ตร.ยื่นปปช.เอาผิด6ขรก. ทำเอกสารที่ดินเท็จเอื้อนายทุนบุกรุก-รื้อถอนสภ.หลีเป๊ะ


   

    ตร.ยื่น ป.ป.ช.เอาผิดอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ 6 รายทำเอกสารเท็จ เอื้อนายทุนขับไล่รื้อถอน สภ.หลีเป๊ะ
    เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. หัวหน้าคณะทำงานทวงคืนวนอุทยานเกาะหลีเป๊ะ หลังจากถูกนายทุนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสิทธิ ส.ค.1 และ น.ส.3 ขับไล่และให้รื้อถอน สภ.หลีเป๊ะ รวมถึงบ้านพักข้าราชการตำรวจออกนอกพื้นที่
    พล.ต.อ.วิระชัยเปิดเผยว่า ที่วนอุทยานฯ ได้อนุญาตให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ประโยชน์ พ.ศ.2531 มีพื้นที่ 18 ไร่เศษ แต่ปัจจุบันถูกนายทุนบุก สภ.หลีเป๊ะรุกเข้ามาทำการสร้างโรงแรมและรีสอร์ต เหลือพื้นที่ทำการของตำรวจเพียงแค่ 2 งาน จากการตรวจสอบการได้มาของ ส.ค.1 เลขที่ 29, 39 และ 33 เป็นการได้มาโดยมิชอบ และเป็นการนำเอกสาร ส.ค.1 ที่ได้มาโดยมิชอบมาทำการออก น.ส.3 เลขที่ 29, 39 และ 33 โดยมิชอบ นอกจากนี้แล้ว การออก น.ส.3 ยังได้ออกโดยเนื้อที่เกินไปกว่าที่ระบุไว้ใน ส.ค.1
    จากการตรวจสอบการได้มาของเอกสาร ส.ค.1 และ น.ส.3 ที่มิชอบนั้น มีผู้เกี่ยวข้องคือ นายบรรจง อังโชติพันธ์ (ถึงแก่ความตาย) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกำนันตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล, นายกระจ่าง บุญเรืองขาว (ถึงแก่ความตาย) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสมียนพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ตรวจสอบที่ดิน, นายเติมศักดิ์ สมันตรัฐ (ถึงแก่ความตาย) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองสตูล
    โดยได้ร่วมกันกระทำความผิดในฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,00-200,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ และกระทำการโดยทุจริตเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) ประกอบมาตรา 83 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท
    พล.ต.อ.วิระชัยเปิดเผยว่า นอกจากนี้ยังตรวจพบการจัดทำเอกสารเท็จเพื่อนำมาใช้ยืนยันความถูกต้องและความชอบธรรมในการออก ส.ค. 1 และ น.ส.3 แปลงที่ 29, 33 และ 39 ว่าเป็นการได้ ส.ค.1 มาโดยชอบ และออกเอกสาร น.ส.3 มาด้วยความถูกต้อง เพื่อใช้เป็นหลักฐานมิให้คณะกรรมการตรวจสอบที่ดินตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลทำการเพิกถอน น.ส.3 และยกเลิก ส.ค.1 ทั้ง 3 แปลงดังกล่าว อีกทั้งได้นำมาใช้เป็นพยานหลักฐาน เอกสารราชการ เพื่อใช้ยืนยันในการดำเนินการต่างๆ รวมตลอดถึงใช้อ้างอิงในการต่อสู้คดีชั้นพนักงานสอบสวนและศาล จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่คดีและความยุติธรรม
    โดยผู้กระทำผิดในการจัดทำเอกสาร ประกอบด้วย นายฉลองศักดิ์ เชียรวิชัย อดีตปลัดอาวุโสเมืองสตูล ในฐานะประธานกรรมการ, นายณรงค์ เอกวงศ์ อดีตผู้ช่วยเกษตรจังหวัดฝ่ายวิชาการสตูล, นายสุริยา ลักษโณสุรางค์ อดีตพนักงานที่ดินจังหวัดสตูล, นายอัครพล เชียรวิชัย อดีต ปลัดอำเภอเมืองสตูล, นายกิจชัย หอพิสุทธิสาร อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล และนายจำลอง ศรีไชย อดีตเจ้าหน้าที่วิชาการเกษตรจังหวัดสตูล
    ในส่วนการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำการรื้อฟื้นคดีอาญาที่ 688/2554 ของ สภ.เมืองสตูล ซึ่งทางพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2556 ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐาน พบพยานหลักฐานใหม่ คือ 1.การนำชี้พิกัดที่ดินที่เป็นสถานที่เกิดเหตุ ที่เป็นเหตุสั่งไม่ฟ้องผิดสถานที่
    2.แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ปี 2493, 2497, 2522, 2529, 2539 และ 2556 โดยผู้เชี่ยวชาญอ่านและแปลผลยืนยันว่า สถานที่เกิดเหตุและที่พนักงานสอบสวนอ้างถึงไม่มีคนอยู่อาศัย 3.การปฏิบัติหน้าที่มิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสาร ส.ค.1, น.ส.3 และแบบตรวจนับอายุมะพร้าวโดยมิชอบ
    4.คำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ 7974/2540 และ 5697/2559 ระหว่างนางณัฐฎญา สมานุกร กับกรมตำรวจ ศาลพิพากษายกฟ้องกรมตำรวจ ด้วยเหตุกรมตำรวจได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้อย่างถูกต้อง 5.การยืนยันสถานที่เกิดเหตุ ตามคดีอาญาที่ สภ.เกาะหลีเป๊ะ ที่ 59/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 481/2560 และคดีอาญาที่ 48/2560 ซึ่งยืนยันว่าผิดสถานที่เกิดเหตุจริง
    จึงสรุปสำนวนมีความเห็นเชื่อว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแห่งคดี เชื่อว่า นายมานิต กวีรัตน์ ผู้ต้องหา ได้สร้างกำแพงบุกรุกเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตาโดยมิชอบ จึงส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 688/2554 ลงวันที่ 30 พ.ย.2554 และผลการสอบสวนเพิ่มเติมไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณา
    สำหรับกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกเอกสาร ส.ค.1, น.ส.3 โดยมิชอบ และเจ้าหน้าที่ที่จัดทำแบบตรวจนับคำนวณอายุมะพร้าวอันเป็นเท็จ ซึ่งจากการสอบสวนมีพยานหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเป็นการกระทำความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) และมาตรา 83
    แต่เนื่องจากระยะเวลาผ่านมาเนิ่นนาน ทำให้คดีขาดอายุความ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงไม่สามารถดำเนินคดีจากผู้กระทำความผิดได้ แต่จากการสอบสวนมีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่แน่ชัด จึงส่งสำนวนการสอบสวนให้ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาไต่สวนคดี ยืนยันว่ามีการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันจะนำไปสู่การยกเลิก ส.ค.1 และเพิกถอน น.ส.3 และยกเลิกแบบนับจำนวนอายุมะพร้าว และบันทึกการไม่เพิกถอนสิทธิในที่ดิน น.ส.3 ในแปลงเลขที่ 29, 33 และ 39 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.


เที่ยวนี้ ท่าจะ "เป็นจริง"เรื่อง "เลือกตั้งต้นปี ๖๒" นั่นแหละ!เพราะก่อนบินไปอังกฤษ-ฝรั่งเศส "นายกฯ" ย้ำชนิดนักข่าวไม่ต้องแซะ ว่าต้นปี ๖๒ เลือกตั้ง

'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?
ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร
วาทกรรม"ขายชาติ"สกัดสร้างชาติ