ธนาธรท้าตีท้าต่อย ประสานเสียงคู่หูจะเล่นงานกกต.-นักร้อง-พรรคอื่น


เพิ่มเพื่อน    


    กองเชียร์พ่อฟ้าพรึ่บหน้า กกต. หนุน "ธนาธร" สู้ๆ หอบหลักฐาน 26 รายการใส่ลังแจงปมโอนหุ้นสื่อ อ้างไม่มีใครมีหลักฐานมาหักล้างได้ มั่นใจ 9 พ.ค.ได้รับรองเป็น ส.ส. "ปิยบุตร" ไม่เห็นด้วยคำพิพากษาศาล จ.สกลนคร ซัดระบบพิสูจน์แบบ "จารีตนครบาล" ต้องเดินลุยน้ำลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ย้ำกกต.แจกใบส้มก็ไม่ได้ ขู่ฟ้องดะ! กกต.ระวังโดน 157-นักร้อง ถ้าเป็นเท็จโทษจำคุก พท.ย้อน พปชร.มอบฝ่าย กม.ร้องยุบพรรคเหตุ กก.บห.ถือหุ้นสื่อ ขณะที่ กกต.จ่อฟ้องอาญาผู้สมัคร ส.ส.ถือหุ้นสื่อทุกรายที่ศาลสั่งถอนชื่อ
    ที่อาคารไทยซัมมิท ชั้น 5 ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เวลา 10.30 น. วันที่ 30 เมษายน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค อนค. แถลงก่อนเดินทางไปสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงกระบวนพิจารณาการถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนค. ว่ามีการชี้แจงหลักฐานโดยละเอียดแล้ว แต่ต่อให้เปิดเผยแค่ไหน ระบบการพิสูจน์ก็เป็นแบบ "จารีตนครบาล" ที่การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต้องลงไปเดินน้ำลุยไฟ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้กล่าวหา ข่าวเจาะถือเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง แต่เมื่อเจาะลงไปแล้วเขาไม่ผิด ก็ต้องยืดอกยอมรับอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ใช่ดึงดันจะเจาะเรื่อยๆ 
     นายปิยบุตรกล่าวว่า ความยุติธรรมไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการฟังความข้างเดียว แต่ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องฟังความทุกฝ่าย ส่วนเอกสารข้อกล่าวหาที่กำหนดให้ชี้แจงภายใน 7 วัน ลงวันที่ 23 เม.ย.นั้น ตีขลุมไปเลยว่าท่านถือหุ้น บ.วี-ลัคฯ โดยไม่อธิบายข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเอกสารไม่มีชื่อธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นแล้ว เพราะจบไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. เขียนข้อกล่าวหาต้องละเอียดหน่อย ถ้าเป็นอัยการส่งสำนวนแบบนี้ไปศาลอาญาเขายกแน่ หากจะทำแบบนี้ก็เขียนเลยว่ากกต.มีอำนาจตรวจสอบนักการเมืองชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกัลปวสาน ถ้าทำแบบนี้ก็เท่ากับเปลี่ยนแนวคำพิพากษาศาลฎีาผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนโดนหมด การทำธุรกิจประกอบกิจการจะมีปัญหาหมด จะฆ่าหนูตัวเดียวแล้วเผาบ้านทั้งหลังก็เอา
