบข้อกล่าวหาทั้ง 3 ข้อหา ซึ่งตนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ตำรวจแจ้ง หลังจากนี้จะชี้แจงต่อทางตำรวจเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีกำหนดชี้แจงก่อนวันที่ 15 พ.ค.นี้ ส่วนตัวเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจ แต่มีความกังวลในกรณีที่คดีนี้ขึ้นกับศาลทหาร ไม่ขึ้นศาลพลเรือน ส่วนเหตุใดที่ขึ้นกับศาลทหารนั้น เป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย ซึ่งต้องให้ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ชี้แจง  
อย่าให้เป็นเรื่องของธนาธร
    "ทุกท่านครับ อย่าทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของธนาธร เพราะมันไม่ใช่เรื่องของธนาธร เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เรื่องนี้มีคนอื่นติดคุกมาแล้วก่อนหน้าธนาธรเยอะแยะไปหมด อย่าทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของผม เพราะมันไม่ใช่ เป็นเรื่องของคนที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของทุกคน ความยุติธรรมที่ทำกับเราคนหนึ่งคือความยุติธรรมที่ทำต่อเราทุกคน”
    เขากล่าวว่า กรณีที่ตัวแทนเจ้าหน้าที่ทูตที่มาสังเกตการณ์ในวันนี้ ได้สอบถามตำรวจในเรื่องของรูปคดีว่าเหตุใดถึงขึ้นศาลทหาร เหตุใดคดีถึงล่าช้า และ จะใช้เวลานานเท่าไร ซึ่งทางตำรวจได้ชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ทูตว่าขณะนั้นเป็นช่วงปรับเปลี่ยนตำแหน่งและผู้รับผิดชอบคดีเกษียณอายุราชการ ทำให้คดีล่าช้า
     นายธนาธร?ได้ระบุอีกว่า ขอให้สังคมให้ความเป็นธรรมกับตำรวจ เพราะเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นมืออาชีพ
          ก่อนเดินทางกลับ นายธนาธรได้พูดกับประชาชนที่มาให้กำลังใจอีกครั้ง โดยให้สลายตัวกลับบ้านด้วยความสงบ พร้อมขออย่าให้ใครฉวยโอกาสในการสร้างสถานการณ์ และระบุว่าจะแจ้งความคืบหน้าทางเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวและเพจของพรรคให้ทราบ ก่อนจะชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว โดยมีประชาชนร่วมชู 3 นิ้วด้วย
    ด้านนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายธนาธร กล่าวถึงประเด็นที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุว่าคดีของนายธนาธรอยู่ในอำนาจศาลทหาร ว่าถ้าตีความตามกฎหมาย คสช.นั้น คดีนี้เกิดขึ้นปี 2558 จึงไม่ได้ผลจากคำสั่ง คสช.ที่ 55/2559 ที่ให้ก่อนมีคำสั่งนี้ให้คดีลักษณะดังกล่าวขึ้นศาลทหาร พล.ต.อ.ศรีวราห์จึงยืนยันว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร แต่ในความเห็นของตน แม้คดีนี้จะเกิดปี 2558 แต่เพิ่งมามีการดำเนินคดีในช่วงนี้ ประกอบกับหลังปี 2559 ได้มีรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งแบ่งแยกอำนาจของศาลทหารและศาลพลเรือนอย่างชัดเจน 
    ฉะนั้นในความเห็นของเรา บวกกับหลายคดีที่เราได้ชนะ และมีแนวคำวินิจฉัยมาว่าคดีนี้ต้องขึ้นศาลพลเรือน โดยข้อโต้แย้งตรงนี้ที่เราไม่ได้โต้แย้งระหว่างการสอบสวน เนื่องจากเรายังไม่มีอำนาจโต้แย้งในขณะนี้ แต่เมื่อมีข้อสังเกตและทักท้วง ก็ควรที่จะมีการถามแนววินิจฉัยก่อน จะเห็นได้ในช่วงหลังคดีที่ขัดคำสั่ง คสช.จะขึ้นศาลพลเรือน โดยที่ไม่ได้มีการยกเลิกคำสั่ง คสช.ก็ตาม โดยเรื่องการยื่นให้วินิจฉัยเขตอำนาจศาลนั้น เราจะยื่นคำร้องในชั้นศาล เพราะในชั้นสอบสวนและอัยการ ศาลทหารเรายังไม่มีสิทธิยื่น อีกทั้งตอนนี้ก็ยังไม่ทีท่าทีชัดเจนสรุปสำนวนว่าจะมีคำสั่งเห็นสมควรสั่งฟ้องเราหรือไม่ เป็นแค่มีการแจ้งข้อหามา
