ต้นแบบ 'วุฒิสภา' มาจากไหน?


   

             เต็มใบซะที...........!

                สำหรับบ้านเมืองไทยในรูปโฉมประชาธิปไตย "ระบบรัฐสภา" บริหาร

                เมื่อวาน (๑๔ พ.ค.๖๒)

                มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภาแล้ว

                ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๒ เป็นต้นไป

                ภาษาชาวบ้าน ก็แปลว่า "สภาเปิด" แล้ว

                ชะตาอนาคตชาติบ้านเมือง ต่อจากนี้ไป จะไปซ้าย-ไปขวา ขึ้นสวรรค์ หรือลงนรก

                สุดแล้วแต่ "ท่านผู้ทรงเกียรติ" จะบันดาลให้เป็นไป ตามอิทธิฤทธิ์-อิทธิเดช ของเหล่าท่าน

                และวันเดียวกัน รายชื่อ ๒๕๐ ส.ว.ก็คลอดพร้อมสรรพ

                เป็นอันว่า ขณะนี้ ประเทศไทย มีสมาชิกรัฐสภาครบแล้ว ส.ส.๔๙๘ คน และ ส.ว.๒๕๐ รวม ๗๔๘ คน

                ที่ขาดอีก ๒ เป็นส่วน ส.ส.ในระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์อย่างละหนึ่ง

                รออีกแป๊บ.........

                กำลังจะเลือกตั้งใหม่ แทนคนเดิมของเพื่อไทยที่ได้ใบส้มในเขต ๘ เชียงใหม่ อาทิตย์ ๒๖ พ.ค.นี้รู้

                เมื่อ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" เสด็จฯ ไปทรงเปิดรัฐสภานัดปฐมฤกษ์ ๒๔ พ.ค.แล้ว

                ขั้นตอนในวันต่อไป ประชุมเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานฯ

                จากนั้น ก็.........

                ประชุมรัฐสภา โหวตนายกฯ!

                จะว่าไปแล้ว ประเทศไทยเข้าวงรอบ "เปลี่ยนยุค" จริงๆ

                ก็ดูซี......

                สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็สู่รัชสมัยใหม่

                สถาบันนิติบัญญัติ ก็สู่ประชาธิปไตยรัฐสภาใหม่

                สถาบันบริหาร คือรัฐบาล ก็กำลังสู่รัฐบาลใหม่

                ผู้นำรัฐสภา ผู้นำรัฐบาล ก็จะได้ "คนใหม่" ทั้งหมด

                มีเก่า "ซุกคราบใหม่" ตบตาชาวบ้านอยู่อย่างเดียว คือ

                พรรค "กางเกงในเก่า"!?

                ลึกๆ ในใจคนไทย ประเทศมี ส.ส. มีสภา มีประชาธิปไตยรูปแบบ

                .......ก็งั้นๆ

                พวกที่ดีใจจนเนื้อเต้น กลายเป็นฝรั่งมังค่า "ยุโรป-สหรัฐฯ"

                ต่อไปนี้ คบค้า "หาประโยชน์" ได้คล่องคอจากไทย โดยไม่ขัดกฎหมายบ้านเขาซะที

                เพราะไทย ตีตรา "ประชาธิปไตย" แล้ว!

                กลับไปดูเรื่อง ๒๕๐ ส.ว.กันซักหน่อย แน่นอน...มีแต่คนเงื้ออีโต้รอสับ

                ฉะนั้น ไม่แปลก คลอดปุ๊บ พลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร ขึ้นเขียงทันที

                สำหรับคนทั่วไป การใช้เพียง "ความรู้สึก" ตอบสนองเรื่องราว เป็นที่เข้าใจได้

                แต่สำหรับบางคน จบกฎหมายระดับดอกเตอร์ฝรั่งเศส เป็นอาจารย์สอนกฎหมายมหา'ลัย

                ปากก็พล่ามพร่ำประชาธิปไตยอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ จะเข้ามาสานต่อ

                กลับยกเรื่อง ๒๕๐ ส.ว.เป็นประเด็นขึ้นมาโยง ว่าเป็นตัวแทน คสช.เพื่อการสืบต่ออำนาจบ้าง

                เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นประชาธิปไตย บ้าง

                "ใกล้บ้า" ไปถึงขั้นว่า ถ้า ส.ว.โหวตเลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ "ผิดกฎหมาย" ไปโน่น!

                คนไม่รู้กฎหมายพูด ก็พอเข้าใจได้ แต่คนระดับ'จารย์สอนกฎหมาย กลับเอาอารมณ์มาพูดแทนกฎหมาย

                แบบนี้เขาเรียก ความรู้สูง แต่ตะแบงต่ำ!

                การโหวตใครเป็นนายกฯ ใน ๕ ปีแรก ของรัฐสภาชุดแรก ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ในบทเฉพาะกาล บอกไว้หมด ว่าแบบไหน อย่างไร?

                พวกกางเกงในเก่ามันก็รู้ แต่ตะแบงพูด "ตีรวน" หวังสร้างกระแสนำทางให้สังคม ๗ บรรทัด หลงเชื่อตาม ด้วยเห็นว่าคนพูดเป็น'จารย์กฎหมาย

                เห็นประกาศว่า จะเข้ามา "อภิวัฒน์ประชาธิปไตย" สานต่อจากคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ มิใช่หรือ?

                แล้วไม่รู้หรือว่า.........

                "คณะราษฎร" นำโดยอาจารย์ปรีดี ท่านทำอย่างไร ตอนให้มี "สภาผู้แทนราษฎร" เป็นครั้งแรก เมื่อปี ๒๔๗๖ นั่นน่ะ?

                ประชาธิปไตยจ๋าของคณะราษฎร ให้ ส.ส.มาจากเลือกตั้งทั้งหมดมั้ย

                ก็เปล่า.......

                ประชาธิปไตยคณะราษฎร แบ่ง ส.ส.เป็น ๒ ประเภท

                ส.ส.ประเภท ๑ มาจากเลือกตั้งโดยประชาชนแต่ละจังหวัดส่วนหนึ่ง และ

                ส.ส.ประเภท ๒ จากการแต่งตั้ง อีกส่วนหนึ่ง

                ในเมื่อคณะราษฎร ล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สถาปนาระบอบประชาธิปไตย ประชาชน (คณะราษฎร) เป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้ว

                ทำไมจึงไม่ให้ประชาชนเลือกตัวแทนของเขาเข้ามาเป็นปากเสียงในสภาทั้งหมดล่ะ จะต้องให้มี ส.ส.ประเภท ๒ ด้วยเหตุผลใด?

                สรุปให้ฟังถึงเหตุผลคณะราษฎรก็ได้.......

                เพราะเข้าใจ "สภาพสังคมไทย" (ตอนนั้นเป็นสยาม-เปลว) ว่าเป็นแบบไหน จึงประชาธิปไตยฮวบฮาบไม่ได้ ต้องค่อยเป็น-ค่อยไป

                ต้อง "ชี้ทาง-สร้างกรอบ" ให้เดิน

                ขืนชี้แล้วปล่อยให้เดินไปเองแต่แรก มีหวัง ตกเหว-ตกบ่อ เป็นกบในสระจ้อยให้พวกนกกระสาประชาธิปไตยจิกกินเปล่าๆ

                "พระยามโนปกรณ์ฯ" ประธานร่างรัฐธรรมนูญ แถลงต่อสภา ถึงเหตุต้องมี ส.ส.ประเภท ๒ ไว้ในบทเฉพาะกาล เมื่อ ๒๕ พ.ย.๗๕ ความตอนหนึ่ง ว่า......

                "........ความคุ้นเคยในการปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูญยังไม่แพร่หลายทั่วถึง

                ฉะนั้น จึ่งให้มีสมาชิกประเภทซึ่งเห็นว่า เป็นผู้คุ้นเคยการงาน และช่วยพยุงกิจการ ทำร่วมมือกันไปกับสมาชิกประเภทที่ ๑ ที่ราษฎรเลือกตั้งมา

    การทำเช่นนี้ ถ้าแม้เราอ่านรัฐธรรมนูญที่มีใหม่แล้ว มีอย่างนี้เสมอ เมื่อต่อไป สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นทำงานไปได้เองแล้ว ก็จักดำเนินการต่อไป"

                เห็นมั้ย...

                เจียดเวลาซักกางเกงในเก่าไปหาอ่าน "แนวความคิดประชาธิปไตย ของปรีดี พนมยงค์" ซักนิด

                ก็จะไม่นำฝูงไปจมปลัก จริงมั้ย?

                แล้ว ส.ส.ประเภท ๒ ของคณะราษฎร ที่เข้าไปประกบ ส.ส.ประเภท ๑ ที่มาจากเลือกตั้ง มีใครบ้าง อยากรู้มั้ย...นี่ไง

                พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)

                หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)

                หลวงพิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม)

                หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์)

                หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์ ธารีสวัสดิ์)

                หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย)

                หลวงอรรถกิตติกำจร (กลึง พนมยงค์)

                ทวี บุณยเกตุ

                เนตร์ พูนวิวัฒน์ .....ฯลฯ....

                อีกเยอะแยะ รวมทั้งหมด ๗๐ กว่าคน เอาแค่พอน้ำจิ้ม เห็นแต่ละชื่อ...ไม่ต้องบอก ก็รู้ว่า

                เป็น "คณะราษฎร" ทั้งหมด เข้าไปเป็น ส.ส.ประเภท ๒!

                ส.ส.ประเภท ๒ วันนั้น.........

                ก็คือ "วุฒิสมาชิก" อย่างทุกวันนี้นั่นแหละ!

                แล้วไง...เจ้าดอกเตอร์กางเกงในเก่า แบบนี้ "พระยาพหลฯ" และ "หลวงประดิษฐ์ฯ"

                ทำผิดรัฐธรรมนูญมั้ย....

                ถ้าผิด จะได้ให้แก๊งกระสันประชาธิปไตย ไปยืนชู ๓ นิ้วประท้วงหน้าหลุมศพ?

                "เนตร์ พูนวิวัฒน์" คือใคร ทราบมั้ย?

                คือ ร.ต.เนตร์ พูนวิวัฒน์ "ผู้นำกบฏ ร.ศ.๑๓๐" ในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั่นเอง

                ท่านอาจารย์ปรีดีกล่าวต่อ ร.ต.เนตร์ เมื่อพบกันภายหลังว่า ถ้าไม่มีกบฏ ร.ศ.๑๓๐ ก็ไม่มี "เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕"

                พูดง่ายๆ ร.ต.เนตร์ คือไอดอลของอาจารย์ปรีดี

                "ทำแล้วอย่ากลัวจะชั่วหรือดี คติพจน์ประจำตัวของนายปรีดี เพราะนี่คือ คำขวัญของกบฏ ร.ศ.๑๓๐

                ถึงแม้คราวนั้น ผู้ก่อจะพ่ายแพ้ แต่มันก็ได้จุดประกายความหวัง และความฝัน ให้แก่นายปรีดีในการเปลี่ยนแปลงในอีก ๒๐ ปีต่อมา"

                "เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน" โพสต์ไว้เอง ในเรื่อง "เรื่องรักของสามัญชน ปรีดี พูนศุข" มิใช่หรือ?

                ตอนท่านปรีดีเป็น รมว.มหาดไทย ร.ต.เนตร์ ก็เป็นเลขาฯ แสดงว่าท่านเลื่อมใสศรัทธาแนวทางล้มระบอบ-ล้มสถาบันของ ร.ต.เนตร์มากจริงๆ

                เอาเท่านี้ละมัง.....

                และขออนุญาตไปไหว้พระ "วิสาขบูชา" ซัก ๓-๔ วัน จันทร์หน้าค่อยจ๊ะเอ๋กันเน้อ.

 

 


เมื่อวาน........ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ของทุกปี เป็นวัน "อัฏฐมีบูชา"

ชวนขยับ 'ทุกอย่าง' ก็ถูกสยบ
"ธนาธร"กับ"กฎหมายปิยบุตร"
จากหุ้นถึง 'เงินกู้' ธนาธร
ความคิด 'ส่วนเกิน' ประชาธิปัตย์
ปัญหาพรรคหรือปัญหาประเทศ?
'พระอุปคุต' ผู้ขจัดมารประเทศ