อยู่ที่ใจ 'ประยุทธ์' ตัดคนเดียว


   

 

  พอ "พรรคเจ๊ง".........

                ทักษิณก็ฝังสมุนที่รบแพ้ด้วยการ "ซื้อสโมสรฟุตบอลอังกฤษ" สร้างจุดขายใหม่ทันที

                "สมน้ำหน้า" มัน!

                เมื่อก่อนก็ทีแล้ว จะตายๆ ก็เบี่ยงกระแสไปซื้อสโมสรฟุตบอลแมนฯ ซิตี ฉุดอารมณ์ฝันคนคลั่งบอลเมืองไทยขึ้นไปแขวนไว้บนดอย

                แล้วก็ถีบลงมา

                หลังได้ทั้งเครดิต ทั้งราคาที่ปั่นขึ้นไป ก็ฟันกำไรขายทิ้ง สัญญิง-สัญญาต่อยอดฟุตบอลไทย กลายเป็นลมตดให้ดม

                นี่ก็...งัดลูกไม้เก่ามาใช้

                หวังจะให้ฮือฮา สร้างฐานราคา ฐานเครดิตเศรษฐีด้วยมันนีโกงชาติ เพราะมันรู้ไต๋คนไทยบางพวก

                คือพวก "ตาบอดไม่กลัวเสือ" เชื่อง่าย-หลอกง่าย-คลั่งไคล้คนรวยแล้วไม่โกง ยังมีอยู่มากในสังคมไทย

                ไม่เพียงในหมู่รากหญ้า......

                ในระดับยอดยาง "นักวิชาการ-อาจารย์มหา'ลัย" ที่ยอมขายตัวแลกล่มชาติให้มัน ก็ยังมีถมไป

                ก็เชื่อมันสิ.......

                ญาติพงศ์วงศามัน จะได้ออกลูกเป็นลิง!

                รู้กันไว้ด้วย ทางเดินอำนาจของมันแคบเข้าทุกที แต่ตรงนี้ไม่น่าสนใจเท่ากับ "ความแคบ"

                ใน "ทางเดินชีวิต" มัน ขอบอก!

                ในช่วงเปลี่ยนหัวรอบจักรราศีประเทศ ทุกอย่างจะขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ

                อาจจะไม่ทันใจมนุษย์

                ยิ่งมนุษย์ทาสความเร็วไอที ที่ถนัดทาง ไถปรื๊ด..ไถปรื๊ด..ยุคนี้ด้วยแล้ว หงุดหงิดมาก

                แต่โปรดรู้ไว้ ในความอืดอาดแต่ละย่างก้าวสถานการณ์ นั้น

                ในทุกเขยื้อนและทุกเคลื่อน.......

                จะหน่วงหนัก-กดทับ-หนึบแน่น ลงไปทีละนิด เหมือนตอกเสาเข็ม ทั้งด้านอุบัติและด้านวิบัติ

                ดังนั้น จะกินอาหารให้อร่อย ต้องใจเย็นๆ!

                อย่างเมื่อวาน (๑๓ พ.ค.) ของจริงไม่ต้องโหมโรงนาน ๑๑ พรรค ๑๑ ส.ส.ก็เรียงแถวแถลงเป็นหลักการร่วม

                -สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ รอบ ๒

                -สนับสนุนพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล

                -ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนเรื่องเก้าอี้ เรื่องตำแหน่ง

                -มีเพียงเงื่อนไข.....

                ถ้ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนไหน ทำไม่ดี ทำไม่ถูก ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ชาติ ประโยชน์ประชาชน

                พวกเขาจะเล่นงานรัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนนั้นทันที ทั้งด้านกฎหมาย และด้านไม่สนับสนุนการดำรงอยู่ของรัฐบาล

                พูดได้คำเดียวว่า......

                "เจ๋ง"!

                ไม่อ้อมค้อม ไม่งอแง ไม่ลีลา ตรงไป-ตรงมา ไม่เรื่องมากแบบนี้ คนไทยชอบ

                ๑๑ พรรคจิ๋ว และ ๑๑ ส.ส.มีใครบ้าง ดูหน้า-ดูตาหน่อยซิ?

                เอาหน้ามาให้ดูไม่ได้ แต่เอาชื่อพร้อมสรรพคุณแต่ละคนเล็กๆ น้อยๆ พอได้ จะอาศัยลอกข้อมูลจากเว็บกรุงเทพธุรกิจมาให้ดู

                ๑.พรรคประชาภิวัฒน์

                "นายสมเกียรติ ศรลัมพ์" หัวหน้าพรรค อดีต ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย อดีต ส.ว.มาจาก  ๖๙,๔๑๗ คะแนน

                ๒.พรรคพลังไทยรักไทย

                "นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล" หัวหน้าพรรค มาจาก ๖๐,๕๘๘ คะแนน

                ๓.พรรคไทยศรีวิไลย์

                "นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์" หัวหน้าพรรค อดีตเป็นเลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ มาจาก ๖๐,๔๑๒ คะแนน

                ๔.พรรคประชานิยม

                "พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์" อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์แต่แรก มาจาก ๕๖,๖๑๗ คะแนน

                ๕.พรรคครูไทยเพื่อประชาชน

                "นายปรีดา บุญเพลิง" หัวหน้าพรรค มาจากคะแนน ๕๖,๓๓๙ คะแนน

                ๖.พรรคประชาธรรม

                "นายพิเชษฐ สถิรชวาล" หัวหน้าพรรค อดีตพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ อดีต ผอ.ขสมก.มาจาก  ๔๗,๘๔๘ คะแนน

                ๗.พรรคพลังชาติไทย

                "พลตรี ทรงกลด ทิพย์รัตน์" หัวหน้าพรรค

                ๘.พรรคพลเมืองไทย

                "นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์" รักษาการหัวหน้าพรรค อดีต ส.ส.กทม.ไทยรักไทย ลูกสาว "นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์" มาจาก ๔๔,๗๖๖ คะแนน

                ๙.พรรคประชาธิปไตยใหม่

                "นายสุรทิน พิจารณ์" หัวหน้าพรรค มาจาก ๓๙,๗๙๒ คะแนน

                ๑๐.พรรคพลังธรรมใหม่

                "นพ.ระวี มาศฉมาดล" อดีตเลขาธิการพรรคพลังธรรม มาจาก ๓๕,๕๓๓ คะแนน และ

                ๑๑.พรรคไทรักธรรม

                "นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค" หัวหน้าพรรค มาจาก ๓๓,๗๔๘ คะแนน

                ความจริง "พรรคจิ๋ว" มีทั้งหมด ๑๓ พรรค ๑๓ ส.ส. หากแต่ประกาศชัดเจนไปก่อนแต่แรกแล้ว ๒  จิ๋ว

                คือพรรคประชาชนปฏิรูป ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อยู่ในซีกพลังประชารัฐ สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ

                นายไพบูลย์นี้ ไม่ต้องบอกสรรพคุณนะ ถ้าใครบอกว่าไม่รู้จัก แสดงว่า เพิ่งออกจากการปลีกวิเวกในป่าหลังเขา

                ส่วนอีกพรรค คือพรรคพลังปวงชนไทย นายนิคม บุญวิเศษ เป็นหัวหน้า ลงสัตยาบันอยู่ในซีกเพื่อไทยแต่แรกแล้ว

                ไม่แปลก ที่เลือกข้างเพื่อไทยชัดเจนแต่แรก เพราะเป็นพรรคของ "พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร"

                ที่ตกเป็นข่าว กรณีลูกพรรคไปร้อง กกต.ว่าถูกหลอกให้ออกค่าใช้จ่ายไปก่อน แล้วถูกเบี้ยว!

                เนี่ย.......

                ดูกันด้วยข้อมูลสรุปภายใน ก็ลงตัวว่าซีกพลังประชารัฐ รวมเสียงข้างมากได้แล้ว ๒๕๓ เสียง

                ในการโหวตเลือกนายกฯ พลเอกประยุทธ์ ชัวร์ ๓๗๖ เสียงขึ้น ได้เป็นนายกฯ แน่

                และซีกพลังประชารัฐ ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมากที่ "ไม่มากนัก" ได้สบาย

                แต่จะอยู่ได้ ไม่ค่อยสบายนัก!

                เพราะใน ๒๕๓ เสียง จะต้องปันไปเป็นประธานสภาและรอง รวมแล้ว ๓ คน

                ประชุมสภาครั้งใด เสียวต่อการ "ถูกคว่ำ" ครั้งนั้น

                คนภายนอกมองว่า "ซีกรัฐบาล" เสียว

                แต่คนภายใน คือนักการเมืองด้วยกัน จะบอกว่า ลักษณะนี้ ด้วยนิยาม "ไก่เห็นตีนงู-งูเห็นนมไก่"

                "ซีกฝ่ายค้าน" เสียวกว่า!

                คือเสียวเรื่อง ส.ส.ในซีกนี้ จะถูกดูดไปอยู่ซีกรัฐบาล อย่างที่เรียกกันว่า "งูเห่า" นั่นแหละ

                มันเป็นธรรมชาติการเมืองระบบรัฐสภา ที่แต่ละฝ่ายต้องขวนขวายหามือมาสะสมไว้ในฝ่ายตนให้ได้มากที่สุด

                สมัยรัฐบาลทักษิณปี ๔๔ มีเสียงล้นสภา ขนาดนั้น ยังต้องไปดูดซีกฝ่ายค้านมาเพิ่ม

                และไม่ใช่ดูดทีละคน-สองคนนะ

                ดูดมันทีเดียว "ยกพรรค" เลย เช่นพรรค "ความหวังใหม่" ของพลเอกชวลิต เป็นต้น

                ฉะนั้น อย่าแปลกใจ เมื่อพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลแล้ว จะมี ส.ส.ซีกเพื่อไทย ไม่รู้ว่าจากพรรคไหนต่อพรรคไหน ข้ามฟากมาเพิ่มเป็นเสียงสนับสนุน จนมากกว่า ๒๕๓ เสียงฐาน

                การเมืองมันก็คือการเมือง รัฐบาลระบบรัฐสภาไม่ว่าที่ไหนในโลก การแสวงหาเสียงสนับสนุนเพิ่ม มันเป็นธรรมชาติ

                ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ฝ่ายรัฐบาลเมื่อเริ่มงานแล้ว มีผลงานสร้างความเชื่อมั่นในทิศทางให้ประชาชนเชื่อถือขนาดไหน

                ถ้าบริหารดี ผลงานเข้าตา ประชาชนสนับสนุน รัฐบาลก็จะเหมือน "ร่องน้ำลึก"

                ทุกอย่าง จะไหลเข้ามาในทิศทางน้ำลึก เป็นธรรมดา!

                ในนิยามที่บอกแต่แรก

                จักรราศีประเทศ หมุนเข้าสู่จุด "ล้างเก่า-สร้างใหม่" การปรับเปลี่ยนจะเป็นในรูปลักษณ์ "พลังน้ำวน"

                มันจะหมุนๆๆๆๆ เป็นกรวยผ่านเกลียวน้ำ สิ่งบ่าไหลจะค่อยๆ ถูกดูดเข้าวังวน

                จะไม่จ๊วบ...หายไปทันที-ทันใด

                หากแต่จะเอ้อเร้อ-เอ้อเต่อไปตามเกลียวกรวยอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็...จ๊วบบบ ด้วยพลังน้ำวน ดูดหายเข้าไป! 

                ก็อย่างที่ว่า...

                มันช้า แต่หนักหน่วง หนึบหนับ ผนึกแน่น

                การจะเป็นเช่นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า ผลงานซีกรัฐบาลจะสร้าง "พลังน้ำวน" ได้ขนาดไหนเท่านั้น!?

                พลเอกประยุทธ์ ต้อง "ช่วยตัวเอง" ก่อน และทำตัวให้เบา ด้วยการปลดเปลื้องคณะบุคคลที่เป็นภาระรุงรังให้เหลือน้อยที่สุด

                เมื่อตัวเบา..........

                คนอื่นก็ไม่เกี่ยงที่จะช่วยแบก!

                เรื่องของเรื่องมันก็มีเท่านี้แหละ ภาระใดจริงๆ ไม่เคยมีในโลก

                เพราะ "ใจผูก" ทั้งสองบ่า สองเอว จึงไม่เหลือที่ว่าง

                ปลดทิ้งซะบ้าง.......

                ให้เหลือที่ว่างสำหรับ "วางชาติ-วางประชาชน" ก็พอ.

 


ทฤษฎี "ตาบอดไม่กลัวเสือ" ของทักษิณ ทำให้พรรคการเมืองหนึ่ง ได้ครองอีสานมาร่วม ๒ ทศวรรษ

'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า
น้ำท่วม 'อย่าเอาแต่ดู' ต้องทำ