วัดกึ๋น'อภิรักษ์-กรณ์-พีระพันธุ์'ชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


เพิ่มเพื่อน    

9 พ.ค.62 - ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ที่เสนอตัวลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อสมาชิกพรรคในภาคใต้ โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รักษาการกรรมการบริหารพรรค  เข้าร่วม ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค ไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากติดภารกิจลงพื้นที่พบปะสมาชิกพรรคที่จังหวัดขอนแก่น

นายกรณ์ แสดงวิสัยทัศน์ว่า สำหรับการกำหนดท่าทีและยุทธศาสตร์ของตน คือ เราต้องสามัคคีกันภายในพรรค ทำอย่างไรให้ภายหลังจากการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ เรากลับมาทำงานร่วมกันอย่างมีพลัง รวมทั้งทำให้พรรคพวกที่ไม่ได้รับเลือกตั้งด้วย เพื่อให้พวกเขาได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็น ส.ส. อีกครั้ง และสร้างให้พรรคมีความเป็นเอกภาพ ด้วยเหตุนี้จึงได้เชิญชวนนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.จังหวัดตาก เข้ามาในฐานะว่าที่เลขาธิการพรรค

“ผมได้เดินสายชี้แจงให้กับพวกเราได้รับทราบ โดยเฉพาะสมาชิกพรรคทางภาคใต้ ถึงตรรกะและเหตุผลว่าทำไมต้องเอาส.ส.หนึ่งเดียวจากภาคเหนือมาเป็นเลขาธิการพรรค แทนที่จะเป็นไปในรูปแบบว่า หัวหน้าพรรคเป็นคนภาคอื่น เลขาฯ ก็ต้องเป็นคนภาคใต้ตามหลักสัดส่วนของ ส.ส.ที่มีมากที่สุด ซึ่งผมอธิบายว่า วัตถุประสงค์ที่ผมขอให้ นายชัยวุฒิมานั่งเลขาธิการพรรค เพราะผมมองว่าการเชื่อมโยงกับทุกคนหรือทุกขั้วในพรรค จำเป็นที่จะต้องประสานงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ในนามพรรคประชาธิปัตย์ คือภารกิจที่สำคัญที่สุด ผมประเมินตัวเองว่า ผมมีข้อด้อย ข้อบกพร่องตรงไหน และผมก็วิพากษ์ว่า ท่านใดจะเหมาะสมเข้ามาเป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งจะช่วยเติมส่วนที่ผมขาดให้เต็มได้ โดยเฉพาะบทบาทการเชื่อมโยงให้ทุกคนมาทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นจึงยึดที่ตัวบุคคล มากกว่าว่าเขามาจากภาคไหน ผมกับพี่ชัยวุฒิมีความตั้งใจ” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเทียบกันแล้ว ตนกับนายชัยวุฒิ ยังกระดูกคนละเบอร์กับนายชวน หลีกภัย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งไม่สามารถแข่งหรือเทียบบารมีกับ 4 คนนี้ได้ เพราะฉะนั้น ในการทำงานหรือการตัดสินใจในอนาคตทุกเรื่อง ตนมองว่า พวกเราต้องอาศัยผู้บริหารระดับสูงที่มีจำนวนมากกว่าตนกับนายชัยวุฒิ  ซึ่งแน่นอนที่สุดจะต้องอาศัยสมาชิกพรรคในเขตพื้นที่ภาคใต้จำนวนมาก ในแง่ของวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์ที่ต้องขับเคลื่อนพรรคไปสู่เป้าหมายของเรา

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า เราต้องหยิบยกเรื่องต่างๆมาทบทวน เช่น บทบาทของสาขาพรรค บทบาทสมาชิก ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะต้องทบทวนว่าสาขาพรรคทำให้เราเข้มแข็งกว่าเขา หรือทำให้พรรคมีความสามารถในการแข่งขันในสนามเลือกตั้งมากกว่าหรือไม่ หรือว่าจะมีวิธีการอื่นในการหาพรรคหาพวก ในส่วนของประชาชนที่อยู่นอกพรรคโดยอาศัยเทคโนโลยี หลักการการมีแฟนคลับผ่านการเชื่อมโยงของโซเซียลมีเดีย ซึ่งวิธีการนี้อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการแบบเดิมก็ได้ อีกทั้ง จากผลการเลือกตั้งและวัฒนธรรมของพรรคที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าผู้อาวุโสในพรรคจะต้องลงรับสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ และผู้ที่มีฐานเสียงในระดับเขตและคนรุ่นใหม่ของพรรคจะต้องลงสู้ในระดับเขต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่จะต้องหยิบยกพิจารณาว่าตามกติกาในปัจจุบันผู้สมัคร ส.ส. จะต้องเป็นผู้ที่เรียกคะแนนให้พรรคได้มากที่สุด ทั้งหมดนี้ต้องกลับมาทบทวนและตั้งคำถามว่าจะยึดแนวทางเดิมหรือปรับเปลี่ยนตามกติกา

ด้านนายอภิรักษ์ แสดงวิสัยทัศน์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถึงแม้ว่าพรรคจะมีการปรับตัวในเรื่องของการทำนโยบาย ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน แต่ประชาชนกลับไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานนโยบายอย่างเดียว เพราะกระแสความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีต่อชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต ทำให้การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนไปมาก 

นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าแข่งขันนอกจากศรัทธาเลื่อมใสในพรรคประชาธิปัตย์แล้ว จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงอายุ 12 ปี คุณแม่พาตนไปร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และเป็นภาพจำถึงการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษา ทำให้สนใจการเมือง และได้สมัครเป็นสมาชิกพรรค ในช่วงปี 2534 – 2535 อีกทั้ง ในช่วงทำงานในภาคเอกชน ก็ได้ทำงานช่วยพรรคอยู่เสมอ

ขณะที่นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนมาด้วยใจเป็นคนหน้ากับใจที่ตรงกันและไม่ได้รับงานมาจากใครในการลงหัวหน้าพรรคครั้งนี้ และอย่าคิดว่านายถาวร เสนเนียม ที่สนับสนุนตนรับคำสั่งจากใครมา ขอให้พรรคมีความรักสามัคคีรวมพลังกันเหมือนเดิม เดิมพรรคเราเหมือนไม้ซุงท่อนใหญ่แต่วันนี้เหมือนเป็นไม้ซีก ถ้าได้เป็นหัวหน้าพรรคจะทำให้ไม้ซีกกลับมาเป็นไม้ซุงเช่นเดิม และจะบริหารด้วยความเสมอภาค ส่วนเลขาธิการพรรคก็ไม่ใช่มาเฟียของพรรรค จะบริหารแบบเพื่อนกับเพื่อน ไม่ใช่หัวหน้ากับลูกน้อง จึงขอโอกาสมาขอกู้พรรค ทั้งนี้ หากได้เป็นหัวหน้าพรรคและพรรคมีมติเข้าร่วมรัฐบาล ตนจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ผ่านมาปัญหาเกิดจากการบริหารพรรคที่ผิดพลาด ไม่เป็นธรรม คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมที่สุดเขาก็ระเบิดออกมา

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังการแสดงวิสัยทัศน์ ว่า บรรยากาศในวันนี้เป็นไปด้วยดี แม้นายจุรินทร์  ไม่ได้เข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์ สมาชิกก็ไม่ได้ติดใจอะไร  โดยทั้งสามคนได้แสดงวิสัยทัศน์ไปในทิศทางเดียวกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อนำพาพรรคไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานสำคัญของพรรค แต่ครั้งนี้กลับได้ส.ส.น้อยลงเกินครึ่ง ซึ่งผู้สมัครได้พูดถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆทั้งเรื่องอาชีพ ยาง ปาล์ม ภาคประชาสังคม ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย 

นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงโอกาสที่จะร่วมรัฐบาลด้วย โดยทั้งสามคนมีความเห็นว่าการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่เพื่อต้องการตำแหน่งหรืออะไร แต่มองว่าหากเข้าร่วมรัฐบาลแล้วต้องมีเงื่อนไขว่าพรรคจะสามารถนำนโยบายที่หาเสียงไว้ไปเป็นประโยชน์อย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังมีกระบวนการอีกเยอะ  และต้องฟังเสียงประชาชนด้วยซึ่งนายอภิรักษ์ และนายพีระพันธ์พูดตรงกันว่าหากตนได้เป็นหัวหน้าพรรคและเข้าร่วมรัฐบาลก็จะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ และหากพรรคไม่เข้าร่วมรัฐบาลก็จะต้องมาดูถึงการฟื้นฟูพรรคโดยคนที่เป็นส.ส.ก็ทำหน้าที่ในสภาไป แต่คนที่ไม่ได้เป็นก็มาทำงานฟื้นฟูพรรค

“ดังนั้นการที่มีข่าวว่าทางพรรคพลังประชารัฐจะให้ตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 6 ตำแหน่งให้กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น จึงเป็นการสร้างข่าวออกมามากกว่า เพราะพรรคประชาธิปัตย์ก็มีศักดิ์ศรีไม่ใช่เขาโยนอะไรมาก็งับ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีศักดิ์ศรี”นายสาทิตย์ กล่าว 


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน