"มีกษัตริย์ 'ไทยประเทศ' จึงมี"


เพิ่มเพื่อน    

 

               "๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒"

                นับต่อแต่นี้........

                เป็น "วันสำคัญ" อีกวันหนึ่งของแผ่นดินใน "รัชกาล ที่ ๑๐" ที่เรียกว่า

                "วันฉัตรมงคล"

                คือวันที่ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร"

                ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็น "พระมหากษัตริย์" แห่งราชอาณาจักรไทยอย่าง "สมบูรณ์แบบ"

                "ฉัตรมงคล" ก็หมายถึง.........

                พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก

                ย้อนกลับไป ๖๙ ปี.....

                เมื่อ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

                วันนั้น เป็นวันบรมราชาภิเษก แห่ง รัชกาลที่ ๙

                "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร"

                ได้พระราชทาน "พระปฐมบรมราชโองการ" แก่ประชาชนชาวไทย ไว้ว่า

                “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

                และ ๔ พฤษภาวันนี้ เป็นวันบรมราชาภิเษก แห่งรัชกาล ที่ ๑๐            

                มหาชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน.......

                จงน้อมจิตรับ "พระปฐมบรมราชโองการ" แห่งพระมหากษัตริย์ไทย เป็นขวัญ เป็นพลัง "นำชาติ-นำชีวิต" พร้อมกันในกาลอภิมหามงคลกาล

                ซึ่ง ๑๐๐ ปี จะมีสักครั้งนี้ เถิด

                ก็เอาล่ะ...มงคลกาลในพระราชพิธี ท่านหาอ่าน-หาชม ได้หลากหลายตอนนี้

                ดังนั้น เพื่อให้บางท่านที่ยังสงสัย ว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" สำคัญ, จำเป็น ต่อความดำรงคงอยู่ของประเทศไทยอย่างไร?

                ผมจะนำเรื่องราวที่คุณ Eddie Atsadang Yommanak เขียนและโพสต์ไว้ มาให้อ่านกัน

                ในความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับพม่า สำหรับผม มันยากจะสรุปเรื่องราวให้ลงตัวเป็น "ผลึก" อย่างนี้

                จึงขออนุญาต Atsadang Yommanak นำเผยแพร่ เพื่อความซาบซึ้งและระอุสำนึกในพระมหากษัตริย์ไทยร่วมกัน

                Atsadang Yommanak

                "สิ้นแสงฉาน พม่าเสียเมือง สยามยังอยู่ยั่งยืนยง"

                ตั้งแต่สมัยโบราณ.......

                ชาวตะวันตกรู้จักและให้ความสนใจแค่อินเดียและจีน ๒ มหาอำนาจในดินแดนตะวันออกไกลเท่านั้น

                จุดเริ่มต้นจริงๆ ที่ทำให้ประเทศในดินแดนในแหลมอินโดจีนโดนคุกคาม นั้น มาจากพม่า ที่เริ่มต้นไปกระตุกหนวดเสือ

                เพราะพม่าคิดว่าตัวเองเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ที่มีอิทธิพลอยู่ในแถบนี้

                จึงส่งกองทัพไปบุกโจมตี เพื่อจะขยายอำนาจเข้าไปในเบงกอล ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐอิสระ ในเขตอิทธิพลของอังกฤษในอินเดีย

                แต่สงครามจบลงด้วยการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพม่า และที่สำคัญ คือ

                การทำให้อังกฤษสนใจจะขยายอำนาจจากอินเดียที่ตนครอบครองอยู่แล้ว เข้ามาสู่พม่า และดินแดนถัดไปในแหลมอินโดจีน

                ที่มี "ไทย" อยู่ในจุดศูนย์กลาง

                เมื่ออังกฤษได้อินเดียเป็นเมืองขึ้น แล้วขยายอำนาจเข้าสู่เอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ได้มาเลเซีย  สิงคโปร์ และพม่า

                ฝรั่งเศส ที่เข้ามาที่หลัง จึงทำทุกอย่าง เพื่อจะขยายอำนาจเข้าสู่ภูมิภาคนี้ โดยไม่สนใจวิธี จนไม่เหลือคราบผู้ดี

                หลังจากฝรั่งเศสได้เวียดนาม แล้วก็อาศัยเล่ห์เหลี่ยม "ยึดเขมรและลาว" ไปจากไทย

                แล้วดินแดนต่อไปที่ทั้งสองมหาอำนาจจ้องตาเป็นมัน คือ "สิบสองปันนา"

                ในสมัยต้น "กรุงรัตนโกสินทร์"

                ล้านช้าง (ประเทศลาว) ล้านนา (เชียงใหม่) เขมร และตอนบนของแหลมมลายู "เป็นเมืองขึ้นของไทย"

                ถัดขึ้นเหนือไปจากล้านนา คือดินแดนที่ไทยเรียกว่า "สิบสองปันนา"

                เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาล ครอบคลุมดินแดนทางใต้ของจีนและทางเหนือของพม่า ไทย ลาว

                ฝรั่งเรียกดินแดนสิบสองปันนานี้ว่า Independence Shan States "รัฐอิสระฉาน" หรือเขตปกครองตนเองรัฐฉาน

                ส่วน "ล้านนา" นั้น ฝรั่งเรียกว่า Siamese Shan States คือเป็น "รัฐฉาน" ที่ปกครองโดย "สยาม"

                ส่วน "รัฐฉาน" ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นดินแดนการปกครองชาวไทใหญ่ นั้น อยู่ทางตอนเหนือของพม่า

                "สิบสองปันนา" เป็นดินแดนบนที่ราบสูง มีแต่ภูเขาสูงชันทั่วทั้งดินแดน จึงมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่ดูเหมือนจะดีเยี่ยมที่ทำให้ข้าศึกยากจะบุกรุก

                แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐอิสระในสิบสองปันนานั้นอ่อนแอ จนต้องมาขอเป็นรัฐในอารักขาของประเทศที่เข้มแข็ง เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย

                จึงทำให้ในตลอดประวัติศาสตร์ของสิบสองปันนานั้น ดินแดนแห่งนี้ บางครั้งเป็นเมืองขึ้นจีน บางครั้งเป็นเมืองขึ้นพม่า และเป็นเมืองขึ้นของสยาม

                รวมทั้ง บางครั้งเป็นเมืองขึ้นของทั้ง ๓ ประเทศนั้นไปพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน

                จนมาถึงสมัยต้น "กรุงรัตนโกสินทร์"........

                "ล้านนา" ที่มีเมืองหลวงอยู่ที่ "เชียงใหม่" ก็เป็นเมืองขึ้นของสยาม

                ส่วน "รัฐฉาน" ของไทใหญ่ ที่มีเมืองหลวงอยู่ที่ "เชียงตุง" ก็เป็นเมืองขึ้นของพม่า

                ส่วน "รัฐฉาน" ที่อยู่เหนือถัดขึ้นไป ที่มีเมืองหลวงอยู่ "เชียงรุ่ง" ก็เป็นเมืองขึ้นของจีน

                อย่างไรก็ตาม ดินแดนสิบสองปันนานี้ เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนของอำนาจทั้งจาก จีน พม่า  และสยาม

                จนบางครั้ง ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า รัฐใดขึ้นกับใคร จึงเป็นจุดอ่อนที่อังกฤษและฝรั่งเศสมองทะลุปรุโปร่ง

                ก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ พม่าคือ "ชาติมหาอำนาจ" ในดินแดนแถบนี้

                แล้วเวลาผ่านไป พม่าก็เริ่มเสื่อมลง แต่พม่ายังคงเข้าใจว่า "ตัวเองยิ่งใหญ่"

                เมื่ออังกฤษมีอำนาจเหนืออินเดีย พม่าจึงลองของ หวังจะแสดงฤทธานุภาพ

                เช่นเดียวกับจีน ที่ ณ เวลานั้น ความยิ่งใหญ่จากยุคที่เคยเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในอดีต ทำให้จีนยังคงลำพอง ทั้งๆ ที่ไม่เคยพัฒนาอะไรใหม่ขึ้นมาเลย

                ผิดกับชาติตะวันตก........

                โดยเฉพาะอังกฤษ ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมสำเร็จ จนเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยี

                เมื่ออังกฤษมาถึง ทั้งจีนและพม่า จึงพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เพราะประเมินตัวเองสูง แต่ประเมินอังกฤษไว้ต่ำ

                ในขณะที่ไทยเรา.....

                หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว "สมเด็จพระเจ้าตากสิน" มากู้แผ่นดิน

                ตามต่อมาด้วย "พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี" ที่ตั้งใจทะนุบำรุงบ้านเมือง

                จากรัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลที่ ๕ ที่เป็นช่วงเวลาที่ฝรั่งเริ่มขยายอำนาจมาถึง ไทยก็เป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียไปแล้ว

                ในหลวงรัชกาลที่ ๔ บวชเรียนอยู่หลายสิบปี ศึกษาศิลปวิทยาทั้งไทยและเทศ จนเป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล

                เมื่อขึ้นครองราชสมบัติ ก็จ้างฝรั่งมาทำงาน รวมทั้งจ้างฝรั่งมาสอนภาษาและศิลปวิทยาการสมัยให้กับพระราชโอรสและพระราชธิดา ข้าราชบริพาร

                เมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๕ ครองราชย์ และมีอำนาจเต็มเมื่อพระชนมพรรษา ๒๐ ก็ทรงรอบรู้ศิลปวิทยาการสมัยใหม่เรียบร้อยแล้ว

                จนมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ทรงได้รับการยกย่องจากชาติตะวันตก ว่าพระองค์เป็น "พระมหากษัตริย์ที่สมาร์ทที่สุด" ในเอเชีย

                "สมาร์ท" ในที่นี้หมายถึง ความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ รวมทั้งหมายถึงการแต่งกาย และการเข้าสังคมแบบชาวตะวันตก

                ทรงไม่ได้รับมือมหาอำนาจของโลกด้วยการทหาร อย่างจีนและพม่า

                แต่ทรงใช้วิธีพัฒนาประเทศและบุคลากรให้ทันสมัยเทียมหน้าฝรั่ง

                รวมทั้งทรงใช้การทูตเป็นเครื่องมือในการต่อกรกับมหาอำนาจฝรั่ง

                ความสามารถทางการทูตของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ชัด ทั้งการเดินทางไปเจรจาทางการทูตด้วยพระองค์เอง ทั้งส่งพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการเป็นตัวแทนพระองค์

                วันที่พม่าเสียเมือง.........

                "คณะราชทูตไทย" และ "คณะราชทูตพม่า" อยู่ที่อังกฤษเรียบร้อยแล้ว

                แต่พม่าเดินเกมการเมืองผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ยากจะเยียวยา

                วันนั้น "คณะราชทูตพม่า" ประเทศที่เคยเป็นศัตรูสู้รบกันมาหลายร้อยปี ยังไม่ทันมีโอกาสจะเข้าเจรจาการทูต เพราะ "พม่าเสียเมือง" ให้อังกฤษ ไปเสียก่อนแล้ว

                จึงมาขอเข้าพบ เพื่อ "ปรับทุกข์" กับคณะราชทูตของไทย

                คณะราชทูตพม่า ต้องมานั่งร้องไห้ เสียใจกับคณะราชทูตของไทย กับการเสียเมืองในคราวนั้น

                ตัดฉาก...เมื่อเวลาผ่านพ้นไป

                "รัฐฉาน" น้อยใหญ่ทางตอนเหนือของพม่า ที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเป็นพม่า ก็นัดแนะจะรวมชาติเป็น "สหภาพแห่งรัฐฉาน"

                แต่ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของพม่า ที่ขอให้รัฐฉานมารวมกับพม่า เป็น "สหภาพพม่า" เพื่อรวมกำลัง เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษก่อนแล้ว ค่อยแยกประเทศ

                แต่เมื่อได้เอกราชจากอังกฤษ พม่าก็หักหลัง ฉีกสัญญาที่จะให้รัฐฉานเป็นอิสระ

                ตอนจบของเรื่องนี้ "พม่าเสียเมือง" สิ้นแสงฉาน

                แต่ "สยาม" ยังอยู่ยั่งยืนยง คงเอกราชเอาไว้ได้ จนถึงปัจจุบันนี้

                ก็เพราะพระบารมี พระปรีชาสามารถ และพระวิริยอุตสาหะ

                ในการทำนุบำรุงชาติ และประชาชนของ "พระมหากษัตริย์" แห่งราชวงศ์จักรี ทุกพระองค์

                เกิดเป็นไทยแล้ว ต้องรู้คุณแผ่นดิน ต้องรู้คุณพระมหากษัตริย์ไทย

                อย่าได้ให้ใครมาทำร้ายลูกหลานเหลนโหลน ของราชวงศ์จักรี

                ที่ทุ่มเททุกอย่าง ให้คนไทยมีแผ่นดินอยู่ได้อย่างผาสุกมาถึงทุกวันนี้.

                --------------------

                เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

                                ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

                                ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

                                ข้าพระพุทธเจ้า เปลว สีเงิน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 


ต้องบอกว่า........ "เวทีล้มเจ้า" ที่ "ธรรมศาสตร์" คืนวาน "จัดหนัก-จัดเต็ม" ฮือฮากันไม่จบจนถึงตอนนี้ ถือว่า "จุดติด" แล้วใช่มั้ย?

สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