'เห็นปาร์ตี้ลิสต์=เห็นรัฐบาล'


เพิ่มเพื่อน    

      ผลเลือกตั้งที่เอ้อเร้อ-เอ้อเต่อตั้งแต่ ๒๔ มีนา ๖๒

                "ลงเอย" ซะที!

                วานซืน "ส.ส.เขต ๓๕๐ คน" กกต.ประกาศรับรองรายชื่อไปแล้ว ๓๔๙ คน

                เมื่อวาน (๘ พ.ค.) "ส.ส.บัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน" หรือปาร์ตี้ลิสต์ กกต.ก็ประกาศรายชื่อออกมาให้หายคันกันแล้ว ๑๔๙ คน

                เบ็ดเสร็จ ณ บัดนี้.......

                ประเทศไทย มีผู้ทรงเกียรติจากเลือกตั้งเป็น "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" รวม ๔๙๘ คน ซึ่งไม่น้อยกว่า ๙๕% ตามรัฐธรรมนูญกำหนด

                เมื่อนาฬิกาการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเดิน

                ก็หมายความว่า........

                ทุกขั้นตอนไปสู่การมีรัฐสภา มีประธานสภา มีนายกฯ มีคณะรัฐบาลบริหารประเทศ

                นับจากนี้ ต้องเดินไปตาม "เทอมเวลา" ที่รัฐธรรมนูญระบุบ่งไว้ ถอยหลังไม่ได้ ถอยเป็นล้ม!

                ประเดิมตาม มาตรา ๑๒๑ ที่บอกว่า........

                "ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก"

                นั่นคือ.......

                เมื่อ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงทำรัฐพิธี เปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีเป็นนัดแรกแล้ว

                จากนั้น สู่ขั้นตอนสำคัญ ๒ ขั้นตอน คือ การประชุม ส.ส.เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

                เมื่อได้ตัวประธานแล้ว......

                ก็สู่ขั้นตอน ประชุมร่วม ส.ส.-ส.ว. ๗๕๐ คน เลือกตัวนายกฯ อย่างที่ท่านผู้ชมยืดคอรอคอย!

                หยุดไว้แค่นี้ก่อน มาดู "ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์" ว่าเมื่อประกาศแล้วเมื่อวาน ผลตามมาเป็นอย่างไรบ้าง

                ผลขั้นแรก จะมี ๒๖ พรรค ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และเมื่อบวกกับ ส.ส.เขตแล้ว จะเป็นดังนี้

                -พรรคพลังประชารัฐ ปาร์ตี้ลิสต์ ๑๘ + ส.ส.เขต ๙๗ = ๑๑๕ คน

                -พรรคอนาคตใหม่ ๕๐ + ๓๐ = ๘๐ คน

                -พรรคประชาธิปัตย์ ๑๙ +๓๓ = ๕๒ คน

                -พรรคภูมิใจไทย ๑๒ + ๓๙ = ๕๑ คน

                -พรรคชาติไทยพัฒนา ๔ + ๖ = ๑๐ คน

                -พรรคประชาชาติ ๑ + ๖ = ๗ คน

                -พรรครวมพลังประชาชาติไทย ๔ + ๑ = ๕ คน

                -พรรคชาติพัฒนา ๒ + ๑ = ๓ คน

                -พรรคเสรีรวมไทย ๑๐ คน

                -พรรคเศรษฐกิจใหม่ ๖ คน

                -พรรคเพื่อชาติ ๕ คน

                -พรรคพลังท้องถิ่นไท ๓ คน

                -พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ๒ คน

                -พรรคพลังปวงชนไทย ๑ คน

                -พรรคพลังชาติ ๑ คน

                -พรรคประชาภิวัฒน์ ๑ คน

                -พรรคไทยศรีวิไลย์ ๑ คน

                -พรรคพลังไทยรักไทย ๑ คน

                -พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ๑ คน

                -พรรคประชานิยม ๑ คน

                -พรรคประชาธรรมไทย ๑ คน

                -พรรคประชาชนปฏิรูป ๑ คน

                -พรรคพลเมืองไทย ๑ คน

                -พรรคประชาธิปไตยใหม่ ๑ คน

                -พรรคพลังธรรมใหม่ ๑ คน

                -พรรคไทรักธรรม ๑ คน

                พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ ๒๗ มี ส.ส.ระบบเขต ๑๓๖ คน "มากที่สุด" ซึ่งมากกว่าจำนวนพึงมีแล้ว  จึงไม่ได้รับจัดสรรให้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม!

                กราดตาดูตัวเลขแวบแรก ๑ พรรค พรรคละ ๑ คน รวม ๑ ส.ส.กลายเป็น "เจ้าเมืองแปร" ไปโดยปริยาย

                ในเสียงก้ำกึ่ง ระหว่างซีกเพื่อไทยกับซีกพลังประชารัฐ ๑ เสียงเข้าไปบวกซีกไหน

                ซีกนั้น "เสียงข้างมาก" ตั้งรัฐบาลได้ทันที!

                เอาแค่ "ตั้งได้" นะ........

                ส่วนจะอยู่ได้หรือไม่ได้ เป็นเรื่องอนาคต จะต้องเอามาคิดรอนปัจจุบันไปเพื่ออะไรล่ะ?

                แล้วแบบนี้ คิดว่าซีกไหนจะเป็นเสียงข้างมากตั้งรัฐบาล?

                ก็ดูซี ว่าฝ่ายไหนโวย?

                โวย คือ "อาการ" ที่บ่งบอกว่าฝ่ายนั้นรู้ตัวเป็นรอง และรอเวลาแพ้!

                พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ "ไม่สบอารมณ์" อย่างแรง

                กับการที่ กกต.ใช้สูตรคำนวณให้ "พรรคเล็ก" ที่คะแนนไม่ถึง ๗ หมื่น ได้จัดสรรปันส่วน ส.ส.ไปพรรคละ ๑ คน

                มองว่า เป็นการทำที่เอียงไปทางอำนวยให้ซีกรัฐบาล!

                เด็จพี่ปิยบุตร ขู่ กกต.ตั้งแต่เช้าแล้ว บอกว่าใช้สูตรนี้ ทำให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เขาหายไป ๖-๗ คน

                ตกเย็น "เพื่อไทย" ฉุนขาด..........

                ส.ส.สอบตกนั่งเรียงเป็นพระอันดับ ออกแถลงการณ์

                 "....การดำเนินการดังกล่าวมาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าข่ายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่

                และใช้อำนาจอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

                และจะใช้ช่องทางดำเนินการตามกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในทุกช่องทางที่จะทำได้ต่อไป"

                เพื่อไทยก็จะฟ้อง อนาคตใหม่ก็จะฟ้อง

                ๗ กกต.ของผม ตูดบวมแน่!

                ว่าแต่ว่า ทั้งเพื่อไทยและอนาคตใหม่ จะไปฟ้องที่ศาลไหนล่ะ?

                จะไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเอง ที่เรียกว่า "ฟ้องตรง" ก็ทั้งไม่เข้าข่าย และไม่มีช่องให้ฟ้อง

                จะไปฟ้องที่ศาลปกครอง......

                เรื่องเช่นนี้ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

                ครั้นจะไปฟ้องศาลยุติธรรม ทั้งแพ่ง ทั้งอาญา ก็ฟ้องไม่ได้ เพราะ กกต.ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

                คิดๆ แล้วก็ขำ.......

                ทั้ง "๒ พรรค" นี้ เหมือนคลอดจากทวารเดียวกัน คำก็ไม่เชื่อกฎหมายไทย สองคำก็ไม่เชื่อในระบบยุติธรรมไทย

                แต่..แม่เอ๊ย ใช้กฎหมายไทย และใช้ระบบยุติธรรมไทย เป็นเครื่องมือ เที่ยวขู่คนนั้น ฟ้องคนนี้ มากกว่าใครเขาเพื่อน!

                ใน ๒ พรรค จะว่าไปแล้ว.......

                เหมือนชุมทางนักกฎหมาย มีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอังดรัว ถึงระดับอั้งโล่

                แต่ไม่ยักรู้ว่า รัฐธรรมนูญนอกจากให้ กกต.มีหน้าที่แล้ว ยังให้อำนาจ กกต.ด้วย

                ก็อยากเห็นเป็น "แบบเรียนเร็วใหม่" ในเรื่องนี้เหมือนกันว่า กกต.พิจารณาสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วยเห็นว่าถูกต้องแล้วตามบทบัญญัติ และเผยแพร่ให้ทราบแล้ว

                แต่ปรากฏว่า มันไม่ตรงใจ ไม่ตรงประโยชน์บางพรรค ก็ไปฟ้องร้อง

                จะฟ้องได้มั้ย ฟ้องศาลไหน ก็อยากรู้ อยากเห็น?

                ถ้าฟ้องได้ พรรคอื่นๆ ทุกพรรค ก็จะฟ้อง "ตามใจอยาก" กันวุ่นไปหมด

                ทั้งปี-ทั้งชาติ จะนัวเนีย อยู่อย่างนี้ เดินหน้าไม่ได้ เพราะไม่มีอะไร-ตรงไหน ให้ยึดเป็นที่ยุติได้

                เรื่องฟ้อง เอาที่แน่ๆ ดีกว่า.......

                ตามรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ประกาศ "นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" กกต.รับรองให้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ ๑ ของพรรคอนาคตใหม่

                นั่นไม่ได้หมายความว่า หนังเรื่อง "หุ้นสื่อ" จบแล้วนะ!

                เป็นแค่ กกต. "ปล่อยไปก่อน" เพราะยังมีเวลา ๑ ปีเช็กบิล

                เมื่อรวบรวมหลักฐานเรื่อง "ถือหุ้นสื่อ" เข้าลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งสมบูรณ์แล้ว

                กกต.ก็จะส่งฟ้องให้ศาลฎีกาตัดสิน!

                อันนี้เจ็บหนัก ถ้าศาลตัดสินว่าเข้าลักษณะต้องห้าม เรื่องจะออกดอก-ออกผล ลามถึงขั้นยุบพรรค

                เผลอๆ ไม่ใครก็ใคร "เข้าคุก" ว่าด้วยการทำเอกสารเป็นเท็จและแจ้งข้อมูลเท็จต่อทางราชการ

                ครับ......

                การเมืองเรื่องถนนลูกรัง ก็ต้องลุยฝุ่น ฝ่าดงโคกกระสุนตำมือ-ตำตีนกันไปอย่างนี้ ไม่ต้องวิตก-หวั่นไหวกันไปหรอก

                เพราะหลักใหญ่ เมื่อการเลือกตั้งถึงขั้นได้ตัวท่านผู้ทรงเกียรติครบแล้ว

                ประชาธิปไตยระบบ "รัฐสภา" เลือกตั้ง มันก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป

                เดินไปไหนล่ะ?

                ก็เดินไปให้ "ลุงตู่" เป็นนายกฯ "ตั้งรัฐบาล" สู้กะมันอีกรอบนั่นแหละ. 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"