ชาวธาตุพนมตุ้มโฮมพัฒนาเมือง  อนุรักษ์เมืองเก่า ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘พระธาตุพนม’ เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม


   

(ภาพลายเส้นโดย Louis Delaporte ช่วงปี พ.ศ.2409-2411)

    พระธาตุพนมปูชนียสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทย-ลาวสองฝั่งโขงมาเนิ่นนาน  ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเสนอต่อองค์การยูเนสโกเพื่อให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม    ขณะเดียวกันชาวพระธาตุพนมกลุ่มหนึ่งในนาม กลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม  ตุ้มโฮมพัฒนาเมือง’  ได้ร่วมกันพัฒนาเมืองในด้านต่างๆ  เช่น  การฟื้นฟูศิลปะ  วัฒนธรรม  ประเพณี  การอนุรักษ์อาคาร  บ้านเรือนเก่า  ฯลฯ  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่เมืองมรดกโลกในครั้งนี้ด้วย

ประวัติศาสตร์พระธาตุพนม

    พระธาตุพนม ตั้งอยู่ที่อำเภอธาตุพนม  จังหวัดนครพนม  ห่างจากแม่น้ำโขงประมาณ  600 เมตร  เป็นปูชนีสถานที่คนไทย-ลาวสองฝั่งโขงเคารพสักการะมายาวนานหลายร้อยปี   ตำนานอุรังคธาตุบันทึกว่า  บริเวณที่ตั้งองค์พระธาตุพนมเคยเป็นที่ตั้งของเมืองศรีโคตรบูร  ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีโคตรบูร  องค์พระธาตุพนมเป็นเจดีย์หรือพระธาตุที่มีรูปทรงระฆังเหลี่ยม  มีลวดลายต่างๆ ประดับรอบ  สร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า  โดยเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูรและเจ้าเมืองต่างๆ  รวม 5 เมืองร่วมกันก่อสร้าง 

    ตามตำนานอุรังคธาตุระบุว่า  องค์พระธาตุพนมสร้างขึ้นในปี พ.ศ.8   ขณะที่ ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ  เสนอความเห็นว่า  รูปแบบดั้งเดิมของพระธาตุพนมน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะจาม ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 15  เมื่อถึงสมัยล้านช้างจึงมีการก่อเจดีย์ทรงระฆังเหลี่ยมทับเรือนธาตุที่มีมาแต่เดิม  (ขณะนี้กรมศิลปากรกำลังขุดชั้นดินบริเวณข้างพระธาตุเพื่อศึกษาหาอายุที่แท้จริงของพระธาตุพนม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอต่อองค์การยูเนสโก)

    องค์พระธาตุพนมมีการบูรณะซ่อมแซมมาเป็นระยะๆ  ครั้งล่าสุดคือในปี พ.ศ.2483-2484  ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม          มีหลวงวิจิตรวาทการ  อธิบดีกรมศิลปากรเป็นหัวหน้าในการบูรณะ  โดยกรมศิลปฯ ได้สร้างครอบพระธาตุองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ 3 ขึ้นไป  มีรูระบายอากาศบนส่วนยอดรอบด้าน  และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก 10  เมตร   รวมความสูงของพระธาตุ  57 เมตร

    ในเดือนสิงหาคม 2518  องค์พระธาตุพนมที่มีความเก่าแก่ได้พังทลายลงมา  สันนิษฐานว่าในการบูรณะในสมัยจอมพล ป.   ไม่ได้สร้างฐานล่างขึ้นมาใหม่ให้มีความแข็งแรง  แต่ได้บูรณะโดยการครอบพระธาตุองค์เดิมด้วยคอนกรีตและต่อยอดพระธาตุให้สูงขึ้นอีก 10 เมตร  ฐานล่างเดิมจึงรับน้ำหนักมากขึ้น  และเมื่อเกิดฝนตก  น้ำฝนได้ไหลเข้าสู่รูระบายอากาศ  ทำให้เกิดความชื้นสะสมยาวนานหลายสิบปีจนทำให้อิฐที่ก่อเป็นองค์พระธาตุเสื่อมสภาพ 

พระธาตุพนมจึงแตกร้าวล้มลงในที่สุด....สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้แก่พี่น้องไทย-ลาวทั่วทั้งสองฝั่งโขง !!

    หลังพระธาตุพนมล้ม  ชาวไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์เพื่อก่อสร้างพระธาตุพนมขึ้นมาใหม่ทั้งองค์  โดยรักษาโครงสร้าง  ขนาด  รูปแบบ  และลวดลายจำหลักต่าง ๆ ให้เหมือนองค์เดิม  สูงเท่าองค์เดิม  คือ 57 เมตร        แต่ขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย   โดยสร้างครอบฐานพระธาตุองค์เดิม  ซึ่งยังเหลืออยู่ประมาณ 6 เมตรเศษ  สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  ข้างในกลวงเป็นโพรง  มีคานยึด 5 แห่ง  มีกรุสำหรับบรรจุพระอุรังคธาตุ 1 กรุ  และมีกรุสำหรับบรรจุสิ่งของที่พบเมื่อพระธาตุพังทลายลงมา 8 กรุ แล้วเสร็จในปี 2522

    ในเดือนมีนาคมปีนั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 9  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์  ได้เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีเชิญพระอุรังคธาตุขึ้นบรรจุในองค์พระธาตุพนม  เพื่อเป็นสถานที่สักการะบูชาของศาสนิกชนสืบต่อไป..!!

เสนอพระธาตุพนมสู่เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม

    ในแต่ละวันจะมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมากราบสักการะพระธาตุพนมวันละหลายพันคน  โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  และเทศกาลต่างๆ  ส่วนประเพณีที่สำคัญเกี่ยวกับพระธาตุพนมก็คือ  งานนมัสการพระธาตุพนมหรือ งานบุญเดือนสาม เป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน       งานนมัสการพระธาตุพนม  จะจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี  โดยถือเอาวันขึ้น  8 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันแรกของงาน  และไปสิ้นสุดในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3  โดยในตอนเช้าของงานนมัสการพระธาตุพนมวันแรกจะมีพิธีดำน้ำในแม่น้ำโขงเพื่ออัญเชิญรูปหล่อพระอุปคุต (พระอรหันต์รูปหนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)   แห่มายังวัดพระธาตุพนม  เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้  เชื่อกันว่าผู้ที่สักการะบูชาพระอุปคุตแล้วจะก่อให้เกิดลาภผล  ความมั่งมี  ขจัดภยันตราย ฯลฯ  

(เหล่าศาสนิกชนหลั่งไหลมางานนมัสการพระธาตุพนม)

    หลังจากนั้นในช่วงก่อนเที่ยงจะมีพิธีถวายพีชภาค   โดย ‘กลุ่มข้าโอกาส’  จะนำผลผลิตทางการเกษตร  เช่น  ข้าว  ข้าวโพด  กล้วย อ้อย  และผลผลิตที่ได้จากที่ดินของวัดมาถวายพระธาตุ   เพื่อให้ได้รับอานิสงส์อยู่ดีกินดี  มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  มีอายุยืนยาว  นอกจากนี้ยังมีพิธี ‘เสียค่าหัว’ ให้แก่พระธาตุ  หรือการถวายเงินเพื่อบำรุงพระธาตุพนม  เป็นประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ  เป็นสัญลักษณ์การถวายเครื่องบรรณาการแด่ผู้สร้างพระธาตุพนม

    ตอนค่ำจะมีการรำบูชาพระธาตุพนม  และการแสดงธรรมเทศนาประกอบพิธีเวียนเทียนสักการะพระธาตุพนม  โดยในแต่ละปีจะมีประชาชนชาวไทยและลาวหลั่งไหลเข้าร่วมนมัสการพระธาตุพนมวันละนับแสนคน  ถือเป็นงานบุญประเพณีที่ใหญ่ที่สุดของชาวอีสาน

    จากประเพณี  ความเชื่อ  ความเคารพศรัทธาในองค์พระธาตุพนมที่มีมาเนิ่นนาน   และที่สำคัญคือ  องค์พระธาตุที่มีความโดดเด่น  สวยงาม  มีเอกลักษณ์   ชาวนครพนมจึงมีแนวคิดในการเสนอองค์พระธาตุพนมให้เป็นเมืองมรดกโลกต่อองค์การยูเนสโก (องค์การการศึกษา  วิทยาศาสตร์  และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ /United  Nations  Educational, Scientific and Cultural Organization = UNESCO) ซึ่งมีหน้าที่ในการรับรองและส่งเสริมการเป็นเมืองมรดกโลก  เพื่อสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้แก่ชาวนครพนม  รวมทั้งยังมีผลต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย

    ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวเริ่มมาจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้ว่าฯ จ.พระนครศรีอยุธยาที่เป็นเมืองมรดกโลกมาก่อน (ปี 2534 ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน ‘นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร’ เป็นเมืองมรดกโลก) จึงนำแนวคิดนี้มาขยายผล  และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม (นวน  เขมจารี  พ.ศ.2533-2544) ได้พยายามสานต่อแนวคิดนี้ผ่านทางข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด  สถาบันการศึกษา  และญาติโยมมาอย่างต่อเนื่อง

เส้นทางสู่มรดกโลก

    ในเดือนกรกฎาคม 2559  จังหวัดนครพนมได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเพื่อขอขึ้นทะเบียนพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก  และต่อมาได้จัดทำข้อมูลเพื่อเสนอพระธาตุพนมเข้าสู่บัญชีเบื้องต้น  (Tentative List) ต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และกระทรวงวัฒนธรรม  ฯลฯ 

    วีระ  โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า  พระธาตุพนมเป็นศาสนสถานที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากล      มีคุณสมบัติในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก  3 เกณฑ์  ได้แก่  เกณฑ์ที่ 1 เป็นตัวแทนที่แสดงถึงผลงานชิ้นเอกที่ทำขึ้นด้วยอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษย์  เกณฑ์ที่ 2 เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อในด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมสถาน  ประติมากรรม  ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องหรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์  และ เกณฑ์ที่ 6  มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์หรือบุคคลที่มีความสำคัญหรือความโดดเด่นในประวัติศาสตร์

    วันที่  24 มกราคม 2560  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรมนำเสนอพระธาตุพนมเข้าสู่บัญชีเบื้องต้น (Tentative List) ไปที่ยูเนสโก เพื่อนำเสนอเป็นแหล่งมรดกโลก

    วันที่ 12   กรกฎาคม  2560 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ  ครั้งที่ 41 ณ เมืองคราคูฟ  ประเทศโปแลนด์  มีมติเห็นชอบให้บรรจุพระธาตุพนมในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลก  องค์การยูเนสโก

    ส่วนขั้นตอนการดำเนินการเพื่อให้พระธาตุพนมได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกในขณะนี้ก็คือการจัดทำร่างเอกสารนำเสนอ (Nomination Dossier) ไปยังยูเนสโกก่อนวันที่ 1   กุมภาพันธ์  2564  หลังจากนั้นคณะกรรมการมรดกโลกจะพิจารณาและประกาศผลในเดือนกุมภาพันธ์  2565  ว่าพระธาตุพนมจะได้ขึ้นบัญชีเป็นเมืองมรดกโลกหรือไม่..!!

    อย่างไรก็ดี  ก่อนหน้านี้กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนออุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี  เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในปี 2559 แต่คณะกรรมการฯ ได้ส่งเรื่องกลับมาเพื่อให้ทางไทยดำเนินการใหม่ในหลายประเด็น  เช่น  การกำหนดอายุหลักฐานทางโบราณคดีที่ยังขาดความชัดเจน

    “เรานำกรณีภูพระบาทมาศึกษา  เพื่อให้การนำเสนอพระธาตุพนมมีความพร้อมสมบูรณ์ข้อมูลทุกด้าน  ต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์  คุณค่าสถาปัตยกรรม  เพื่อให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาและคุณค่าของพระธาตุพนม  โดยเฉพาะด้านโบราณคดีต้องมีการขุดค้นเพิ่มเติม  เพื่อบ่งบอกถึงความเก่าแก่  อายุ ชั้นดิน  ที่ต้องศึกษาวิเคราะห์ช่วงเวลาและยุคสมัยที่ชัดเจน  รวมทั้งการจัดทำผังกำหนดขอบเขตพื้นที่มรดกโลก  และพื้นที่กันชน  ตลอดจนจัดทำแผนบริหารจัดการ  การพัฒนาปรับปรุงบริเวณที่จะเป็นมรดกโลก เช่น ตั้งศูนย์บริการท่องเที่ยว ศูนย์ข้อมูลหรือพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น”   วีระ  โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรมกล่าว

กลุ่มข้าโอกาสธาตุพนม  ตุ้มโฮมพัฒนาเมือง’ 

    ข้าโอกาส คือ กลุ่มคนที่มีหน้าที่ดูแลรักษาพระธาตุพนม  ในสมัยก่อน  กษัตริย์หรือเจ้าเมืองแถบลุ่มน้ำโขงจะนำข้าทาสและบริวารมาถวายให้เป็นข้าพระธาตุ ทำหน้าที่ดูแลรักษาองค์พระธาตุด้วยการถวายสิ่งของและจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลตามวันสำคัญทางศาสนา   โดยให้ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ใกล้พระธาตุ  จนมีลูกมีหลานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้  แต่ปัจจุบัน ข้าโอกาส มีความหมายรวมถึงกลุ่มคนที่มีความศรัทธาต่อพระธาตุและร่วมกันทำนุบำรุงพระธาตุให้มีความยั่งยืนสืบต่อไป

(ธนัตชัย คำป้อง)

    ธนัตชัย  คำป้อง  ประธาน กลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม  ตุ้มโฮมพัฒนาเมือง เล่าว่า กลุ่มข้าโอกาสฯ เกิดจากการรวมตัวกันของชาวธาตุพนม  มีคณะกรรมการจำนวน 18 คน  ซึ่งมีทั้งนักธุรกิจ  ครู  ลูกหลานกลุ่มข้าโอกาส  อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนครพนม  ฯลฯ  ที่ต้องการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้มีความเจริญ  ขณะเดียวกันก็จะอนุรักษ์และฟื้นฟูประเพณี  ศิลปะ  วัฒนธรรม  ตลอดจนอาคารบ้านเรือนที่มีความเก่าแก่ก่อสร้างมานานนับร้อยปีให้คงอยู่  และเป็นเอกลักษณ์ของเมืองธาตุพนม จึงรวมตัวกัน (ตุ้มโฮม) จัดตั้งกลุ่มข้าโอกาสฯ ขึ้นมาในปี 2561

    “นอกจากนี้เมืองธาตุพนมยังประกอบด้วยกลุ่มคนหลายเผ่าพันธุ์  มีทั้งคนไทยอีสาน  ผู้ไท  ลาว  กะเลิง  ญ้อ  จีน  เวียดนาม  มีวัฒนธรรม  ประเพณี  และอาหารการกินที่หลากหลาย  กลุ่มข้าโอกาสฯ จึงอยากให้คนต่างถิ่นหรือนักท่องเที่ยวที่มาสักการะพระธาตุพนมแล้วกลับไป  ได้แวะมาศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ของท้องถิ่น  และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอีกด้วย”  ประธานกลุ่มข้าโอกาสฯ เล่าถึงความเป็นมา

    กิจกรรมที่กลุ่มข้าโอกาสฯ ดำเนินการมี 5 ด้าน  คือ 1.การพัฒนาเมืองธาตุพนม  โดยการอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนเก่า  ย่านเมืองเก่า  2.การอนุรักษ์ ส่งเสริมศิลปะ  วัฒนธรรม  ประเพณี  อาหาร  ความหลากหลายทางชาติพันธุ์  3.การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน โดยจัดกิจกรรม ‘ถนนคนเดิน’ ทุกเย็นวันเสาร์  บริเวณตลาดเก่า ตั้งแต่ริมแม่น้ำโขง-ซุ้มประตูโขง  มีการออกร้านจำหน่ายอาหาร ผักปลอดสารพิษ สินค้าพื้นบ้าน  และการแสดงท้องถิ่น 4.การดูแลสาธารณูปโภคต่างๆ

    และ 5. ส่งเสริมให้ประชาชนที่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ตามโครงการ ‘บ้านมั่นคง’ ของสถาบันพัฒนาองค์กร (องค์การมหาชน) ขณะนี้มีสมาชิกจำนวน 90 คนที่เข้าร่วมโครงการ  โดยสมาชิกจะต้องออมเงินเพื่อเป็นทุนในการซื้อที่ดินและสร้างบ้านอย่างน้อยเดือนละ 100   บาท/ราย  เริ่มออมเงินเมื่อกลางปี 2561  เมื่อมีสมาชิกครบ 100 รายจะจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน เพื่อซื้อที่ดินมาจัดทำโครงการบ้านมั่นคง  โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะให้การสนับสนุนโครงการ

    “ส่วนการสนับสนุนให้พระธาตุพนมเป็นเมืองมรดกโลกนั้น  กลุ่มข้าโอกาสฯ ได้จัดเวทีประชาคม  ลงไปพูดคุยกับหมู่บ้าน  โรงเรียนต่างๆ รวมทั้งจัดเวทีพูดคุยเรื่องพระธาตุพนมสู่เมืองมรดกโลกที่ถนนคนเดินเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  เพื่อให้ชาวธาตุพนมได้รับรู้ข้อมูล  ร่วมกันสนับสนุน  และเกิดความภาคภูมิใจที่พระธาตุพนมจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นเมืองมรดกโลกด้วย”  ประธานกลุ่มข้าโอกาสฯ กล่าวในตอนท้าย

 

‘เฮือนนายฮ้อยอุ่น” พิพิธภัณฑ์มีชีวิต

(เฮือนนายฮ้อยอุ่น  ภาพถ่ายปี พ.ศ.2489 นายฮ้อยอุ่นนั่งกลางอุ้มเด็ก)

    เมืองธาตุพนมตั้งอยู่ริมน้ำโขง  เป็นเมืองเก่าแก่และมีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ สมัยฝรั่งเศสยึดครองอินโดจีนเมื่อร้อยปีก่อน  มรดกตกทอดที่ยังคงปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  นอกจากขนมปังฝรั่งเศสยัดไส้หมูยอแล้ว  อาคารหรือสิ่งก่อสร้างสไตล์ ‘โคโลเนียน’ (ศิลปะแบบอาณานิคม) สีเหลืองเข้ม  เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป  ตั้งแต่เวียดนามลงมาลาวและเขมร  รวมถึงเมืองชายแดนริมน้ำโขงของไทย  เช่น  นครพนม

    ประกาศิต จันทศ  กรรมการกลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม ตุ้มโฮมพัฒนาเมือง  เจ้าของมรดก ‘บ้านนายฮ้อยอุ่น’ บอกว่า  เดิมในเขตเทศบาลตำบลพระธาตุพนมมีอาคารบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียนที่ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสจำนวนกว่า 20 แห่ง  แต่ปัจจุบันถูกทุบทิ้งไปแล้วประมาณ  10 แห่ง  เนื่องจากอาคารเดิมมีสภาพทรุดโทรม  ลูกหลานไม่เห็นคุณค่า หรือไม่มีเวลาดูแลรักษา  จึงทุบทิ้งเพื่อสร้างเป็นบ้านทรงสมัยใหม่ 

    เมื่อมีการตั้งกลุ่มข้าโอกาสฯ ขึ้นมา จึงมีหลายหน่วยงานมาให้คำแนะนำและให้การสนับสนุนเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูอาคารเก่าเหล่านี้  เช่น  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฯลฯ  กลุ่มข้าโอกาสฯ จึงเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของอาคารต่างๆ เพื่อให้รักษาเอาไว้เป็นมรดกของลูกหลานและเป็นเอกลักษณ์ของเมืองธาตุพนม  จนประสบผลสำเร็จหลายหลัง 

    เช่น  โรงแรมไม้ ‘ชัยวัณย์’ (ชื่อเดิม ‘ไมตรี’) ขนาด 2 ชั้น  สร้างตั้งแต่ปี 2460 ปัจจุบันมีอายุกว่า 100 ปี  ทายาทรุ่นปัจจุบันจะรื้อทิ้ง  แต่เมื่อเห็นคุณค่า  ขณะนี้จึงปรับปรุงโดยยึดโครงสร้างเดิม  เพื่อเตรียมเปิดเป็นเกสต์เฮ้าส์ขนาด 4   ห้องใหญ่  มีความโดดเด่น  เพราะเป็นเรือนไม้เก่า  มีลวดลายฉลุ  ด้านหน้าชั้นล่างเป็นประตูไม้บานเฟี้ยมทั้งหมด  นอกจากนี้ยังมี ‘โรงแรมสีฟอง’  สไตล์โคโลเนียน  สร้างตั้งแต่ปี 2484 ปัจจุบันปรับปรุงและเปิดบริการแล้ว  ฯลฯ

    ส่วน ‘บ้านนายฮ้อยอุ่น จันทศ’   ตั้งอยู่ริมถนนพนมพนารักษ์  เป็นอาคาร 2   ชั้น  ขนาด 5 คูหา  (เดิมชั้นล่างเป็นห้องโถงโล่ง) ก่อสร้างในปี 2479  โดยจ้างช่างชาวเวียดนาม ซึ่งในขณะนั้นฝรั่งเศสยังมีอิทธิพลอยู่ในอินโดจีน  การสร้างตึกสไตล์โคโลเนียนจึงได้รับความนิยมทั่วไป  รวมทั้งในเมืองไทย  เพราะแสดงถึงความทันสมัย  รูปทรงสวยงาม  โดยเฉพาะสถานที่ราชการ  เช่น  จวนผู้ว่าฯ จ.นครพนม (หลังเก่า) และบ้านของพ่อค้าหรือผู้ดีมีสตางค์

    “สมัยก่อนคุณตาอุ่นเป็นพ่อค้า ขายสินค้าต่างๆ รวมทั้งวัวควาย ต้อนลงไปขายที่กรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา เงินที่ใช้ซื้อขายสมัยก่อนจะเป็นเงินเหรียญมีรูตรงกลาง  พ่อค้าจะเอาเชือกมาร้อยเหรียญเป็นพวงเพื่อความสะดวก  คนทั่วไปจึงเรียกว่า ‘นายร้อย’ หรือ ‘นายฮ้อย’ ในภาษาอีสาน  เวลาคุณตากลับมาจากการค้าขายแล้ว จะใช้เวลาเป็นวันๆ เพื่อนับเงิน”  ทายาทคุณตาอุ่นบอกถึงที่มาของคำว่านายฮ้อย  และจากการค้าขายนี่เอง  ทำให้นายฮ้อยอุ่นสะสมเงินทองขยายกิจการต่างๆ ออกไป  รวมทั้งสร้างตึกสไตล์โคโลเนียนขึ้นมา

    นายฮ้อยอุ่นถือว่าเป็นพ่อค้าที่มีความคิดก้าวหน้าในสมัยนั้น  เพราะอาคาร 5 ห้องสไตล์โคโลเนียนที่สร้างขึ้นมาได้เปิดเป็นโรงเรียนมัธยมเอกชนในปี 2481 ใช้ชื่อว่า ‘โรงเรียนพนมราสต์วิทยา’ โดยจ้างครูมาสอน  เด็กที่มาเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานข้าราชการและพ่อค้าที่มีเงิน  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  พ.ศ.2484-2488 โรงเรียนต้องปิดเพื่อหนีภัยสงคราม  หลังจากนั้นจึงเปิดสอนตามปกติ  และปิดตัวลงในปี 2493  เนื่องจากในขณะนั้น  โรงเรียนมัธยมของทางรัฐบาลขยายมาเปิดที่อำเภอธาตุพนมและได้รับความนิยมมากกว่า

    หลังโรงเรียนปิด นายฮ้อยอุ่นได้ใช้อาคารหลังนี้เป็นที่เก็บสินค้าต่างๆ เช่น  เกลือสินเธาว์  ข้าวสาร  ของป่า  ซื้อมาและขายไปทั่วหัวเมืองอีสานในแถบลุ่มน้ำโขง  รวมทั้งลาวและพม่า  และยังทำธุรกิจหลายอย่าง  เช่น  ชักลากไม้แปรรูปไม้  เดินรถโดยสาร  ก่อนจะยุติบทบาทเนื่องจากย่างเข้าสู่วัยชรา  นายฮ้อยอุ่นมีอายุยืนถึง 100 ปี  โดยเสียชีวิตในปี 2533

 

(สภาพเฮือนนายฮ้อยอุ่นในปัจจุบัน)

    ปัจจุบันประกาศิตปรับปรุงอาคารหลังนี้ที่ได้รับมรดกจำนวน 1 ห้อง  เพื่อเตรียมเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่มีชีวิต  บอกเล่าเรื่องราวของเมืองธาตุพนมและนายฮ้อยอุ่น แสดงข้าวของต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่  เช่น  โต๊ะเรียนสมัยสงครามโลก หนังสือเรียน ภาพเก่า  ฯลฯ  เป็นการชุบชีวิตอาคารบ้านเรือนเก่า  เพื่อเติมเสน่ห์ให้แก่เมืองและพระธาตุพนมได้ก้าวสู่เมืองมรดกโลกต่อไป...!!


ธนาธร".......... กลายเป็น "เด็กสวน" ไปซะแล้ว! เมื่อวาน (๒๓ พ.ค.๖๒) สวมบทพระเอกฟิวเจอริสตา ทำเฟี้ยวใส่ "ศาลรัฐธรรมนูญ"

จากหุ้นถึง 'เงินกู้' ธนาธร
ความคิด 'ส่วนเกิน' ประชาธิปัตย์
ปัญหาพรรคหรือปัญหาประเทศ?
'พระอุปคุต' ผู้ขจัดมารประเทศ
ระบอบทักษิณแพ้อีกยก
เหตุที่ไม่มีรัฐบาลเพื่อไทย