ส่องนโยบาย 12 พรรคเล็ก ร่วมรัฐบาล “ประยุทธ์” ทำได้หรือชวนเชื่อ


   

 

     เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา 11 พรรคการเมืองเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับคะแนนเสียงต่ำกว่าเกณฑ์ ส.ส.พึงมี (7 หมื่นกว่าคะแนน) แต่ได้รับ ส.ส.พรรคละ 1 ที่นั่ง จากการคำนวณของ กกต. ได้ร่วมกันลงนามสัตยาบันสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกฯ ต่อไป ไม่ผิดจากที่หลายคนคาดหมาย โดย 1 ใน 11 พรรคการเมืองที่ลงนามนั้น มีพรรคเดียวที่ได้คะแนนตามเกณฑ์ ส.ส.พึงมี คือ “พรรคพลังชาติไทย” ซึ่งได้คะแนนมากกว่า 7 หมื่น ร่วมลงนามด้วย ส่วน “พรรคประชาชนปฏิรูป” ที่คะแนนต่ำกว่า 7 หมื่น แต่ไม่ได้มาลงนาม เพราะหัวหน้าพรรคประกาศตัวมานานว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่แล้ว

                ดังนั้นจึงมีทั้งหมด 12 พรรคเล็ก ที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อไป ประกอบด้วย พรรคพลังชาติไทย ได้คะแนนตามเกณฑ์ ส.ส.พึงมี + 10 พรรคร่วมลงสัตยาบัน กับ 1 พรรคประชาชนปฏิรูป ที่ไม่ได้คะแนนตามเกณฑ์ ส.ส.พึงมี

                การเข้าร่วมกับฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลมากกว่า นอกจากจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของแต่ละพรรคที่อาจจะได้รับจากการร่วมรัฐบาลแล้ว การผลักดันนโยบายก็อาจถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่อ้างได้ในการเข้าร่วมรัฐบาล ต่างจากการเป็นฝ่ายค้านที่ผลักดันนโยบายไปปฏิบัติได้ยากกว่า เราจึงสำรวจนโยบายที่น่าสนใจของทั้ง 12 พรรคเล็ก ที่เคยให้ไว้ต่อ กกต. และสื่อมวลชนในช่วงหาเสียงที่ผ่านมาว่ามีอะไรบ้าง

                1.พรรคพลังชาติไทย มีสโลแกน “หาเงินก่อนทำนโยบาย” โดยมี 5 โครงการหาเงินคือ  ขุดคลองไทย, เปิดสถานบันเทิงครบวงจร, ทำเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ, เปลี่ยนแปลงการท่องเที่ยวเป็นมาตรฐานสากล และเปิดศูนย์กลางการเงินของโลกเป็นรัฐสวัสดิการ

                2.พรรคประชาภิวัฒน์ เช่น 1 จังหวัด 1 พุทธมณฑล, จัดตั้งธนาคารพระพุทธศาสนา, ส.ป.ก.เปลี่ยนมือได้, เงินผู้สูงอายุท่านละ 5,000 บาท, เบี้ยยังชีพแม่เลี้ยงเดี่ยว 10,000 บาท, ปรับโครงสร้างหนี้บัตรเครดิตและล้างประวัติระบบเครดิตบูโร

                3.พรรคไทยศรีวิไลย์ มีสโลแกน “ฟื้นเศรษฐกิจ ซ่อมฟิตระบบราชการ ปราบโกง โปร่งใส” ซึ่งมีรายละเอียดนโยบายที่หลากหลาย โดยนโยบายที่เกี่ยวกับราชการนั้น หัวหน้าพรรคเปิดเผยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2561 ว่าจะลดเงินเดือนข้าราชการระดับ 8-11 ลด 15%-25%, ลดค่าตอบแทนผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ 30%-50% และลดเงินเดือนค่าตอบแทนนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารองค์กรอิสระ 50%

                4.พรรคพลังไทยรักไทย เช่น พักหนี้เกษตรกร 3 ปี, กองทุนหมู่บ้านละ 3 ล้าน, ตั้งกองทุนแห่งรัฐพัฒนาประเทศ, ตั้งบรรษัทเกษตรแห่งชาติจำกัด (มหาชน) และสร้างท่าเรือน้ำลึกอ่าวไทยอันดามันเชื่อมด้วยรถไฟรางคู่

                5.พรรคครูไทยเพื่อประชาชน มีการเปิดเผยนโยบายในการประชุมพรรค เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2561 เช่น ปลดหนี้ครู-กยศ., ตั้งธนาคารวิถีพุทธ บัตรคนดีปลดหนี้ประชาชน, ยกเลิกสวนป่าเปลี่ยน สปก./สทก. เป็นโฉนด, ตั้งธนาคารประชาชน และปลูกต้นไม้ใช้หนี้

                6.พรรคประชานิยม เช่น หยุดกองทัพซื้ออาวุธ 10 ปี นำเงิน 4 แสนล้านบาทไปพัฒนาประเทศ, เปลี่ยนงบซื้อรถถังไปซื้อรถโดยสารปรับอากาศ 1 หมื่นคัน และสร้างอาคารรักษาพยาบาลเพิ่ม 1 แสนเตียง

                7.พรรคประชาธรรมไทย หัวหน้าพรรคเปิดเผยนโยบายไว้เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2561 เช่น ออมเงินตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 20 ปี, จัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, ปฏิรูปข้อมูลเครดิตบูโร, ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านร่วมเป็นสภาที่ปรึกษาขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ และบัตรประชาชนใบเดียวมีครบทุกข้อมูล

                8.พรรคประชาชนปฏิรูป เช่น จัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปจังหวัด 77 จังหวัด เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลเจ้าหน้าที่รัฐ

                9.พรรคพลเมืองไทย เช่น สร้างสังคมสวัสดิการ, ให้ท้องถิ่นตรวจสอบการทอดทิ้งที่ดิน เพื่อยึดเป็นของรัฐตามกฎหมายที่ดิน และจัดสรรที่ดินให้คนจนที่ยากไร้

                10.พรรคประชาธิปไตยใหม่ เช่น บำนาญผู้สูงอายุเดือนละ 3 พันบาท, บัตรประชาชนประกันตัวได้, ตั้งกระทรวงศาสนา และส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานทางเลือก

                11.พรรคพลังธรรมใหม่ เช่น คดีทุจริตไม่มีอายุความ ทุจริตเกิน 50 ล้านประหารชีวิต, ลดราคาน้ำมัน-แก๊สหุงต้ม, หมอประจำตัว และเกษตรกรต้องมีที่ดิน โดยตั้งเขตเศรษฐกิจพอเพียง

                12.พรรคไทรักธรรม เช่น มุ่งเน้นให้ประชาชนมีอาชีพเสริม ได้ระบบเงินปันผลโดยสหกรณ์ออนไลน์ นอกจากนี้ รองโฆษกพรรคยังเปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มี.ค.2562 ชูนโยบายเมืองไทย 24 ชั่วโมง ฟื้นฟูธุรกิจกลางคืน และเซ็กซ์ทอยถูกกฎหมายด้วย

                นโยบายทั้งหมดนี้จะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้หรือไม่ จากการร่วมรัฐบาลด้วย ส.ส. พรรคละที่นั่งเดียว บางนโยบายอาจปฏิบัติได้จริง เพราะสอดคล้องกับนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาล ขณะที่บางนโยบายเห็นได้ชัดว่ามีแนวโน้มสวนทางกับความคิดของรัฐบาลโดยตรง จนไม่อาจปฏิบัติได้จริง ยากแก่การผลักดันให้สำเร็จทั้งที่ร่วมรัฐบาล ไม่อาจสนองตอบต่อเจตนารมณ์ประชาชนที่ลงคะแนนเลือกนโยบายนั้นได้เลย สุดท้ายจะกลายเป็นเพียง “โฆษณาชวนเชื่อ” ช่วงหาเสียงเท่านั้นเอง.

 


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์.... รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)

เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'
บ้านเมือง 'คนละเรื่องเดียวกัน'