แฉ'ธนาธร'เชิญ12ทูตร่วมม็อบ


   


    โป๊ะแตก! กระทรวงการต่างประเทศแฉ "ธนาธร" เป็นคนเชิญ 12 ทูตประเทศอียู ผู้สังเกตการณ์ยูเอ็นไปร่วมม็อบที่ สน.ปทุมวัน เตรียมทำหนังสือชี้แจง ขณะที่อดีตรอง ผอ.สำนักข่าวกรองฯ จวกยับเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน จี้หยุดการกระทำอันน่ารังเกียจ ด้าน "ช่อส้มหวาน" แจง ถึงเชิญมาเองก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเพราะมีความสัมพันธ์อันดี รองโฆษก คสช.ตอกแอมเนสตี้อย่าสร้างความแตกแยก
    น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้แทนของสถานเอกอัครราชทูตและองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง ไปร่วมรับฟังการรับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจปทุมวันของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ติดตามข่าวดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้มีหลายภาคส่วนแสดงความวิตกกังวลมายังกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นทราบว่าคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศที่ไปปรากฏตัวในวันนั้นเป็นเพราะได้รับเชิญจากนายธนาธรเอง
    เมื่อถามว่ากระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการอะไรต่อไปหรือไม่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศตอบว่า กระทรวงการต่างประเทศจะทำการชี้แจงข้อเท็จจริงกับคณะทูตต่อไป
    ด้านนายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า คนไทยจำนวนมากรู้สึกประหลาดใจกับบทบาทของบุคคลที่เรียกตัวเองว่านักการทูตจำนวนหนึ่ง ที่อ้างว่าไปสังเกตุการณ์ที่สถานีตำรวจปทุมวัน บทบาทเช่นนี้เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้ มันเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย มันเป็นการกระทำผิดสนธิสัญญาเจนีวาที่จะไม่แทรกแซงกิจการภายใน
    "ประเทศที่มักชอบอ้างประชาธิปไตย ส่งเสริมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ สนับสนุนกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย ที่เรียกว่าอาหรับสปริง ได้ทำให้ซีเรีย ลิเบีย เยเมนบ้านแตกสาแหรกขาด เกิดสงครามภายในประเทศ ประชาชนตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดคลื่นอพยพของประชาชนหลบภัยสงครามออกนอกประเทศนับเรือนล้านคน"
    นายนันทิวัฒน์ยังระบุว่า ประเทศที่มาของนักการทูตเหล่านั้นหยุดการกระทำอันน่ารังเกียจเสียทีเถิด ยิ่งกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้คนไทยเกลียดชังรัฐบาลของประเทศของท่าน เสียดายความสัมพันธ์ เสียดายความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีต่อประชาชนในประเทศเหล่านั้น อย่าให้ความอดทนของคนไทยหมดสิ้นลงต่อการกระทำของท่าน นี่เป็นคำเตือนที่มีต่อนักการทูตเหล่านั้น
ย้อนเกล็ด 'ธนาธร'
    นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา เผยว่า การที่นายธนาธรเชิญผู้แทนสถานทูตและองค์การระหว่างประเทศให้ไปที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน อันเป็นการยกย่องให้ความสำคัญแก่ชาวต่างประเทศมากกว่าหน่วยงานราชการของไทยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าพิจารณาถึงสิ่งที่นายธนาธรเคยกล่าวไว้คือ
    1.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำให้ประชาชนไทยนำไปใช้ในการดำรงชีวิต และสหประชาชาติได้ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ เป็นการจุดประกายการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียงไปสู่อาณารยประเทศทั่วโลกนั้น  เป็นเพียง "วาทกรรม" เท่านั้นเอง
    2.การที่คนไทยมีนิสัยชอบยิ้มให้แก่กันซึ่งชาวต่างประเทศทั่วโลกชื่นชมนั้น เพราะคนไทยไม่มีจุดยืน 3.ห้ามพระภิกษุตีระฆังหากมีเสียงรบกวนประชาชนที่อยู่ใกล้วัด และควรให้วัดย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่ห่างจากชุมชน 4.รัฐไม่ต้องอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ 5.การกราบไหว้ผู้อาวุโสและการไหว้ครูของนักเรียนเป็นพิธีกรรมที่ล้าหลังมากๆ ควรยกเลิก
    นายชูชาติระบุว่า กล่าวโดยรวมแล้วแสดงให้เห็นว่านายธนาธรไม่ได้มีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย ไม่ได้ภูมิใจในวัฒนธรรมอันดีงามประเพณีต่างๆ ที่บรรพบุรุษไทยสืบทอดกันมาตั้งแต่ราชอาณาจักรสยามได้ก่อตั้งขึ้นในผืนแผ่นดินนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่กล่าวว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็น "วาทกรรม" เท่านั้น แสดงให้เห็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของนายธนาธรว่ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรต่อสถาบันสูงสุดของไทย เหตุปัจจัยที่ทำให้นายธนาธรเป็นคนเช่นนี้คงเป็นเพราะบรรพบุรุษของนายธนาธรไม่ใช่คนไทยแท้ๆ แต่โบราณนั่นเอง
    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา นายธนาธรเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกฐานก่อความกระด้างกระเดื่อง เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 เป็นภัยต่อความมั่นคง ที่ สน.ปทุมวัน โดยมีกลุ่มคณะทูตจากหลายประเทศ อาทิ ทูตอียู, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ยูเอ็นร่วมสังเกตการณ์
    ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ช่วงเย็นของวันที่ 4 เม.ย. เจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติหรือยูเอ็นติดต่อมายังพรรคอนาคตใหม่ ทนายความของนายธนาธรและ สน.ปทุมวันด้วยตนเอง เรื่องนี้สามารถสอบถามไปยัง สน.ปทุมวันเองได้ ในส่วนของท่านทูตจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโปรหรืออียูนั้น พรรคอนาคตใหม่มีความสัมพันธ์อันดีอยู่แล้ว ทั้ง 12 ตัวแทนจากต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่จะมาร่วมสังเกตการณ์ พรรคอนาคตใหม่รู้ล่วงหน้า เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประสานสื่อมวลชนและ สน.ปทุมวัน 
ต่อให้เชิญเองก็ไม่น่าห่วง
    "ต่อให้คุณธนาธรเป็นผู้เชิญเอง ถ้าไม่ใช่ประเด็นน่าห่วงกังวลจริงๆ ตัวแทนนานาชาติเหล่านี้ก็จะไม่ร่วมติดตามสถานการณ์ เพราะมีธรรมเนียมทางการทูตในการทำงานอยู่ แต่ที่ 12 ตัวแทนนานาชาติมาร่วมสังเกตการณ์นั้น เพราะเห็นว่าการใช้กฎหมายความมั่นคงตามมาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นนั้นถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก และน่ากังวลมากขึ้นไปอีกเมื่อถูกใช้กับหัวหน้าพรรคการเมืองที่เพิ่งลงเลือกตั้งครั้งแรกแต่ได้รับ ส.ส.ถึง 80 กว่าที่นั่ง ซึ่งคดีดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของศาลทหาร พลเรือนจะต้องถูกนำขึ้นศาลทหารนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ ทั้งยังสงสัยว่าทำไมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีแล้วจึงถูกหยิบยกมาใช้ในช่วงนี้ ซึ่งข้อห่วงกังวลเหล่านี้ในการหารือร่วมกันที่ สน.ปทุมวัน พล.ต.อ.ศรีวราห์ก็รับทราบดี" 
    น.ส.พรรณิการ์บอกว่า ไม่ได้มองว่ากระทรวงการต่างประเทศดิสเครดิตทางการเมือง แต่มองว่า เป็นการสร้างเครดิตทางการเมืองให้นายธนาธรเสียมากกว่า ที่สามารถเชิญ 12 ตัวแทนจากนานาชาติมาร่วมได้ 
    "การที่ คสช.แถลงยืนยันศาลทหารมีความเป็นกลางนั้น ก็เป็นสิทธิ แต่เรื่องความเป็นกลางนั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร เพราะในประเทศที่ยึดถือระบอบประชาธิปไตย  ประเทศเจริญแล้ว ไม่มีใครนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร" โฆษกพรรคอนาคตใหม่กล่าว
    พันเอกหญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีแอมเนสตี้ออกมาเรียกร้องในคดีนายธนาธร โดยบอกว่าใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้ามการเมืองว่า อาจเป็นความเข้าใจที่สับสน เพราะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายกติกาสังคม ไม่น่าใช่การจะไปปิดหรือเปิดปากใคร เท่าที่เห็นการพูดแสดงความเห็นในเรื่องใดๆ ก็ยังทำได้ปกติ และด้วยลักษณะเฉพาะตัวของหลายๆ บุคคล เชื่อว่าไม่มีปัจจัยใดที่จะไปบีบบังคับใครได้ การให้ความเห็นของบางองค์กรต่างประเทศมีลักษณะเฉพาะตามธรรมเนียมองค์กรที่ได้รับข้อมูลมาแบบจำกัด ไม่ต่างจากอดีต ซึ่งเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คุ้นชิน
    ยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ  เช่นการใช้พยานหลักฐานในการพิสูจน์ความจริง การแก้ข้อกล่าวหา การใช้กลไกในกระบวนการสืบสวนสอบสวน การได้รับสิทธิคุ้มครองตามหลักกฎหมาย ไม่แตกต่างจากการดำเนินคดีของบุคคลอื่นในคดีอื่นๆ ในศาลเฉพาะทาง เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามหลักกฎหมาย เคารพในสิทธิเสรีภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดี 
    พันเอกหญิง ศิริจันทร์กล่าวว่า การดำเนินคดีเป็นไปตามเหตุแห่งพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองท่านใดฝ่ายใด หากเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ตามกระบวนการสากล
อย่าสร้างความแตกแยก
    สำหรับการพิจารณาคดีในอำนาจของศาลทหาร อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามกระบวนการยุติธรรม  ซึ่งผลการพิจารณาคดีที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏพบข้อกังขาใดๆ ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ
    ยืนยันเป็นกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ทุกฝ่ายได้พิสูจน์ความจริง เป็นสิ่งที่เป็นหลักสากล ไม่มีวิธีการใดเลยที่เป็นการปิดปากอย่างที่แอมเนสตี้ใช้คำนี้กล่าวหาทางการไทย
    ขอเรียนว่าสังคมไทยเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมีหลากหลายในความคิดเห็นทางการเมือง คนไทยทุกคนก็ยังได้รับการปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกัน ส่วนผู้ที่กระทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการตามหลักนิติรัฐ เพื่อความสงบสุขของสังคมไทย
    รองโฆษก คสช.บอกว่า การเรียกร้องสิทธิตามบทบาทขององค์กรก็ว่ากันไป แต่ควรหลีกเลี่ยงการสร้างให้สังคมไทยเกิดการแบ่งฝ่าย และขอให้รับฟังกระแสสังคมไทยส่วนใหญ่ต่อประเด็นดังกล่าวด้วย  เพื่อวางบทบาทขององค์กรในจุดที่พอเหมาะพอควรต่อไป
    แหล่งข่าวฝ่ายกฎหมาย คสช.เปิดเผยกรณีที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมาย หรือไอลอว์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ "คสช.โป๊ะแตก! แจ้งความธนาธรผิดท้องที่ สน.ปทุมวันไม่มีอำนาจทำคดีนี้"  ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการชุมนุมของกลุ่มนายโรม รังสิมันต์ พร้อมพวก เนื่องในครบรอบรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ที่หน้าหอศิลป์ ขณะเดียวกันที่จังหวัดขอนแก่นมีการจัดชุมนุมของ ไผ่ ดาวดิน ควบคู่กันไป ทำให้ทั้งคู่ถูกออกหมายจับ ต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย.58 กลุ่มนายโรม รังสิมันต์ พร้อมพวกได้เดินทางมาที่ สน.ปทุมวัน ร่วมกับผู้ชุมนุมประมาณ 200 กว่าคน และไผ่ ดาวดิน เดินทางมาจากขอนแก่นเข้าร่วมชุมนุมด้วย เพื่อท้าทายตำรวจให้ออกมาจับกุมตามหมายจับเพื่อหวังให้เกิดการปะทะ  และหากตำรวจไม่ออกมาจับกุมจะถูกแจ้งข้อหามาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
    ดังนั้น คสช.ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายธนาธรกระทำผิดมาตรา 116 สน.ปทุมวัน ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นเหตุการณ์เกิดในวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว สำหรับเหตุการณ์ในวันที่ 25 มิ.ย.ของอีกวันเป็นการชุมนุมของกลุ่มนายโรมพร้อมพวก ที่นั่งรถเมล์มาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และวันนั้นไม่มีนายธนาธรอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงไปแจ้งความกับ สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งเป็นความผิดอีกคดีหนึ่งต่างกรรม กัน แต่ไอลอว์ไปสร้างกระแสว่า คสช.แจ้งความผิด สน. จนทำให้เกิดความสับสน เพราะนายธนาธรพลาดที่ยอมรับว่าอยู่ในพื้นที่ชุมนุม และนายโรมขึ้นรถตู้ของตนในวันที่ 24 มิ.ย.จริง ถือว่าความผิดสำเร็จในตัว.


เอ่อ.......... ไม่รู้จะคุยอะไร เห็นบางพรรค บาง ส.ส.ทั้งแย่ง ทั้งทวง ทั้งขู่ จะเอาเก้าอี้รัฐมนตรีกัน

เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน