'เกศปรียา'ถาม'บิ๊กตู่'รักชาติจริงไหม ถ้าจริงรีบประกาศ'ผมพอแล้ว'เพราะเศรษฐกิจพินาศความขัดแย้งบานปลาย


เพิ่มเพื่อน    

27 เม.ย.62-น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ  ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ว่ารักชาติจริงไหม ถ้ารักชาติจริงช่วยพิจารณาตนเอง แล้วประกาศว่า “ผมพอแล้ว”โดยการเสียสละอำนาจเพื่อความสุขของคนไทย เพราะผลงาน 5 ปีที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ทำเศรษฐกิจฐานรากพังพินาศอยู่ในระดับคนจนเมืองในหมู่บ้านจัดสรรต้องเลี้ยงไก่เพื่อนำไข่มาทำอาหารยังชีพแล้ว ตลาดนัดพากันปิดตัวมีแต่ผู้ขายไม่มีผู้ซื้อ แม้แต่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษมก็ยังต้องปิดตัวเพราะช่วงหลังมีแต่ผู้ขายไม่มีผู้ซื้อ รวมทั้งหลักฐานการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรวมในรอบ 1 ปีที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐรวบรวมมาให้ว่า เป็น “รัฐบาลจอมแจก” ครองอันดับ 1 ของโลก เป็นใบเสร็จว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บริหารเศรษฐกิจผิดพลาดร้ายแรง สร้างคนจน 14.5 ล้านคน

ความผิดพลาดในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีใบเสร็จที่เป็นรายงานของหน่วยงานระหว่างประเทศอีกหลายหน่วยงานที่รายงานออกมาในช่วงนี้ดังนี้

1. ธนาคารโลกรายงานว่าปี 2562 นี้ประเทศไทยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดใน 10 ประเทศอาเซียน ต่ำกว่า ลาว เขมร และพม่า

2. รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่า ไทยเป็นประเทศแห่งความเหลื่อมล้ำ คนไทยจดทะเบียนเป็นคนจนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐเป็นจำนวนกว่า 14.5 ล้านคน คนร่ำรวยที่สุด 20 เปอร์เซนต์แรกของประชากรถือครองสินทรัพย์ 80 เปอร์เซนต์ ความไม่เท่าเทียมกลายเป็นอุปสรรคของไทยในการก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า  

3. รายงานผลวิจัยของ หูหรุน รีพอร์ต (Hurun Report) ของจีนที่เปิดเผยทำเนียบมหาเศรษฐีโลก ประจำปี 2019 ระบุว่า ในปีนี้ ประเทศที่มีมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นจำนวนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน สหรัฐฯ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และอินเดีย ติดตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย บราซิล โดยมีไทยก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 9 จากอันดับที่ 12 เมื่อปีที่ผ่านมา นับถึงเดือนมกราคม 2019 ไทยมีมหาเศรษฐี 50 คน ในขณะที่ญี่ปุ่นรั้งอันดับที่ 13 ด้วยจำนวนมหาเศรษฐี 38 คน ตามด้วยเกาหลีใต้ (36 คน) และสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 16 ด้วยจำนวนมหาเศรษฐี 31 คน รายงานระบุว่า ในปีนี้ ไทยมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น 6 คน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 12 คน โดยมหาเศรษฐีหน้าใหม่ส่วนใหญ่มาจากซีพีกรุ๊ป โดยมหาเศรษฐีของไทยมีสินทรัพย์รวมกัน 153,000 ล้านดอลลาร์ฯ หรือกว่า 4.9 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของไทยในปี 2562 อยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6 เปอร์เซนต์จากปีก่อนหน้า

“ความผิดพลาดในการบริหารเศรษฐกิจที่สร้างความเหลื่อมล้ำเกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจายมากขนาดนี้ ถ้าประยุทธ์รักชาติจริงอย่างที่กล่าวอ้าง ต้องพิจารณาตัวเองว่าเวลา 5 ปีที่ถ่วงรั้งประเทศบริหารจนเศรษฐกิจฐานรากเข้าสู่วิกฤติ ควรจะรู้จักพอยอมเสียสละอำนาจให้ผู้อื่นเข้ามาบริหารประเทศ จะทำให้ประยุทธ์ยังมีที่ยืนในประวัติศาสตร์ แต่ถ้ายังยึดติดอำนาจทำให้เศรษฐกิจฐานรากพังพินาศ ส่งผลทำให้ประเทศชาติพังประยุทธ์ก็จะพังยิ่งกว่า อย่าลืมว่าความกลัวอำนาจเผด็จการจะหมดไป ตราบใดที่ประชาชนอดอยาก” น.ส.เกศปรียา กล่าว

น.ส.เกศปรียา กล่าวอีกว่า การยึดติดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากเศรษกิจฐานรากจะพังพินาศแล้ว ความขัดแย้งในสังคมบานปลายอีกด้วย เดิมมีความขัดแย้ง 2 กลุ่มคือ เผด็จการอนุรักษ์นิยม กับฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม แต่ขณะนี้เพิ่มคู่ขัดแย้งใหม่อีก 1 คู่ คือ คสช.และกองทัพวัยร่วงโรยแย่งชิงอำนาจจากคนรุ่นใหม่วัยดิจิตอล ที่นับวันความขัดแย้งยิ่งกว้างมากขึ้นเพราะความอยากสืบทอดอำนาจต่อของ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยความพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเปรียบกลั่นแกล้งตัวแทนคนรุ่นใหม่และฝ่ายตรงข้าม เหมือนในนิทานหมาป่ากับลูกแกะ การพยายามเอาชนะด้วยการที่ไม่อายในการเป็นตัวโกง ไม่มีประชาชนที่ไหนรับได้ ดังนั้นขณะนี้ประยุทธ์มีทางเลือก 2 ทาง ถ้าอยากมีอำนาจต่อก็เป็นได้แค่ “ผู้ที่ไม่อายที่จะเป็นตัวโกง” หรือประกาศว่า “ผมพอแล้ว” ก็จะได้เป็น “พระเอกแบบที่มีการเขียนชมตนเองไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากร”


เมื่อวาน.....ผมหยิบข้อความที่ "ธนาธร" ประกาศกลางม็อบล้มเจ้าที่ท้องสนามหลวง เมื่อคืน ๑๙ กันยามาให้อ่านคงจำกันได้ ที่ว่า "วันนี้...เปิดประตูบานแรก" "วันนี้...เดินก้าวแรกไปด้วยกัน" นั่นน่ะ!

ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'