         นายกฤษฎางค์กล่าวว่า ถ้าหากมีการส่งฟ้องเราในศาลทหาร ถึงเวลาเราจะยื่นคำร้องต่อศาลทหารให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมวินิจฉัยเขตอำนาจศาลเพื่อชี้ขาดในเรื่องนี้
"เสี่ยอ้วน"เชียร์ลั่น
    ซักว่าการที่นายธนาธรใช้รถพาผู้ต้องหาหนี ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายกฤษฎางค์แจงว่า แจ้งความจำนงว่าจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 15 พ.ค. ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าข้อกล่าวหาจริงหรือไม่ เนื่องจากนายธนาธรเองก็ยังจำข้อเท็จจริงในวันดังกล่าวไม่ค่อยได้ชัดเจน แต่เรารับในข้อเท็จจริงว่าในวันดังกล่าวเรามาชุมนุมร่วมกับประชาชนและนักศึกษาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
    วันเดียวกันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผยว่า ขอเป็นกำลังใจให้นายธนาธร และคณะผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสถานการณ์ที่ถูกมุ่งร้ายทางการเมืองครั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่แม้จะเป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่มีจุดยืนและเจตนารมณ์เพื่อประชาธิปไตยที่แน่วแน่ และเป็นหนึ่งใน 6 พรรคการเมืองที่ได้ร่วมลงสัตยาบันเป็นแนวร่วมต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช. 
    "ขอฝากไปยังกลไกรัฐและกลไกนอกระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่า ท่านไม่ควรสร้างเงื่อนไขใดๆ ที่จะนำไปสู่สถานการณ์ที่ไม่ปกติ ประชาชนไทยไม่ต้องการเห็นอุบัติเหตุทางการเมืองใดๆ ที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมทรุดของประเทศอีกต่อไป หยุดคุกคามพรรคการเมืองและบุคคลที่มีความเห็นต่าง หยุดสร้างเงื่อนไขที่จะฉุดรั้งประเทศมิให้ก้าวไปข้างหน้า หยุดขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของทุกคน"
    นายภูมิธรรมยังระบุว่า หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. แทนที่จะทำให้ประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยด้วยความสันติ โปร่งใส ปัญหาหลายๆ ด้านจะได้รับการแก้ไข กลับกลายเป็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยิ่งรู้สึกหมดหวังและคลางแคลงสงสัยต่อกระบวนการทำงานที่เต็มไปด้วยปัญหาและข้อบกพร่องในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. จนเกิดเป็นประเด็นสื่อสารทั่วไปว่า มีส่วนสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของรัฐบาล คสช.หรือไม่ ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ เกิดขบวนการที่พยายามจัดการกับบุคคลและพรรคการเมืองที่มีความเห็นต่าง 
    "โดยเฉพาะการดำเนินการกับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนมากเป็นอันดับ 3 จากการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการสร้างวาทกรรม ป้ายสี ปองร้ายจากกลไกทั้งในและนอกระบบ ใช้การกล่าวหาทางคดีเพื่อทำให้เกิดความเสียหาย ปลุกกระแสสังคมเพื่อสร้างความเกลียดชังอย่างไร้ข้อเท็จจริง" เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าว.


 ยินดีกับ "โอ๊ค-พานทองแท้" เขาหน่อย! เพราะเมื่อวาน (๒๘ พ.ค.๖๓) มีรายงานอ้าง "แหล่งข่าว" เผยแพร่ ว่าคดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย ๑๐ ล้านบาท ที่ "โอ๊ค-พานทองแท้" เป็นจำเลย และศาลชั้นต้นยกฟ้องไปเมื่อ ๒๕ พ.ย.๖๒ 

ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"
ไม่มีประยุทธ์ "พปชร.ขายอะไร?"