     เลขาธิการ อนค.กล่าวอีกว่า กกต.ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนายธนาธรในเวลานี้ โดยมีอำนาจตรวจสอบในวันที่สมัครและก่อนวันเลือกตั้ง แต่ระฆังหมดยกคือวันที่ 23 มี.ค. พอหลังเลือกตั้ง แต่ยังไม่ประกาศผล ระหว่างนี้ทำได้เฉพาะผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามที่มาตรา 53 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.กำหนดไว้ ที่กำหนดต่างกันเพราะ ส.ส.แบบแบ่งเขต คะแนนที่ได้จะส่งผลต่อคะแนนของบัญชีรายชื่อ หากจะตรวจคุณสมบัติต้องรอรับรองผล ส.ส.ก่อน โดยต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
     "การแจกใบส้มก็แจกไม่ได้ เพราะไว้ใช้สำหรับการเลือกตั้งที่ไม่สุริตหรือไม่เที่ยงธรรม ไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม หากจะใช้การตีความขยายความไปเรื่อย อาจเข้าข่ายใช้อำนาจโดยมิชอบ กฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 69 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ที่กำหนดถึงการละเว้นของ กกต. มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี และยังถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง สามารถร้องยัง ป.ป.ช.และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" นายปิยบุตรกล่าว
     นายปิยบุตรกล่าวด้วยว่า พร้อมรับการตรวจสอบ โดยต้องใช้กฎหมายตามหลักความยุติธรรม ไม่ใช่เครื่องมือทางกฎหมาย ไม่ใช่การสกัดกั้นไม่ให้เข้าสภา การตรวจสอบที่เลือกปฏิบัติและกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ได้กระทบเพียงผู้สมัคร ส.ส. แต่กระทบกับคะแนนที่ประชาชนเลือกเข้ามา
ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา
    เมื่อถามถึงกรณีที่นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส.อนค. จ.สกลนคร เขต 2 ถูกศาลชี้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง นายปิยบุตรกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ทำให้เห็นว่ามีปัญหาเรื่องบริคณห์สนธิ เพราะในความเป็นจริงบริษัทของนายภูเบศวร์ทำรับเหมาก่อสร้าง แต่มีข้อหนึ่งเขียนถึงสื่อก็ถูกนักร้องไปนั่งตามหาใบบริคณห์สนธิกัน วันๆ ชีวิตไม่ต้องทำอะไรค้นข้อมูลร้องกันไปมา ประเทศนี้จะบริหารกันด้วยการค้นหาบริคณห์สนธิกันหรือ
    "เรายังกำลังใจดี ใช้ชีวิตปกติ จัดกิจกรรมกันปกติ แต่กลับมีเรื่องหงุดหงิดกวนใจ แทนที่จะทำได้เรื่องสร้างสรรค์ ตอนนี้ทำท่าจะบานปลาย ต่างขุดคุ้ยกันมาอีก บ้านเมืองเราจะไม่คิดเรื่องการตั้งรัฐบาล การบริหารประเทศกันแล้วหรือ ผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ก็ต้องเคารพเสียงประชาชนกันบ้าง" นายปิยบุตร กล่าว  
    ส่วนบรรยากาศสำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เวลาเที่ยง ได้มีกลุ่มแฟนคลับของนายธนาธรและสมาชิกพรรค อนค. จากจังหวัดต่างๆ รวมถึงแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง รวมตัวที่ลานอเนกประสงค์ชั้น 2 ด้านหน้าทางเข้าสำนักงาน กกต. เพื่อรอให้กำลังใจนายธนาธร โดยมีแกนนำบางส่วนนำเสื้อสีส้มติดโลโก้พรรคอนาคตใหม่ พร้อมนำธง ริบบิ้น ดอกกุหลาบ หมวก หน้ากากและถุงกระดาษที่มีใบหน้าของนายธนาธรมาแจกให้แฟนคลับได้สวมใส่เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ผู้สมัคร ส.ส.อนค.ได้นัดกันสวมเสื้อคอกลมสีขาวมารวมตัวกัน อาทิ เลขาธิการพรรค นายพิธาน ลิ้มเจริญรัตน์ รองหัวหน้าพรรค นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มารวมกลุ่มรอนายธนาธร ด้วยเช่นกัน
    ต่อมาในเวลา 13.00 น. นายธนาธรได้เดินทางมาพร้อมกับนายปิยบุตร  โดยกลุ่มผู้สนับสนุนแห่ให้กำลังใจโดยตะโกนคำว่า "ธนาธรสู้ๆ"  โดยกลุ่มว่าที่ ส.ส.ในมอบดอกไม้ให้กำลังใจ และพร้อมระบุว่า นายธนาธรเป็นเสาหลักของพรรคอนาคตใหม่ พวกเราต้องออกมาปกป้องนายธนาธร จากนั้นนายปิยบุตรได้กล่าวให้กำลังใจกับว่าที่ ส.ส.ของพรรคว่า ขอให้มั่นใจว่านายธนาธรจะสามารถชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้ มั่นใจเต็มร้อยว่าที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ทั้ง 88 คนจะได้เข้าไปทำงานสภา ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรค อนค.อย่างแน่นอน เราเป็นตัวแทนของประชาชน จึงไม่มีอะไรมาขัดขวางเจตนารมณ์ของเราได้
     จากนั้น เวลา 13.00 น. นายธนาธรและนายปิยบุตรเข้าพบ กกต. เพื่อชี้แจงกรณีการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดียฯ โดยนายธนาธรกล่าวว่า ได้นำหลักฐานจำนวน 26 รายการ เพื่อมาชี้แจงและแสดงต่อ กกต. พร้อมกับหลักฐานส่วนอื่นๆ ส่วนหลักฐานที่เป็นใบสั่ง และการขับรถเร็วนั้น ได้แสดงไปแล้ว ซึ่งในวันเดินทางออกจาก จ.บุรีรัมย์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายรายไปคอยอำนวยความสะดวก มีการเก็บภาพไว้ เชื่อว่าเป็นหลักฐานให้กับเราได้ 
มั่นใจ 9 พ.ค.ได้เป็น ส.ส.
    “ผมสบายใจมาก และมั่นใจในการชี้แจง ขอบคุณสื่อมวลชนที่มารอต้อนรับเรา มาคอยทำข่าวพวกเรา ขอบคุณประชาชนที่คอยสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่าผมและนายปิยบุตรมีความมั่นใจมากในการชี้แจงกับ กกต.ครั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่ากระแสที่ถูกปลุกขึ้นมา ถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีข้อเท็จจริงที่จะมาหักล้างหลักฐานที่เราได้ยืนยันต่อสาธารณะไปก่อนหน้านี้” นายธนาธรกล่าว
    นายธนาธรกล่าวอีกว่า เชื่อมั่นว่าในวันที่ 9 พ.ค. 2562 จะได้รับประกาศรับรองเป็น ส.ส. ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ไม่เชื่อมั่น เพราะคนที่ตั้งคำถามกับตนไม่เคยมีใครเอาหลักฐานใดๆ ที่พิสูจน์เป็นอื่น ต้องบอกว่าเป็นความพยายามที่จะหยิบเอาประเด็นเล็กประเด็นน้อยมาตั้งข้อสงสัย พูดซ้ำไปซ้ำมา ทำให้คนในสังคมเข้าใจผิด
    ด้านนายปิยบุตรกล่าวเสริมว่า มีพยานเอกสารหลักฐานทั้งหมด 26 รายการ ขนมาเป็นลัง และเดี๋ยวจะแสดงให้ กกต.ดู เมื่อชี้แจง กกต.เรียบร้อยแล้วจะมาชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบ ยืนยันว่าหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ว่าการโอนหุ้นสำเร็จตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 
    เมื่อถามว่า ทำไมต้องรีบขับรถมาโอนหุ้นทั้งที่ยังไม่มีการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง นายปิยบุตรกล่าวว่า ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัครห้ามถือครองหุ้น จึงรีบแจ้งและรีบจัดการทันที ด้วยเหตุผลว่าเราไม่ทราบว่าจะมี พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อใด กำหนดการถูกเลื่อนไปเรื่อย เมื่อตรวจสอบพบจึงต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด และวันดังกล่าวมีหลายนัด โดยทีมงานและนายธนาธรว่างวันนั้น 
    ส่วนนายธนาธรกล่าวเสริมว่า อยากถามกลับว่าทำไมเป็นวันที่ 8 ม.ค.2562 ไม่ได้ล่ะ คุณนึกออกไหมแค่วันที่ก็มีการตั้งคำถามกันไร้สาระแล้ว ต้องบอกว่าทำไมเป็นวันที่ 8 ไม่ได้ มีเหตุผลอะไรที่เป็นวันนี้ไม่ได้ 
    ทั้งนี้ นายธนาธรยังกล่าวถึงกรณีมีผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ 11 ราย ถูกร้องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบกรณีถือหุ้นสื่อว่า เรื่องนี้สบายใจ พรรคอนาคตใหม่มีข้อมูลของทุกพรรคอยู่ในมือว่า มีผู้สมัคร ส.ส. พรรคอื่นอีกมากมายที่มีลักษณะเดียวกัน ถ้าใช้บรรทัดฐานนี้ ส.ส.ทุกพรรคก็คงหายไปหมด 
    นายปิยบุตรกล่าวเสริมอีกว่า กรณีของผู้สมัครส.ส. 11 คน มีหลายกรณีที่มีการปิดบริษัทไปแล้ว ชำระบัญชีไปแล้ว หลายกรณีโอนเรียบร้อยก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นทั้ง 11 คนนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน
    “ฝากไปถึงผู้ที่ร้องเรียนเรื่องต่างๆ เหล่านี้ หากร้องเรียนเป็นเท็จ มีเป้าประสงค์ต้องการให้ผู้สมัครรายอื่น ๆ ถูกเพิกถอนสิทธิ หรือถูกใบเหลืองใบแดงใดๆ ก็ตาม คนร้องเรียนมีโทษตามมาตรา 143 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. อีกทั้งมีเหตุแจ้งเล่นงานเขาเป็นเท็จ เพื่อมุ่งหมายให้ผู้สมัครใดเพื่อให้ถูกเพิกถอนสิทธิ เป็นเหตุฉกรรจ์ด้วย โทษสูงสุดถึงจำคุก และมีโทษปรับด้วย รวมถึงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ขอให้นักร้องเรียนทั้งหลายระวังเรื่องนี้ด้วย” นายปิยบุตรกล่าว
    ภายหลังการชี้แจงกว่า 4 ชั่วโมง ต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของสำนักงาน กกต. นายธนาธรกล่าวว่า บรรยากาศการชี้แจงส่วนใหญ่ตึงเครียด บางช่วงผ่อนคลาย ส่วนตัวหลังจากที่ได้ชี้แจงมีความรู้สึกว่าคดีนี้มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองมากเพราะแม้แต่คำถามพื้นฐานง่ายๆ ว่าเราผิดตรงไหน เพราะได้ทำเอกสารชี้แจงไปแล้ว มีตรงไหนที่ กกต.ไม่เชื่อหรือเห็นว่าพวกเรากระทำผิด คำถามง่ายๆ แค่นี้ แต่คณะกรรมการฯ ไม่สามารถตอบหรือชี้แจงกับเราได้ หลังให้ข้อมูลทำให้ ตนเชื่อว่าคดีนี้มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง 
    นายธนาธรกล่าวว่า ตนเอาหลักฐานมาวางหมดแล้ว ก็ควรเอาไปถามคนที่ไม่เชื่อว่าจะเอาหลักฐานอะไรมาหักล้างหลักฐานของตน ไม่มีใครโต้แย้งหลักฐานที่ตนนำมาแสดงได้เลย ก็ต้องถือว่าผมไม่ผิดจริงๆ  แล้วจะมาเรียกร้องอะไรอีก วันนี้ไม่มีคนบอกว่าธนาธรผิด มีแต่คนตั้งคำถามแล้วเอาไปปั่นซ้ำ สังคมเชื่อว่าธนาธรผิดจริง 
"พ่อฟ้า"ขู่ฟ้องดะ
    “เรื่องที่ทำให้ผมอารมณ์เสียมากคือ 1 ปีของการทำพรรคอนาคตใหม่ ผมและแกนนำพรรคโดนไปแล้ว 16 คดี สองสัปดาห์ที่ผ่านมา คสช.ใช้อำนาจตาม ม.44 ช่วยกลุ่มทุนโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้หลายหมื่นล้าน และมีคำสั่งผ่าน พ.ร.บ.ท้องถิ่น ที่จะดึงอำนาจจากท้องถิ่นกลับมาส่วนกลาง แทนที่ผมจะเอาเวลาไปปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่กลับต้องเอาเวลามาแก้คดีนี้ ทำให้ผมรู้สึกเสียใจว่าการเอาตัวบทกฎหมาย ไม่มีข้อเท็จจริงมาทำลายกันทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนี้ ต่อไปก็ต้องบอกว่าผมมีรายชื่อว่าที่ ส.ส.พรรคอื่นไม่น้อยกว่า 30 คนที่มีคดีหุ้นเหมือนกัน ถ้าจะทำกันอย่างนี้ก็จะฟ้องกลับบ้าง หลายกรณีที่เอาเรื่องเท็จมาฟ้อง และมีหลักฐานว่ามีสื่อมวลชนหลายสำนักเอาข้อความที่เป็นเท็จมาเผยแพร่ ทำให้เกิดความเสียหายกับผมและพรรค ก็ต้องบอกว่าความอดทนมีจำกัด เส้นของความอดทนมันใกล้หมดกันเต็มที ถึงวันหนึ่งคงต้องใช้วิธีกฎหมายโต้กลับบ้าง และถึงเวลานั้นก็จะไม่มีใครมีเวลาไปบริหารประเทศทั้งประเทศไทย ผู้มีอำนาจก็จะต้องใช้เวลามาแก้ตัว"  นายธนาธรกล่าว
    นายธนาธรประกาศด้วยว่า ขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะปกป้องชื่อเสียงของตนเอง ถ้าใครพิจารณาคดีความของตนแล้วทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ก็จะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมายตอบโต้ แต่ตนเป็นคนใจเย็น จะรอจน คสช.หมดอำนาจ เพราะมาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี คสช.อยู่ในช่วงขาลง ไม่มีทางครองอำนาจต่อไปเรื่อยๆ ก็จะรอให้ คสช.หมดอำนาจแล้วดำเนินดคีกับคนที่ตัดสินตนโดยไม่ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
    ส่วนนายปิยบุตรกล่าวว่า วันนี้อยู่ในขั้นตอนการไต่สวน มี พ.ต.ท.ปรีชา นาเมืองรักษ์ เป็นประธาน เมื่อสอบสวนเสร็จก็จะเสนอ กกต.พิจารณาวินิจฉัยต่อไป  วันนี้ยื่นหลักฐานไปทั้งหมด 26 รายการ คำชี้แจงครบถ้วนทั้งหมด ข้อกล่าวหามีแค่ 3-4 บรรทัด โดยนายปรีชาเล่าให้ฟังว่า กกต.มีข้อสงสัยว่าตรวจสอบจาก บ อจ.5 แล้วมีชื่อนายธนาธรอยู่ จึงสงสัยว่าเป็นผู้ถือหุ้น ตนจึงถามกลับไปว่าตรวจสอบวันไหน ลงวันที่เท่าไหร่ พอตรวจสอบแล้วรู้ทันทีเลยหรือว่านายธนาธรถือหุ้น และทำไม กกต.ไม่ไปเปิดกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง วรรคสาม ที่มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และถ้ายังสงสัยถือหุ้นจริงหรือทำไมไม่เรียกนายธนาธรไปสอบถาม แต่กลับมีมติแจ้งข้อกล่าวหาทันที ซึ่งผิดหลักการกฎหมาย  
พท.จ่อยื่นยุบ พปชร.
     ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค และนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค ร่วมกันแถลงถึงกรณีการถือหุ้นสื่อของนายชาญวิทย์ วิภูศิริ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยนายปลอดประสพกล่าวว่า นายชาญวิทย์และคณะกรรมการบริหาร พปชร.ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในลักษณะยอมรับแล้วว่าถือหุ้นสื่อจริง โดยตนมอบให้ฝ่ายกฎหมายไปร้องนายชาญวิทย์ ทั้งในสถานะส่วนตัว และในฐานะ กก.บห.พปชร. การที่นายชาญวิทย์เป็น กก.บห.นั้น อาจส่งผลต่อพรรค พปชร. ซึ่งจะยื่นร้องต่อ กกต.ให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ และให้ กกต.พิจารณากรณีถือหุ้นสื่อ หาก กกต.เห็นว่ามีความผิดจริง ก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค พปชร. ฝ่ายกฎหมายของพรรคจะไปยื่นต่อ กกต.วันที่ 1 พ.ค. เวลา 10.00 น.
     นายชูศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้มีข้อพิสูจน์แล้วคือ 1.ขณะรับสมัครรับเลือกตั้งนั้น นายชาญวิทย์เป็นเจ้าของและถือหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 42 (3) ดังนั้น นายชาญวิทย์ถือเป็นบุคคลเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และ 2.บุคคลใดที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องได้รับการอนุมัติจาก กก.บห. นายชาญวิทย์ในฐานะ กก.บห.จะต้องเซ็นรับรองด้วย แสดงว่า กก.บห.มีส่วนรู้เห็น รับรู้ และส่งผู้สมัครโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ถือว่า กก.บห.กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ด้วยเหตุนี้ กก.บห.จะต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายด้วย ดังนั้น หาก กกต.วินิจฉัยว่ามีความผิด กกต.มีอำนาจที่จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคได้ โดยระหว่างนั้น กกต.จะต้องเพิกถอนสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลนั้นเป็นการชั่วคราว และหากผู้สมัครมีโอกาสได้รับเลือกตั้ง หรือมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ต้องระงับการประกาศผลการเลือกตั้งและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ 
    ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการเตรียมดำเนินคดีกับผู้สมัคร ส.ส. ที่ถูกศาลฎีกาสั่งถอนชื่อออกจากการสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากถือหุ้นในกิจการสื่อฯ ว่า สำนักงาน กกต.จะเสนอให้ กกต.พิจารณาเพื่อดำเนินคดีอาญาทุกรายที่ศาลมีคำสั่งแล้ว ไม่เพียงเฉพาะกรณีของผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ จ.สกลนคร  ที่ศาลฎีกามีคำสั่งไปเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมาเท่านั้น กรณีนี้เข้าข่ายฐานความผิด ตามมาตรา 151 ของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. หากรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ แต่ยังฝ่าฝืนมาลงสมัครอีก จะมีโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 20 ปี และ ปรับสูงสุด 200,000 บาท
     ส่วนที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นเรื่องขอให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ 11 คน ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน พ.ต.อ.จรุงวิทย์กล่าวว่า เรื่องอยู่ระหว่างส่งคำร้องให้กลุ่มงานสอบสวนไปพิจารณาว่ามีมูลเพียงพอหรือไม่ หากมีมูลก็จะเสนอให้ กกต.ตั้งกรรมการไต่สวนขึ้นมาดำเนินการตามขั้นตอน โดยเป็นอำนาจของกรรมการไต่สวนที่จะพิจารณาหลักฐานและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอต่อกรรมการ กกต. และส่งเรื่องให้ศาลดำเนินคดีต่อไป.


ถึงตอนนี้........ "ม็อบรุ่นใหม่" ก็หนังกลับ "คืนสภาพจริง" "นักเรียน-นักศึกษา" แค่ผักชี นปช.ทักษิณ "เสื้อแดงแจ๋" เนื้อแท้ ชัดเจน!

ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"
'ปฐมสถาปนาล้มเจ้า'