'ประสาร'ซูฮก'เดชา'สง่างามท่ามกลางเงื้อมมือของกฎหมาย


   

20 เม.ย.62 - นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกวุฒสภา เผยแพร่บทความเรื่อง "สง่างาม  ท่ามกลางเงื้อมมือของกฎหมาย" ผ่าน www.thaipost.net โดยมีเนื้อหาดังนี้

เหตุการณ์ #SaveDecha   ไม่ใช่ข่าวคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนข่าวสารอื่นๆ  แต่เป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์แห่งการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ของวงการกัญชาในประเทศไทย

เป็นปรากฏการณ์การเผชิญหน้าระหว่างพลังทางศีลธรรมกับพลังทางกฎหมายของบ้านเมืองอย่างแหลมคม กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่เรียกความสนใจจากสังคมไทยทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562  ตำรวจชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จ.สุพรรณบุรี ทหาร และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ภาค 7  เข้าตรวจค้นมูลนิธิข้าวขวัญ  ต.สระแก้ว  อ.เมือง  จ.สุพรรณบุรี จับกุมนายพรชัย    ชูเลิศ  เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ  พร้อมของกลางเป็นกัญชา 200 ต้น น้ำกัญชาสกัด กัญชาบดแห้ง และเมล็ดกัญชาตากแห้งบรรจุถุง  และออกหมายเรียก อ.เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เพื่อแจ้งข้อหาร่วมกันผลิตกัญชาและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต คือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ในเวลานี้ เหตุการณ์คลี่คลายไปแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งต่อบุคคลที่ถูกจับกุม และต่อวงการผลิตสารสกัดจากกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์  นายกรัฐมนตรีสั่งการให้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิข้าวขวัญ และการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์จากกัญชาต่อวงการสาธารณสุข อย่างเป็นจริงเป็นจัง

"เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน เป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ และอยู่เหนือกฎระเบียบใดๆ ”  นี่คือคำประกาศของ อ.เดชา ศิริภัทร ที่องอาจและสวยงามยิ่ง

อ.เดชา ผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อการรักษา โดยรู้ทั้งรู้ว่าการผลิตดังกล่าวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ก็ทำ เนื่องจาก

“เรื่องแบบนี้รอให้ถูกกฎหมายค่อยทำ มันไม่ทันหรอก ทำไปแล้วให้มันถูกกฎหมายง่ายกว่า มันได้ผลจริงนะครับ  ได้ผลอย่างปฏิเสธไม่ได้เลย ..... แล้วถ้าไม่ทำอะไรเลย กฎหมายจะเปลี่ยนไหม พวกเรานี่แหละต้องเรียกร้องให้กฎหมายเปลี่ยน คนส่วนน้อยเขียนกฎหมาย  ประโยชน์ก็อยู่กับคนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่อยากได้ประโยชน์ก็ต้องเรียกร้อง หากต้องการเปลี่ยนกฎหมาย มันต้องเกิดจากคนข้างล่าง.... เราต้องทำอะไรที่เป็นประโยชน์ทันที เราต้องออกนอกกรอบบ้าง แต่มีเป้าหมายชัดเจน เอาคุณค่าเป็นของจริง อย่าเอามูลค่ามาตัดสินกัญชา ”  

แรงบันดาลใจของ อ.เดชา ศิริภัทร นี้เอง ผนวกกับจิตสัมผัสของ อ.เดชา ที่รับเอาพลังของแม่โพสพ เทพธิดาแห่งข้าวที่ อ.เดชา น้อมเคารพมาตลอดชีวิต ที่ทำให้เขามีความหาญกล้าทางจริยธรรมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงคุกตารางอันหมายถึงอิสรภาพของตัวเขาเอง

การจับกุมครั้งนี้มีผลด้านบวกเป็นอเนกประการ

1.มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสาร

สกัดกัญชา นำไปสู่ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงหลังสงกรานต์นี้ 11 หน่วยงานทั้งภาคราชการ เช่น คณะเภสัชศาสตร์ของ 3 มหาวิทยาลัย  องค์การเภสัชกรรม มูลนิธิข้าวขวัญ  ป.ป.ส. ฯลฯ จะร่วมกันกำหนดทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชาของไทย ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และอวยประโยชน์แก่ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ และมีการแบ่งงานกันทำตามความสันทัดของแต่ละหน่วยงาน

นี่ยังเป็นการให้บทเรียนหน่วยราชการที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจควบคุม จับกุม โดยมองว่ากัญชาเป็นสารเสพติดนั้น ต้องเปลี่ยนมุมมองไปสู่การร่วมกันศึกษาวิจัย พัฒนายาจากสารสกัดกัญชา เพื่อประโยชน์ของประชาชน เป็นการขับเคลื่อนเชิงรุก โดยก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมาย

 

2.ปรากฏการณ์ # SaveDecha  ผ่านพลังสื่อสังคม ( Social  Media ) ทั้งขององค์กรภาค

ประชาชน  องค์กรภาควิชาการ และปัจเจกชน จำนวนมากมายมหาศาล นับเป็นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนครั้งสำคัญ  เป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทะลุทะลวงอุปสรรคต่างๆ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

3.สังคมไทยได้เรียนรู้ร่วมกันว่าสารสกัดจากกัญชามีสรรพคุณนานาประการต่อระบบสุขภาพ

ทั้งหมด ทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบการย่อยอาหาร ระบบการหายใจ ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ การมีฤทธิ์ต่อการรักษามะเร็ง และอื่นๆ  ยังไม่เคยมีสถาบันใดให้การศึกษาคุณประโยชน์ของน้ำมันกัญชาได้ดีเท่าปรากฏการณ์ครั้งนี้

 

4.สังคมไทยยังได้เรียนรู้ว่ามูลนิธิข้าวขวัญ เป็นองค์กรเอกชน หรือ NGO ที่สร้างผลงานอันเป็น

คุณต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยจากโรคมะเร็งได้จำนวนมากมาย ในระยะ 5-6 ปีมานี้ ด้วยน้ำมันกัญชาที่พิสูจน์ให้ประจักษ์จริงว่าสารสกัดจากกัญชามีผลออกฤทธิ์ตรงต่อผู้ป่วย

อ.เดชา ศิริภัทร เล่าว่าการได้พบกับญาติใกล้ชิดผู้ป่วยมะเร็งคนแรก ซึ่งได้ทดลองใช้ยาน้ำมันสกัดจากกัญชา เขายังจำวันนั้นได้ดี ที่เขาเล่าถึงผู้ป่วยว่า “ เขาหมดหวังแล้ว หมอใช้ตั้งแต่คีโม ฉายแสง ผ่าตัดทุกอย่าง หมอหมดปัญญาแล้ว คุณมีเวลาเหลือไม่เกิน 2 เดือน คุณกลับไปได้เลย จัดการมรดกให้เสร็จเรียบร้อย ”  ปรากฏว่าผู้ป่วยคนนั้น อยู่ต่อมาได้อีก 3 ปี

อ.เดชา ยังมีประสบการณ์ตรงของตนเองว่า “ ตอนนั้นอายุ 65  ตื่นมาแป๊บเดียวลืม อาการแรกของอัลไซเมอร์  ฝันก็จำได้ อะไรก็ไม่ลืม มือเริ่มสั่นนิดๆ เป็นอาการแรกเริ่มของพาร์กินสัน แต่ตอนนี้มือผมนิ่งสนิทแล้ว ”  อ.เดชา บอกว่าเขาใช้น้ำมันกัญชารักษาโรคต้อเนื้อในตาได้ผลด้วย

อ.เดชา จึงประกาศว่า “ ผมได้ประโยชน์จากกัญชาแบบไหน ประชาชนควรจะได้รับแบบนั้นด้วย อันนี้เป็นตัวตั้ง เพราะผมทดสอบตัวเองก่อน มันควรจะไปถึงทุกคน ทำไมต้องอยู่ที่ผมคนเดียว ”

การจับกุมมูลนิธิข้าวขวัญ ที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดของพลังร่วมทางบวกของสังคมต่อสารสกัดจากกัญชาครั้งนี้ ไม่ใช่อะไรอื่นแต่เป็นเพราะการดำเนินการผลิตน้ำมันกัญชาของ อ.เดชา ศิริภัทร แห่งมูลนิธิข้าวขวัญมุ่งสู่ผลประโยชน์ทางสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ  จนแม้แต่บุคคลระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการ คือ ดร.วิวัฒน์  ศัลยกำธร กล้าประกาศขอติดคุกแทนโดยเอาตนเองเป็นตัวประกัน เพื่อปกป้องความเสียสละของ อ.เดชา ศิริภัทร ควรกล่าวได้ว่าไม่มีใครสงสัยในเจตนาอันบริสุทธิ์ของ อ.เดชา ภารกิจช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์นั้นเป็นความถูกต้องดีงาม เป็นพลังเมตตาธรรม เป็นพลังแห่งศีลธรรมที่สังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ แม้จะมีปราการแห่งกฎหมายขวางกั้นก็ตาม.


"พลเอกประยุทธ์" นี่.....ชะตาเข้าเกณฑ์ "พระรามเดินดง" จริงๆ!กว่าจะลุยป่าได้นั่ง "เก้าอี้นายกฯ" เรียกว่าบักโกรกเลือดโชกแสนสาหัส     ครั้นขึ้นนั่ง.......

"ขายชาติ" ปรากฏว่า "ขาดทุน"
'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?