สงครามการค้าฉุดศก.ไทย


   


    ดูเหมือนว่า 'สงครามการค้า' กำลังจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มากัดกร่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เพราะตอนนี้คู่กรณียักษ์ใหญ่ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนต่างก็ไม่มีท่าทีลดราวาศอกกัน นอกจากจะมีการยกระดับกำแพงภาษีแล้ว ก็ยังมีมาตรการกีดกันการค้าอีกหลายเรื่อง ที่เรียกว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน 
    เมื่อช้างสารจะชนกัน หญ้าแพรกอย่างเราก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะการส่งออก ซึ่งเดิมทีรัฐบาลไทย หมายมั่นปั้นมือว่าจะผลักดันให้โตถึง 8% แต่สถานการณ์ตอนนี้เรียกว่าทำได้ถึง 1% ก็นับว่ามหัศจรรย์แล้ว โดย 'อัทธ์ พิศาลวานิช' ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า หลายปัจจัยลบในปีนี้จะส่งผลให้การส่งออกของไทยปีนี้มีอัตราเติบโตเพียง 0.5-1% หรือ ต่ำสุดในรอบ 4 ปี และถ้าสงครามการค้ายังดุเดือด จีนกับสหรัฐเพิ่มภาษีนำเข้า อาจทำให้การส่งออกไทยอาจจะไม่ขยายตัวเลย
    แน่นอนทางกระทรวงพาณิชย์จากที่เคยยืนยันตัวเลขการส่งออกที่ 8% มาตลอด ตอนนี้ก็เริ่มยอมรับแล้วว่า 8% ไม่มีทางเป็นไปได้ ล่าสุด น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ก็ออกมาระบุว่า การส่งออกของไทยอาจจะลดลงถึง 5,600-6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.2% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย 
    ซึ่งเรื่องนี้นำไปสู่การทบทวนเป้าส่งออกในปี 2562 ใหม่อีกครั้งในเร็วๆ นี้
    พิษจากการส่งออก ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของประเทศ ตกลงจำนวนมากนั้น ทำให้บรรดานักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายสำนัก ก็เตรียมตัวที่จะประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจกันครั้งใหม่อีกครั้ง
    ล่าสุด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็นำร่องประกาศปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 62 ลงจากเดิมที่คาดการณ์ขยายตัว 3.8% เหลือ 3.5% เนื่องจากได้รับผลกระทบจาก 6 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ ประกอบด้วย สงครามการค้าสหรัฐ-จีน มีแนวโน้มรุนแรงและเข้มข้น, เศรษฐกิจจีนชะลอลงกว่าที่คาดการณ์, ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้ค่าเงินบาทผันผวน,  ความขัดแย้งทางการเมือง, ปัญหาหนี้เอ็นพีแอลของสถาบันการเงินที่สูง และการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และการเมืองในตะวันออกกลางที่กระทบต่อราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น
    "ได้มีการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 62 ไว้ 3 กรณี หากเป็นกรณีที่ร้ายแรงสุด คือสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ยืดเยื้อและรุนแรง ทำให้การส่งออกไทยติดลบ 2.2% และฉุดจีดีพีเหลือ 3.3% กรณีที่อยู่ในภาวะปกติการเมืองมีเสถียรภาพและสงครามสหรัฐ-จีนไม่เพิ่มความรุนแรงกว่านี้ ทำให้ส่งออกอยู่ที่ 0.5% และจีดีพีขยายตัวที่ 3.5% และกรณีที่ดีที่สุด คือสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐ-จีนผ่อนคลาย และการเมืองดีขึ้นจนนักลงทุนมีความมั่นใจทำให้ส่งออกไทยขยายตัว 2.4% และจีดีพีขยายตัว 3.7%" 
    ขณะเดียวกัน สถาบันทางเศรษฐกิจหลักของประเทศ อย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ยอมรับว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่รุนแรงกว่าที่คาด ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมทั้งการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดย ธปท.เตรียมทบทวนประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ในเดือน มิ.ย.นี้ จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2562 จะขยายตัวที่ 3.8% และการส่งออกจากปัจจุบันที่ 3%
    สำหรับมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอน และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแน่นอน แต่ผลจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรายอุตสาหกรรม บางอุตสาหกรรมก็ส่งผลกระทบในเชิงบวก เช่น ชิ้นส่วนที่ส่งไปสหรัฐก็จะเกิดความได้เปรียบจากมาตรการภาษี แต่ผลเชิงลบก็จะอยู่ในกลุ่มชิ้นส่วนที่ส่งออกไปจีน เพื่อผลิตและส่งออกต่อ
    ในตอนนี้เหลือเพียงกระทรวงการคลังที่เดียวที่ยังไม่ยอมแพ้ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสที่จะขยายตัวในช่วง 3.5%-4% ได้ ถ้าใส่ใจในการจัดการบริหารเศรษฐกิจให้ดี และกระตุ้นได้ถูกจุด
    อย่างไรก็ดี ก็คงต้องติดตามทุกปัจจัยอย่างใกล้ชิดว่า ไทยสามารถรับมือกับเหตุการณ์เศรษฐกิจระดับโลกนี้ได้ดีแค่ไหน. 

ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง​​​​​​​


เอ่อ.......... ไม่รู้จะคุยอะไร เห็นบางพรรค บาง ส.ส.ทั้งแย่ง ทั้งทวง ทั้งขู่ จะเอาเก้าอี้รัฐมนตรีกัน

เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน