ลุ้นภูมิใจหนูเลือกข้าง อนุทินขน51สมาชิกถกใหญ่ หน่อยอวยปชป.สู้'ธานอสตู่'


เพิ่มเพื่อน    


    จับตา "ภท.-ปชป." ประกาศจุดยืนร่วมรัฐบาล โฆษก ภท.บอกรอลุ้นท่าทีพรรค 20 พ.ค.นี้ ย้ำ “เสี่ยหนู” ยึดผลประโยชน์ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ "ชวน" ไลน์สยบข่าวลือ ลั่นไม่มีหน้าที่เคลียร์ใจใคร "เทพไท" เผย 2 ขั้ว "เฉลิมชัย" กับ "จุรินทร์" สู้กันทางความคิดให้ตกผลึกว่าจะร่วม พปชร.หรือไม่ จับตาเลือกประธานสภาฯ เป็นคนของฝ่ายใด "ภูมิธรรม" ยังมีหวังจะชนะในเวทีสภาผู้แทนฯ "หน่อย" ดรามาหนักยก ปชป.คืออัญมณีเม็ดสุดท้ายที่จะเลือกข้าง ปชต.ปิดเกมสืบทอดอำนาจ "วราวุธ" รับทั้ง พปชร.-พท.ติดต่อมาคุยแบบหลวมๆ ต้องรอประชุม กก.บห.เหมือนกัน 
    เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม มีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภานัดแรกในวันที่ 24 พ.ค. และจะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อเลือกประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 25 พ.ค.ก่อนจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการ โดยเฉพาะท่าทีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต่อการร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้
    สำหรับพรรคภูมิใจไทย ได้มีการจัดประชุมสัมมนา ส.ส. 51 คนของพรรค ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. ที่โรงแรมโมเดน่า บาย เฟร์เซอร์ จ.บุรีรัมย์ เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นำทีม ส.ส.ของพรรคทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ อาทิ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค, นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรค, นางนาที รัชกิจประการ เหรัญญิกพรรค, นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี เป็นต้น ทำกิจกรรมสันทนาการเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ส.ส.ภายในพรรค ก่อนที่จะมีงานเลี้ยงอาหารค่ำในวันเดียวกัน  ส่วนในวันที่ 20 พ.ค. นายอนุทินจะเป็นประธานติวเข้ม ส.ส.ของพรรคด้วยตนเอง 
    พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรค ภท. กล่าวถึงการสัมมนา ส.ส.ในวันที่ 19-20 พ.ค.ว่า งานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการพบปะสังสรรค์ และเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับ ส.ส.ของพรรคในการทำงานทำหน้าที่ ส.ส. ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะอยู่ในสถานะใด จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ยืนยันว่า ส.ส.ของพรรคทุกคนพร้อมทำหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ งานหลักจะมีขึ้นในวันที่ 20 พ.ค. โดยในช่วงเช้าจะมีการปฐมนิเทศ ส.ส.โดยนายอนุทิน จากนั้นจะมีวิทยากรจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาบรรยายเรื่องการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ส่วนในช่วงบ่าย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และคณะ จะมาพูดเรื่องบทบาทการทำหน้าที่ของ ส.ส. รวมทั้งจะมีการตั้งคณะทำงานของกิจการ ส.ส.ด้วย 
     ส่วนท่าทีของพรรค ภท.ต่อการจัดตั้งรัฐบาลนั้น พ.อ.เศรษฐพงค์กล่าวว่า ต้องรอดูที่ประชุม ส.ส.ของพรรคว่าจะออกมาเป็นอย่างไร จะได้คำตอบเลยหรือไม่นั้น ยังมีเวลา ยังมีอีกหลายขั้นตอน ทั้งการเลือกประธานสมาชิกวุฒิสภาและการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นคงต้องติดตามดูกันว่าจะมีข้อสรุปออกมาหรือไม่ 
    “พรรคภูมิใจไทยมีหลักการที่หัวหน้าพรรคบอกไว้ชัดเจนคือ จะยึดผลประโยชน์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน เป็นที่ตั้งสำคัญ ดังนั้นไม่ว่าจะตัดสินใจไปในทางใด ก็จะไม่พ้นกรอบหลักการนี้” พ.อ.เศรษฐพงค์กล่าว
    ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า หัวหน้าพรรคได้กำหนดนัดประชุม กก.บห.ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ เวลา 13.00 น. เพื่อมอบหมายงานให้รองหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคจะมอบหมายงานให้กับคณะรองเลขาธิการพรรค รวมถึงจะมีการแบ่งงานด้านอื่นอีกหลายด้าน พร้อมทั้งตั้งคณะทำงานด้านต่างๆ เพื่อนำทีมอเวนเจอร์สก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มรูปแบบ
จับตาเลือกประธานสภาฯ
    โฆษกพรรค ปชป.กล่าวว่า นอกจากนี้ในวันที่ 21 พ.ค.2562 เวลา 13.00 น. ก็จะมีการเรียกประชุมเฉพาะ ส.ส. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เตรียมงานต่างๆ ที่ต้องทำในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมี ส.ส. ใหม่หลายคนที่ได้รับการเลือกตั้งมาก็จะต้องมีการปฐมนิเทศพูดคุยในเรื่องหลักการทำงานต่างๆ เพราะส.ส.ต้องทำหน้าที่ในสภา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ตาม 
    "ส่วนกรณีการประชุมร่วมกันระหว่าง กก.บห.กับส.ส.เพื่อพูดคุยในเรื่องการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดนัดประชุม แต่ขอให้ประชาชนวางใจพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ว่าจะยึดถือประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง" นายราเมศกล่าว
    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคปชป. กล่าวผ่านการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กส่วนตัว   ว่า วันนี้ในพรรค ปชป.มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน 2 ขั้ว คือขั้วของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค และขั้วของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค จึงต้องมีการต่อสู้กันทางความคิดเพื่อให้ตกผลึกว่าพรรคปชป.ควรจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) หรือไม่ โดยรอบแรกคือการประชุม กก.บห.ปชป. ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ซึ่งน่าจะมีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง จากนั้นจะมีการประชุมสภาผู้แทนฯ ในวันที่ 25 พ.ค. เพื่อลงมติเลือกประธานสภาฯ ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้วัดและเป็นสัญญาณที่จะบ่งบอกว่าระหว่างขั้วของพรรค พปชร.กับขั้วของพรรคเพื่อไทย (พท.) ขั้วไหนที่จะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลหรือจะได้เปรียมากกว่ากัน จึงต้องจับตาดูกันว่าประธานสภาฯ คนใหม่จะเป็นใคร ถ้าคนของพรรค ปชป.ได้เป็นประธานรัฐสภา ก็ถือเป็นคนกลาง ในการคุมฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้เกิดดุลระหว่างขั้วของพรรค พปชร.กับขั้วของพรรค พท. ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายยังได้ต่อสู้กันต่อ แต่หลังจากนั้นไป 5 วัน จะเข้าสู่การประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นต้องจับตามองท่าทีของพรรค ปชป.และใครจะเป็นประธานสภาฯ รวมถึงสิ้นเดือน พ.ค.นี้พรรคต่างๆ จะมีมติเลือกใครเป็นนายกฯ คนใหม่
    "สำหรับภายในพรรคประชาธิปัตย์ ผมเชื่อว่าครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่คนในพรรคจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพื่อที่จะให้ตกผลึกความคิดว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ผู้ที่เป็น กก.บห.ต้องชั่งน้ำหนักผลดี-ผลเสีย อนาคต อุดมการณ์ของพรรค รวมถึงทิศทางของประเทศและผลประโยชน์ของประชาชนว่าควรจะไปทิศทางไหน โดยตัวแปรที่สำคัญที่สุดในขณะนี้อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ และยังไม่ได้มีการเตรียมการที่จะเข้าร่วมรัฐบาลกับขั้วใดๆ ตามกระแสข่าวลือที่ถูกปล่อยออกมา" นายเทพไทกล่าว
    นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชป. เปิดเผยว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค โพสต์ข้อความบอกกับสมาชิกพรรคทุกคนในไลน์กลุ่ม ส.ส. ว่าเมื่อมีหัวหน้าพรรคและกรรมการแล้ว ท่านมีหน้าที่สนับสนุนพรรค ไม่ได้มีหน้าที่ไปเคลียร์ใจกับใคร มีข่าวหลอกมาก นายชวนเป็นปูชนียบุคคลและเสาหลักของพรรค ย่อมเป็นหลักให้สมาชิกพรรคยึดมั่นในอุดมการณ์พรรค ท่านสอนให้นักการเมืองรักศักดิ์ศรีและเกียรติยศของนักการเมือง อย่าทรยศหรือขายตัว และให้กตัญญูตอบแทนต่อประชาชน ข่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นข่าวปล่อย ข่าวหลอกหรือข่าวโคมลอย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ด่าว่าดูหมิ่นดูถูกดูแคลนนักการเมืองทุกวันเป็นเวลานาน ว่านักการเมืองเลวทรามต่ำช้า แล้วมากลับลำใช้นักการเมืองสีเทาสร้างฐานอำนาจให้ ท่านไม่อายปากตนเองบ้างหรืออย่างไร ขนาดดูด ส.ส.จากปชป.ไปหลายคนแล้วยังไม่หนำใจอีกหรือ
ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์
    นายวัชระกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีกระแสข่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค จ่อลาออกจากส.ส. เพื่อแสดงจุดยืนหากพรรค ปชป. เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.เคยได้ยินแว่วมาเช่นกัน และเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเมืองยิ่งกว่าลูกฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ แต่คนที่จะยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือนายอภิสิทธิ์ เพียงแต่ว่าวันนี้พรรคยังไม่มีมติ ฉะนั้นการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ว่าจะนำพรรคไปในทางใด ทั้งของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค และ กก.บห. จึงเป็นงานที่ยากลำบากยิ่ง และละเอียดอ่อนที่สุด แต่เชื่อมั่นว่าพรรคจะมติในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกพรรค ประชาชนและประเทศชาติในที่สุด เพราะมีผู้ใหญ่อย่างนายชวน และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
    นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปชป. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง “คะแนนประชาธิปัตย์ หายไปไหน” ระบุว่า อยู่ดีๆ พรรคที่มีคะแนนเสียงเป็นอันดับสอง จึงหล่นหายเป็นอันดับสี่ไปได้ง่ายๆ สิ่งที่ผมเสนอจึงเป็นอีกข้อสังเกตหนึ่ง 1.มีพรรคการเมืองตั้งใหม่สองพรรค ที่ได้รับเลือกเป็นอันดับสอง และสาม คือพลังประชารัฐและอนาคตใหม่ ในขณะที่พรรคอันดับห้า คือภูมิใจไทย ก็มีคะแนนที่เข้าใกล้ปชป.แบบใกล้ชิดมาก ซึ่งแปลความง่ายๆ ว่าคะแนน ปชป.ถูกแบ่งไปยังสามพรรค คือ พปชร., อนค.และภูมิใจไทย
    2.คนที่เปลี่ยนเลือก ปชป.ไปเลือกพลังประชารัฐ เท่าที่สังเกตดูเป็นคนรุ่นสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ชื่นชมในตัวพลเอกประยุทธ์ เห็นว่าอยู่แล้วบ้านเมืองสงบ ไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวายอีกครั้งนี้จึงขอ "เปลี่ยนใจ" ไปเลือก พปชร. เพราะเห็นว่ามือแน่กว่า ปชป.ในการจัดการความสงบ 3.คนที่เปลี่ยนไปเลือก อนค. คือคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ซึ่งอาจจะเห็นว่า 5 ปีของพลเอกประยุทธ์ ไม่เป็นประชาธิปไตย หากให้อยู่ต่อบ้านเมืองก็จะเสียหายมากกว่านี้ จึงเทใจให้พรรคใหม่ที่มีจุดยืนไม่เอาประยุทธ์ชัดเจน 4.คนที่ไปเลือกภูมิใจไทยส่วนหนึ่งเห็นถึงนโยบายใหม่หลายเรื่องที่ตรงใจ และการเตรียมการเรื่องผู้สมัครที่ดีในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่ง ปชป.เน้นพรรคไม่เน้นคน เมื่อมีคนที่เด่นกว่ามาทำให้ต้องพ่ายแพ้ในพื้นที่ที่ยึดครองมาตลอด
    "การเอาคะแนน ปชป.คืนมา จึงเป็นการบ้านใหญ่ ที่ต้องพิสูจน์ให้ประชาชน 3 กลุ่ม คือให้กลุ่มเอาประยุทธ์ เชื่อว่าเป็นการคิดที่ผิด ให้กลุ่มไม่เอาประยุทธ์ เห็นว่า ปชป.คือทางเลือกที่ดีกว่า และสนใจคัดกรองผู้สมัครที่เป็นตัวเลือกที่จะแข่งขันได้อย่างสูสี งานหนักมาก สำหรับทีมอเวนเจอร์" นายสมชัยระบุ 
    ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยยังมั่นคง เดินหน้า ร่วมเป็นแกนนำในการผ่าทางตันประเทศ หยุดการสืบทอดอำนาจ หยุด พล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงส่ง คสช.กลับบ้าน มุ่งรักษาประชาธิปไตย วันนี้กลุ่มอำนาจเดิมยังพยายามใช้ทุกช่องทางเพื่อผลักดันให้ตัวเองสามารถสืบทอดอำนาจอยู่ต่อไป โดยไม่สนใจหลักการหรือแนวปฎิบัติที่ถูกต้องใดๆ ยิ่งเป็นการสร้างทางตันให้กับการหาทางออกของประเทศ และยิ่งเกิดหน่อความขัดแย้งใหม่ๆ ในอนาคต ยากจะคลี่คลายลงได้ง่ายๆ รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นไม่มีวันทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ และไม่มีทางมีศักยภาพ ในการรับมือกับวิกฤติต่างๆ ยังไม่เห็นหนทางคลี่คลาย ทำให้สภาชุดนี้จะเป็นสภาที่อายุสั้นมาก ฝ่ายที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย รวมทั้งประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องมุ่งมั่นต่อสู้กับอำนาจอธรรมอย่างหนักแน่น และใจกว้างพร้อมที่จะดึงความร่วมมือให้กว้างขวางที่สุด แสวงหาแนวทางที่หลากหลายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ขัดขวางการสืบทอดอำนาจ คสช. 
    หวัง ปชป.เลือกข้าง ปชต.
        “วันนี้กลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่ได้หยุด ยังไม่จบการเดินทาง ทุกพรรคการเมืองยังมุ่งมั่นและเดินหน้าประสานแลกเปลี่ยน หามุมมองใหม่ๆ จากทุกฝ่าย เราเห็นทางเลือกพร้อมความหวังในทุกการพูดคุย ตลอดเวลาการทำงานร่วมกันยังคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี แม้ฝ่ายกลุ่มผู้มีอำนาจเดิมจะพยายามออกมาพูดว่า ทุกเรื่องคืบหน้าและจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกตนว่ากำลังจะเป็นรัฐบาลเพียงเพื่อหวังการโฆษณาชวนเชื่อ จะลดแรงเสียดทานและยุติการขัดขวางการสืบทอดอำนาจของพวกเขาได้ ยืนยันว่าพวกเรายังมีความมั่นคง มั่นใจ เดินหน้าทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นต่อไป และเรายังมีความหวังว่าเราจะชนะในเวทีของสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งผลแพ้ชนะจะรู้ชัดในวันที่เปิดประชุมสภาผู้แทนฯ ที่จะมาถึงในวันที่ 25 พ.ค.นี้" นายภูมิธรรมระบุ
    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ถ้าเราต้องการได้ประชาธิปไตยกลับคืน ถ้าเราต้องการหยุดการสืบทอดอำนาจ เราต้องทวงคืนคะแนนจากบัตรเลือกตั้งของคนที่ #ไม่เอาลุงตู่ จากทุกพรรคการเมืองให้ได้ พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ ได้คะแนนจากการเลือกตั้ง คิดเป็นจำนวน ส.ส.รวมกันเพียงกว่า 120 คน ในขณะที่พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะ #ไม่เอาลุงตู่เป็นนายกฯ ได้คะแนนคิดเป็น ส.ส.รวมกันถึง 297 คน มากกว่าเกินหนึ่งเท่าตัว และในจำนวนนี้มี 52 คน คือ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย 297:121 คือคะแนนเสียงที่สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นว่าลุงตู่ควรหยุดได้แล้ว และปล่อยให้ประชาธิปไตยได้ไปต่อตามมาตรฐานสากล 
    คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน หัวหน้าประชาธิปัตย์ได้ประกาศคำมั่นสัญญากึกก้องว่า...“พรรคประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ และไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ" ปรากฏมีเสียงปรบมือจากกองเชียร์ดังสนั่น นั่นคือสิ่งที่ยืนยันว่า 3.9 ล้านคะแนนที่เลือก ปชป. คือเสียงของคนที่ไม่ต้องการให้ลุงตู่เป็นนายกฯ ต่อไปหลังจากการประกาศแล้ว มีคนถามต่ออีกว่า คำพูดนี้ถือเป็นมติพรรคหรือไม่ เราได้ยินคำยืนยันจากปากหัวหน้าพรรคอีกครั้งว่า “ยังไม่มีการประชุมเพื่อลงมติ แต่การไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ถือเป็นอุดมการณ์พรรค” และย้ำชัดอีกครั้งว่า “คงไม่มีมติพรรคการเมืองใดขัดต่ออุดมการณ์ของพรรคนั้น” การที่พรรคการเมืองได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนอย่างหนึ่ง แล้วจะไปยกมือโหวตลงมติสวนทางกับฉันทานุมัตินั้น ถือเป็นสิ่งที่ผิดจรรยาบรรณทางการเมือง และขัดต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง
    "หัวหน้าพรรค ปชป.คนปัจจุบัน ได้ประกาศเรียกประชุมเหล่า Avengers เพื่อมากอบกู้พรรค เราคงจะได้คำตอบกันในเร็ววันนี้ ขอย้ำว่า 3.9 ล้านคะแนนเสียงที่เลือก ปชป. โดยการประกาศว่าจะ #ไม่เอาลุงตู่เป็นนายกฯ คืออัญมณีเม็ดสุดท้าย ที่จะต้องนำมารวมเป็น 297 เสียง เหล่า Avengers จากทุกพรรค จึงจะสามารถหยุดยั้งลุงธานอสไว้ได้ การกอบกู้ ปชป.ในภาค Endgame นี้ จะปิดเกมของฝั่งไหน ปิดเกมของฝั่งเผด็จการสืบทอดอำนาจ หรือปิดเกมฝั่งประชาธิปไตย ขึ้นอยู่กับมติพรรคจะออกมาทางใด ประชาธิปไตยของไทยจะเดินหน้าในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับอัญมณีเม็ดสุดท้ายที่อยู่ในมือหัวหน้าพรรค ปชป.ที่ชื่อ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หน่อยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านหัวหน้าพรรคคนใหม่จะเลือกเดินในแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้อง" คุณหญิงสุดารัตน์ระบุ
    นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของนักการเมืองทุกคนทุกพรรค ในการพัฒนาการเมืองของประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังเหมือนที่กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้ ถึงเวลาหรือยังที่วันนี้ทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องหันมาส่งเสริมสนับสนุนให้การเมืองภาคประชาชนตื่นตัวในการพัฒนาตัวเอง ปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ที่มีเพื่อให้กลายเป็นพลังที่บริสุทธิ์ เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ จนกระทั่งสามารถทำให้เสียงสะท้อนจากพลังของประชาชนเป็นสิ่งที่ทั้ง 3 อำนาจอธิปไตยคืออำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจบริหารคือรัฐบาล และอำนาจตุลาการ ให้ความสำคัญและรีบใส่ใจทันทีเมื่อภาคประชาชนส่งเสียงเรียกร้องหรือทักท้วงการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ขัดต่อกฎหมาย ขาดจริยธรรม มองข้ามประเพณีปฏิบัติ แม้ว่าจะมีเพียงหนึ่งเสียงก็ตาม เพื่อให้เกิดเป็นจริงเสียทีว่า อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่ายนั้นเป็นอำนาจของประชาชนชาวไทยทุกคนอย่างแท้จริง
ชทพ.นัดถก 23 พ.ค.
    นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคชาติไทยพัฒนา (ชพท.) ให้สัมภาษณ์ว่า ที่มีกระแสข่าวว่าพรรค พปชร.ได้จัดสรรโควตาให้กับพรรคการเมืองต่างๆ แล้วนั้น คงเป็นความเข้าใจกันในส่วนของพรรค พปชร.เอง แต่ในส่วนของ พปชร.ยังไม่ได้มีการพูดคุย ลงรายละเอียด และเท่าที่ตนได้พูดคุยกับพรรคการเมืองอื่น ทราบว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยใดๆ ทั้งนั้น มีแต่เพียงพูดคุยกันไว้หลวมๆ ถึงแนวทางการทำงาน แต่ในรายละเอียดยังไม่ได้มีใครได้รับการติดต่อจากพรรค พปชร.ว่าเป็นอย่างไร ยังไม่มีสายต่อมา ยังไม่มีการนัดแนะ ตนก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใคร
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ระบุว่าเป็นการพูดคุยหลวมๆ นั้น คือคุยกับแกนนำพรรคใดบ้าง นายวราวุธกล่าวว่า มีการติดต่อมาทั้ง 2 ข้าง แต่ยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าตกลงกันอย่างนั้นอย่างนี้ แค่เป็นการชักชวนเบื้องต้นจากทั้งสองข้าง และเชื่อว่าทางพรรค ปชป.และพรรค ภท.เองก็โดนทั้งสองข้างเทียบเชิญแน่นอน ในวันที่ 25 พ.ค.นี้จะมีการเลือกประธานสภาฯ เรายังไม่รู้เลยว่าแต่ละข้างจะเสนอใคร พรรค ชทพ.จะต้องมีการประชุมพรรคเหมือนกันเพื่อหารือว่าพรรคจะไปในทิศทางใด อาจจะประชุม วันที่ 23 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าทางพรรคเพื่อไทยเสนอว่าจะเอาอะไรก็บอก ไม่มีปัญหา ในส่วนพรรค พปชร.ก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้กันอยู่ 
    เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรค ชทพ.มีแนวทางอย่างไรในการตัดสินใจว่าเลือกข้างใด แกนนำพรรค ชทพ. กล่าวว่า อยากดูว่านโยบายที่พรรค ชทพ.ให้ไว้กับประชาชนทั้ง 7 ด้าน อาทิ เรื่องการเกษตร การศึกษา การสาธารณสุข และสังคม ที่เราได้หาเสียงเลือกตั้งนั้นมีส่วนไหนจะสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ในรัฐบาล นำไปผนวกกับนโยบายรัฐบาลได้หรือไม่ หากสามารถทำตามนั้นได้เราก็ยินดี ส่วนที่ข่าวว่าพรรค พปชร.เสนอโควตารัฐมนตรี 2 เก้าอี้ให้ ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ถ้าเทียบกับจำนวน ส.ส.ที่เรามีอยู่ 10 ที่นั่ง ตอนนี้เสียงปริ่มกันอยู่ประมาณ 250 และอัตราส่วนอยู่ที่ประมาณ 7:1 หากปัดเศษกันแล้วให้เกียรติกันแล้วก็ไม่น่าแปลกใจ แต่ยังไม่ได้มีการคอนเฟิร์มมาจาก พปชร.ว่าได้ 2 ที่นั่ง ส่วนขั้วที่ 3 คิดว่าไม่มี คงมี 2 ขั้วเท่านั้น เพราะขั้วที่ 3 จะอยู่เองก็อยู่ไม่ได้ ขั้วที่ 1 และขั้วที่ 2 จะอยู่เองก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นจะเกิดขั้วที่ 3 ย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้
    เมื่อถามถึงปรากฏการณ์ที่โลกโซเชียลหนุนให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นนายกฯ นายวราวุธกล่าวว่า เชื่อว่ามีคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการเห็นนายธนาธรเป็นนายกฯ มิฉะนั้นแล้วพรรคอนาคตใหม่คงจะไม่ได้คะแนนท่วมท้นมากขนาดนี้ แต่ตนยังต้องฟังหูไว้หู เพราะบนโลกออนไลน์ไม่เหมือนคะแนนแห่งความเป็นจริง และการสร้างกระแสบนโลกออนไลน์นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก 
    นายสุพจน์ อาวาส รองโฆษกพรรคประชาชาติ กล่าวว่า รู้สึกตกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จู่ๆ ออกมาประกาศต่อสื่อมวลชนว่าพรรค พปชร.ต้องดูแลกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม รวมถึงต้องการให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เพราะขัดกับมาตรา 92 (3) และมาตรา 28 แห่ง  พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่ระบุว่า "ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการอันใดทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม" เพราะ กกต.สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคพลังประชารัฐ ได้ หรือ พล.อ.ประยุทธ์อาจพลั้งเผลอและยังแยกไม่ออกว่า ขณะนี้ต้องเล่นบทอะไรที่ให้เหมาะกับสถานการณ์
    "เรื่องนี้น่าจะมีมูลและเข้าข่ายควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ พปชร. เพราะในเวลาต่อมา คสช.ออกมาแก้เกี้ยวและระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์แค่เป็นห่วงและไม่มีนัยอะไรแอบแฝง" เข้าลักษณะโยนหินถามทางเพื่อดูว่าพรรคร่วมต่างๆ จะมอง หรือสะท้อนต่อท่าทีของพลเอก ประยุทธ์ ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของ พปชร.อย่างไร" นายสุพจน์กล่าว 
    ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เดินทางมาเข้าพบ พ.ต.ท.ปริญญา สุคันธวิภัติ รอง ผกก.สอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท และตรวจสอบถ้อยคำการโพสต์กระทบสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ของ บ.ก.ลายจุด, นายวันเฉลิม อยู่บำรุง นักการเมืองดังฝั่งธนบุรี, เพจมิติใหม่, มติชนออนไลน์ และบุคคลต่างๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พร้อมนำหลักฐานในการโพสต์เรื่องราวต่างๆ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
        นายมงคลกิตติ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากได้มีสื่อมวลชน เฟซบุ๊ก ยูทูบ และทีวีช่องหลัก ออกรายงานข่าวหลังจากที่มีการนำ 11 พรรคการเมืองเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ผ่านมา 2 วันให้หลังได้มีการโจมตีเรื่องของตนและพรรคไทยศรีวิไลย์ เมื่อวานมีข่าวว่าตนถูกยิงที่ย่านบางบอน ส่งผลกระทบกับเพื่อนสมาชิกพรรคทั่วประเทศและครอบครัวเยอะมาก ซึ่งเป็นข่าวปลอม ส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นในการจัดตั้งรัฐบาล น่าจะเป็นการทำลายด้านการเมืองอย่างรุนแรง จึงนำเอกสารหลักฐานต่างๆ มาดำเนินคดีกับผู้กระทำดังกล่าวประมาณ 50 ราย
        "หลังจากนี้ต้องมีการสอบสวนต่อว่าผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์หรือไม่ ผมไม่ใช่คนธรรมดา เป็นผู้แทนคนไทย ถือเป็นการใช้สงครามด้านจิตวิทยาให้ผมเลือกหรือไม่เลือก เป็นการบีบผมทางสังคมเพื่อให้ถอนตัวออกจากการเข้าร่วมรัฐบาล ผมเชื่อมั่นในการเปิดสวิตช์ประเทศไทยเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาล การแจ้งความวันนี้ในฐานความผิดมาตรา 328, 326 และมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อความมั่งคงแห่งรัฐ จึงให้ดำเนินคดีกับทุกบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด" นายมงคลกิตติ์กล่าว. 


"ศ.ธีรยุทธ บุญมี" เผยแพร่บทความเรื่อง "เมษาชี้ชะตาประเทศ" เมื่อวาน (๓๐ มี.ค.๖๓) อ่านแล้ว..... ต้องบอกว่า "อาจารย์ธีรยุทธ" ก้าวข้ามคำว่า "นักวิชาการ" สู่สถานะ "วิญญูชน" แท้จริง!

อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก