เมื่อ 'พี่-น้อง' เป็นของแสลง


   

          ส.ส. "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" ๔๙๘ คน

                เรียบร้อยแล้ว

                ส.ว. "สมาชิกวุฒิสภา" ๒๕๐ คน

                ทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว

                ไม่วันนี้ (๑๑ พ.ค.๖๒) ก็พรุ่งนี้ น่าจะได้เห็นชื่อ เมื่อมีโปรดเกล้าฯ ลงมา

                และหลังวัน "วิสาขบูชา" ที่ ๑๘ พฤษภาไปแล้ว

                "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จะเสด็จฯ ไปทรงเปิดประชุมรัฐสภานัดแรก

                นั่นก็คือ ในสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือนพฤษภา..........

                ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑-๒๒-๒๓-๒๔ ทั้งสภาผู้แทน และวุฒิสภา จะได้ตัวประธานและรองประธาน จากที่ประชุมครบเครื่อง

                จากนั้น ตัว "นายกรัฐมนตรี" คนที่ ๓๐ คือใคร?

                ได้เห็นแน่.......

                ไม่เกิน ๒๔ พ.ค.จากที่ประชุมร่วม "ส.ส.-ส.ว." ๗๕๐ คน

                ในที่ประชุมรัฐสภา เสนอชื่อคนไหนเป็นนายกฯ และคนนั้น ได้รับเสียงโหวตเกินกึ่งหนึ่ง คือตั้งแต่ ๓๗๖ คน ขึ้นไป

                "ได้เป็นนายกฯ"!

                แต่จะใช่ "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" หรือไม่?

                เพื่อไม่เป็นการทำร้ายจิตใจกันจนเกินไป เว้นช่องว่างไว้ให้ธนาธรเติมชื่อสุดารัตน์เป็นนายกฯ ของคนรุ่นใหม่ไปพลางๆ ก่อนพอได้ประโลมใจ

                หมดลุ้นรายชื่อ ๕๐๐ ส.ส.ตอนนี้ต่างลุ้นรายชื่อ ๒๕๐ ส.ว. แต่มีอยู่คน.........

                ยังไม่ทันรู้ว่าจะติดโผหรือไม่

                แต่คน "ยี้" ล่วงหน้าทั้งเมือง

                นั่นคือ "พลเอกปรีชา จันทร์โอชา" น้องชายนายกฯ นั่นเอง!

                ลำดับความตามท้องเรื่อง พลเอกปรีชาน่าจะผิดโผ ๒๕๐ ส.ว.จริงๆ

                เพราะท่านเป็น สนช.อยู่ และยื่นใบลาออกเมื่อ ๔-๕ วันที่ผ่านมา แสดงว่าได้ "ตีตั๋วต่อ" เป็นแน่แล้ว

                ยิ่ง "พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกฯ พูดส่อนัยสมพ้องตามร่ำลือ

                "เชื้อไวรัสปรีชา" ระบาดพรึ่บ น่าสะพรึง!

                นี่ว่ากันเฉพาะด้าน ส.ว.นะ ยังไม่ไปถึงด้าน ครม.แต่ดูแล้ว จากกระแสเสียงและทิศทาง ไม่ว่าจากด้านไหน

                พุ่งใส่ "นายกฯ ประยุทธ์" เต็มๆ!

                เรื่องพี่-เรื่องน้อง เป็นวิบากกรรมอย่างหนึ่งของพลเอกประยุทธ์

                เป็นนายกฯ มา ๕ ปี ไม่มีใครด่าได้เรื่อง "หลังบ้าน" มาจุ้นจ้านสร้างครหา

                มีแต่พลเอกปรีชา น้องชายของท่านคนนี้แหละ ทั้งก่อนเกษียณและหลังเกษียณ

                ตัวพลเอกปรีชาเอง รวมทั้งภรรยาและลูก

                เกิดเป็นข่าว สร้าง "เครดิตลบ" ให้ตัวนายกฯ ไม่เว้นวาย

                ถ้าผมเป็นพลเอกปรีชานะ........

                จบจาก สนช.นี้ ก็ลี้จากวงจรอำนาจและการเมืองไปทำมาหากินอย่างอื่น หรือพักผ่อนนอนสบายอยู่กับบ้านดีกว่า

                อำนาจ-วาสนา-บารมี-เงินทอง ก็มีครบแล้ว จะกระหายหาให้กลายเป็นเหาไปเพื่ออะไร?

                มรดกตระกูลที่ได้ เงินดาว-เงินเดือนที่เก็บสะสมไว้ สองคนตา-ยาย ใช้วันละหมื่น-สองหมื่น

                ยันตาย ก็เหลือจนบูด!

                ส่วนลูกเต้า ก็โตไปทำมาหากิน เที่ยวประมูลงานตามค่ายทหารได้เองแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วง

                ถ้าถามว่า ทำไมต้องให้ "อดทน-อดกลั้น" ในหมวดบารมีว่าด้วย "การเสียสละ" อย่างนี้?                            

                คำตอบเดียว คือ........

                เพื่อความสบายใจทุกฝ่าย ในเมื่อสังคมมองท่านเป็น "ตัวบูด" ก็พาตัวเองออกมาให้พ้น "เกมอำนาจ" ที่พี่ชายท่านกำลังเล่น ซึ่งต้องใช้เครดิตเป็นเดิมพันสูงซะ

                เพราะการมาเป็น ส.ว.ของท่าน

                แทนที่จะเป็นจุดแข็ง.....

                กลับเป็นการสร้าง "จุดตาย-จุดสลบ" ให้พี่ชาย และไม่ใช่ประเดี๋ยว-ประด๋าว

                มันยาวนานตราบเท่าอายุ ส.ว.คือ ๕ ปีโน่นเลย!

                ๕ ปี ในตำแหน่งนายกฯ เผด็จการ พี่ชายท่านใช้เงินไม่เปลืองเท่าไหร่

                 แต่ใช้เครดิตหมดไปกับน้องชายที่ชื่อปรีชาและพี่ชายที่ชื่อประวิตรและอนุพงษ์ ชนิดต้องบอกว่า

                ..........."เปลืองมาก"!

                ก็บอกด้วยหวังดี ไม่มีผลทางการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันทันด่วนใดๆ ได้แล้ว

                เว้นแต่ พลเอกปรีชาตรองตก และสำนึกในเงาตัวเอง ว่าเพราะเหตุใด สังคมจึงจับจ้องและตีตราให้เป็น "คนดีที่ไม่ต้องการ" เช่นนี้?

                ปลีกไปแก้ไขซะ ไม่ใช่เข้ามาแพร่เชื้อไวรัสใส่รัฐบาลเลือกตั้งแต่เริ่ม!

                นอกจากพลเอกปรีชาแล้ว ฟังเสียงซีกพรรคที่จะมาร่วมเป็นรัฐบาลที่มี "พลเอกประยุทธ์" เป็นนายกฯ

                เขายกประเด็น "ไม่ทำงานกับเผด็จการทหาร" เป็นแง่ต่อรองว่าจะร่วม-ไม่ร่วม

                แล้วชี้ตัว "เผด็จการทหาร" ไปที่

                พลเอกประวิตร

                พลเอกอนุพงษ์

                ถ้า ๒ คนนี้อยู่ ๒-๓ พรรค เขาจะไม่มาร่วมเป็น "รัฐบาลจากการเลือกตั้ง"

                คือ ในคณะ คสช.เขายอมรับ "พลเอกประยุทธ์" ในตำแหน่งนายกฯ คนเดียว

                เพราะพลเอกประยุทธ์ ถือว่าเป็นนายกฯ ประชาธิปไตย มาจากเลือกตั้ง!

                ในประเด็น ไม่เอา "ประวิตร-อนุพงษ์" ซึ่งเป็นพี่ใหญ่-พี่รอง ซึ่งหอบหิ้ว เกื้อกูลกันมาเกือบครึ่งชีวิต

                ในความรู้สึกของพลเอกประยุทธ์ แน่นอน...ฟังแล้ว สะเทือนใจ!

                จะจริง หรือสุดท้ายแล้ว ต่อรอง "ยอมกันได้" แต่ถึงอย่างไร ปฏิกิริยา "ไม่เอา" พี่ใหญ่-พี่รอง

                มันจิกหัวใจ "บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก" จนเกิดแผลเสียแล้ว!

                ในความเห็นผม........

                พลเอกประวิตร นั้น "ที่มัวก็มี-ที่ดีก็มาก" สังคมจับจ้องมาก่อนเป็นรัฐบาล คสช.ด้วยซ้ำ

                คนไม่ชอบหน้ากัน ดีหรือเลว ถูกสรุปเป็น "เลว" หมดแหละ

                มันเป็นเวรกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เห็นใจท่าน ต้องบอกว่าจากกรรมบางอย่าง ส่งผลให้ "สังคมระแวง" ท่านตลอดกาล

                เรื่องอื่นๆ ไม่รู้.........

                รู้ เพราะถูกใจผมเรื่องเดียว คือ เรื่อง "ซื้อเรือดำน้ำ" ที่ด่ากันข้ามภพ-ข้ามชาติ จนบัดป่านนี้

                รัฐบาลใหม่ ผมเดาใจพลเอกประวิตร

                ท่านไม่ไหวแล้ว!

                คืออยากไปต่อ แต่สุขภาพ-สังขารท่าน น่าจะไปไม่ไหวในตำแหน่งกองหน้าอย่างปัจจุบัน

                ฉะนั้น พลเอกประยุทธ์ คงไม่ลากพี่ใหญ่มาใช้งานหนักอย่าง ๔-๕ ปีที่ผ่านมาอีก

                เว้นแต่ประสงค์ให้พี่ใหญ่ "ตายคาตำแหน่ง"!

                อีกอย่าง พลเอกประวิตร ท่านก็โตพอที่จะเข้าใจโลกและชีวิต

                เจ็บแค่ช้ำ ดีกว่าไปต่อ เป็นตัวล่อเป้า ให้เขายำเละ คาเวทีไม่มีพี่เลี้ยง ที่เรียก "สภาผู้แทน"

                และพูดกันตรงๆ พลเอกปรีชา "ตัวบูด" ภาควุฒิสภา ท่านก็อยู่ในฐานะ "ตัวบูด" ภาครัฐบาล

                คนที่อานทั้งขึ้น-ทั้งล่อง คือ "น้องเล็ก" ที่เป็นนายกฯ!

                สำหรับพลเอกอนุพงษ์ ว่าไปแล้ว นอกจากเรื่องลูกชายแล้ว เขามองตัวท่านว่า "ความชั่วไม่มี-ความดีไม่ปรากฏ"

                แต่นักการเมืองเลือกตั้ง เขาอยากได้ "กระทรวงมหาดไทย"

                จะให้ทำไงล่ะ...ก็ต้องไล่ท่าน!

                จะไล่ให้ทันสมัย ก็ต้องอ้างเหตุ "ประชาธิปไตยไม่เอาสืบต่ออำนาจ"

                ความจริง เมื่อ คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาล คนตั้งหวังในตัวท่านสูงมาก

                ในด้านเข้ามาแล้ว ต้อง "ดุเด็ด-เผ็ด-มัน" ให้สมกับที่เป็น ผบ.ทบ.ลูกพี่ประยุทธ์มาก่อน

                แต่ปรากฏว่า "ชืด-จืด-กร่อย" ในความเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย

                จัดแถวคนใน "กรมการปกครอง" ได้ลงตัวขนาดไหน?

                ก็รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ สะท้อนจากบทบาท "ผู้ว่าราชการจังหวัด" หลายๆ จังหวัด

                ว่ากันไปแล้ว ก็สมควรนะ!             

                นักเลือกตั้งเขาเข้ามาแล้ว จะให้ "คนนอก" อย่างพลเอกอนุพงษ์ นั่งคาเก้าอี้มหาดไทย

                เป็นใคร ใครก็ไม่ยอม!

                ยิ่งคนที่นึกว่า "อมภูมิ" เอาเข้าจริง "ไม่มีภูมิ" ทางบู๊-ทางบุ๋นในการบริหาร กลับบ้านไปเถอะ

                ให้พลเอกประยุทธ์ "บินเดี่ยว" ในรัฐบาลประชาธิปไตยดูบ้าง

                ไม่เปรี้ยง ก็ให้โหม่งโลกไปเลย.

 


ผมผิดอะไร?...........ฟัง "ทอน" แถลงข่าวก็ได้ข้อสรุปไม่ใช่เรื่อง "อยู่เป็น" หรือ "อยู่ไม่เป็น" แล้วล่ะ        อยู่ไปก็ไลฟ์บอยซะมากกว่า 

"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว