ศาลรธน.ถกพ่อฟ้าถือหุ้นสื่อ23พค.


   

    ลุ้นระทึก! ศาล รธน.เตรียมถกปมสมาชิกภาพ ส.ส. "ธนาธร" ถือหุ้นสื่อ 23 พ.ค.นี้ "ทวี" ซัด กกต.มีเจตนาแฝงปล่อย ส.ส.ขาดคุณสมบัติเข้าสภา หวังใช้เสียงเลือกประธานสภา-นายกฯ "ศรีสุวรรณ" จ่อบุกร้อง กกต.สอบ "เสี่ยเอก" ให้ "อนค." ยืมเงิน 110 ล้านบาท "ช่อส้มหวาน" แจง "พ่อฟ้า" ปล่อยกู้ไม่ขัด พรป.พรรคการเมือง ยันเงินกู้ไม่ใช่บริจาค เล็งขูดเงินสมาชิกพรรคคนละ 200 บาทใช้หนี้ลูกพี่
    เมื่อวันที่ 20 พ.ค. มีรายงานว่าศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 กรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นบริษัทที่ระบุวัตถุประสงค์ในการยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่าประกอบกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ 
    "การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 23 พ.ค.นี้ จะเป็นการพิจารณาว่าจะรับคำร้องของ กกต.ไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ ถ้าศาลมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาก็จะส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้อง และนัดพิจารณาคดีครั้งแรกหลังจากนั้นราวต้นเดือน มิ.ย. ส่วนนายธนาธรจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 82 วรรคสองของศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่า ส.ส.ซึ่งถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ ส.ส.ซึ่งถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปก่อนพ้นจากตำแหน่ง" แหล่งข่าวระบุ
    พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ "tawee sodsong"  เรื่อง กกต.ขาดความชอบธรรม เจตนาให้ผู้ขาดคุณสมบัติเป็น ส.ส.เข้าสภาเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรี
    โดยระบุว่า "กกต.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 224 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ กกต.ให้มีอำนาจควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ได้กำหนดกรอบเวลาตามมาตรา 121 ที่บัญญัติว่า ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกมาประชุมเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานสภาและนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่ปัญหามีว่าจำนวน ส.ส.  498 คนที่ กกต.รับรองให้เข้าสภา มีหลักฐานปรากฏแก่ กกต.และมีผู้ร้องว่าคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนประมาณ 50-60 คน ซึ่งเป็นจำนวน ส.ส.ที่อาจเท่ากับหรือมากกว่าพรรคซึ่งชนะอันดับที่ 4 ในการเลือกตั้งครั้งนี้เสียอีก โดยบุคคลเหล่านี้ปรากฏกับ กกต.ว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามที่ไม่สามารถยื่นการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ที่กำหนดว่า บุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร"
ซัด กกต.มีนัยปล่อย ส.ส.
    "การวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.จึงถือเป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของ กกต.โดยตรงที่ต้องวินิจฉัย ซึ่งในหลักการ กกต.จะต้องดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครทุกรายให้ชัดเจนจึงจะประกาศให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก่อนวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (24 มีนาคม 2562) แต่ กกต.ได้ปฏิบัติหน้าที่ไม่เคร่งครัดจนเป็นเหตุให้ผู้สมัคร ส.ส.ที่ขาดคุณสมบัติได้รับการเลือกตั้งและ กกต.ก็ได้ประกาศรับรองให้บุคคลเหล่านั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมอยู่ในจำนวน 498 คนด้วย ทั้งๆ ที่มีผู้ร้องคัดค้านและมีข้อมูลหลักฐานความปรากฏกับ กกต. ก่อนที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง" พ.ต.อ.ทวีกล่าว
    เลขาฯ พรรคประชาชาติกล่าวว่า กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือศาลรัฐธรรมนูญทำการวินิจโดยด่วนที่สุด ไม่ควรให้ ส.ส.ที่มีความปรากฏว่าขาดคุณสมบัติสมัคร ส.ส.ไปใช้อำนาจในการลงมติเลือกประธานสภารัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรี ก็ทำให้ประธานสภาและนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาจากการดำเนินการกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอาจเปรียบได้กับการให้ผู้ไร้ความสามารถหรือผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริตไปเป็นผู้จัดการมรดกโดยที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจกระทำการดังกล่าวได้
    กรณีดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้ ควรที่คณะกรรมการการเลือกตั้งควรรีบสรุปสำนวนคนที่เข้าข่ายไม่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทำการพิจารณาในประเด็นคุณสมบัติโดยด่วน เพราะการพิจารณาคดีที่ผ่านมานั้นใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้ว
    "การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีหลังเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อไร และเลือกนายกฯ เมื่อไร ดังนั้นควรที่ กกต.ต้องเร่งส่งสำนวนให้ศาลพิจารณาและพิพากษาโดยด่วน หากศาลพิพากษาว่าขาดคุณสมบัติ จะได้จัดการเลือกตั้งเป็นการด่วนเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยชอบด้วยกฎหมายไปปฏิบัติหน้าที่เลือกประธานสภาและนายกรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งที่ สนง.กกต. ได้ใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งเมื่อรวมถึงค่าใช้จ่ายทุกรายการแล้วมีมากกว่า 8,414 พันล้านบาท เป็นไปตามกฎหมายและเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ" เลขาฯ พรรคประชาชาติกล่าว
    นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ระบุว่า "ผมตอบแทน กกต.ไม่ได้!!! ว่าทำไมมีเรื่องร้องขอให้ตรวจสอบ ส.ส.ร่วม 60 คน ที่ถือหุ้นหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน แต่ทำไมรีบยื่นถอดถอนเฉพาะเรื่องของนายธนาธรเพียงคนเดียว! ดังนั้นภายใต้มาตรฐานเวลาตรวจสอบแบบเดียวกัน จึงเป็นหน้าที่ กกต.ต้องตอบเองว่าทำไม?"
    ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณีนายธนาธรได้รับเชิญให้ไปขึ้นเวทีบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ อะไรคืออนาคตของพรรคอนาคตใหม่ ในการบรรยายตอนหนึ่งกล่าวถึงการบริหารการเงินของพรรคอนาคตใหม่  เพื่อให้พรรคสามารถเดินหน้าในช่วงการเลือกตั้งได้ ปัจจุบันได้ให้เงินพรรคยืมไปแล้วราว 110 ล้านบาทว่า เป็นข้อที่น่าสงสัยว่า เป็นการกระทำที่ขัดหรือฝ่าฝืน ม.66 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง  2560 หรือไม่ 
    นายศรีสุวรรณกล่าวว่า เนื่องจากรายได้ของพรรคการเมืองตาม ม.62 ของกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้ระบุให้บุคคลใดหรือให้พรรคการเมืองใดสามารถกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจกรรมของพรรคการเมืองได้ นอกจากเงินทุนประเดิมของพรรค เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรค เงินจากการจำหน่ายสินค้าและบริการของพรรค เงินที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค เงินที่ได้จากการรับบริจาค เงินอุดหนุนจากกองทุนพรรคการเมือง ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคเท่านั้น
    "หากการดำเนินการของนายธนาธรเป็นการขัดหรือฝ่าฝืนกฎหมายข้างต้น ก็อาจจะมีความผิดตาม ม.124 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ซึ่งมีบทกำหนดโทษไว้ คือ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี  หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5  ปี ส่วนพรรคอนาคตใหม่ก็จะมีบทลงโทษตาม ม.125 คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีกําหนด 5  ปี และให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ส่วนที่เกินมูลค่าที่กําหนดไว้ตาม ม.66 ให้ตกเป็นของกองทุนพรรคการเมือง" นายศรีสุวรรณกล่าว
    เลขาธิการสมาคมฯ กล่าวว่า จะนำความไปร้องให้ กกต.ไต่สวน สอบสวน และวินิจฉัย ในวันอังคารที่ 21 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการฯ อาคาร B ถ.แจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.
แจง 'ธนาธร' ปล่อยกู้ถูก กม.
    ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวชี้แจงกรณีเงินที่นายธนาธรให้พรรคกู้ยืมว่า ตามที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าตัวเลขที่ออกมามันไม่ตรงกันนั้น ทั้ง 250 ล้านบาท 90 ล้านบาท  และ 110 ล้านบาท ตนขออธิบายว่าจำนวนเงินที่เป็นวงเงินสูงสุดที่นายธนาธรกำหนดให้กู้นั้น อยู่ที่เพดาน  250 ล้านบาท แต่การดำเนินกิจกรรมจนถึงวันเลือกตั้งกู้ไป 90 ล้านบาท และจนถึงวันนี้ก็มีการกู้เพิ่มไปอีกนิดหน่อย เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายของพรรคตัวเลขจึงอยู่ที่ 110 ล้านบาท นี่คือสาเหตุที่ตัวเลขไม่ตรงกัน  แต่เป็นความคืบหน้าของการกู้เงิน ซึ่งนายธนาธรคิดดอกเบี้ยแบบเงินกู้ระยะยาว เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่องค์กรแสวงหาผลกำไร และนายธนาธรก็ไม่คิดแสวงหาผลกำไรจากการให้กู้ครั้งนี้ 
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า จากสถานการณ์ช่วงปลายปีที่ผ่านมามีความไม่แน่นอน ไม่รู้ว่ากฎหมายลูกต่างๆ จะออกมาเมื่อไหร่ เราจึงไม่รู้ว่าการระดมทุนนั้นอะไรจะทำได้หรือไม่ได้ ยังไม่มีความชัดเจน จึงทำให้การระดมทุนของเราไม่เป็นไปตามแผนหลายอย่าง เพราะติดเรื่องกฎหมาย ทำให้หารายได้ไม่ทันกับรายจ่ายที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง รายจ่ายและเจ้าหนี้ของเรามีหลายราย เช่น การไปเช่าสำนักงานใน 77จังหวัด การซื้อครุภัณฑ์ต่างๆ เนื่องจากเป็นการเริ่มต้นของพรรค เราเลยคิดว่าแทนที่จะมีเจ้าหนี้มากมายหลายเจ้า จึงขมวดเจ้าหนี้มาเป็นรายเดียวคือนายธนาธร และนำเงินไปจ่ายเจ้าหนี้รายอื่นๆ เพื่อบริหารจัดการได้ง่าย 
    โฆษกพรรค อนค.กล่าวว่า การกู้เงินครั้งนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว  และพรรคจะเป็นผู้จ่ายเงินทั้งหมดคืนนายธนาธร โดยขณะนี้เรากำลังวางแผนการเงินอยู่ว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้เร็วที่สุดได้เมื่อใด ซึ่งเบื้องต้นมีข้อเสนอว่าอาจมีการเพิ่มอัตรค่าสมาชิกของพรรคจากคนละ 100  บาทเป็น 200 บาท เพื่อให้พรรคเราเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งการที่นายศรีสุวรรณจะไปยื่นเรื่องนี้กับ กกต. เราไม่มีปัญหาเพราะพร้อมจะชี้แจงได้ทั้งหมด 
    "ที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ขัดกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหรือไม่นั้น ยืนยันว่า พ.ร.ป.ดังกล่าวระบุเฉพาะที่มารายได้ของพรรคการเมือง ไม่ได้ระบุรายจ่าย และนี่คือการกู้เงิน ซึ่งในการเป็นหนี้ของพรรคเป็นรายจ่าย ไม่ใช่รายได้" โฆษกพรรค อนค.กล่าว
    ถามว่านายธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคให้กู้จะเข้าข่ายครอบงำพรรคหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันเลย เพราะเป็นการให้กู้เงิน ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ของกฎหมาย พรรคการเมืองบางพรรคไปบิดเบือนว่าเรื่องนี้ผิดกฎหมาย นายธนาธรบริจาคเงินให้พรรคเกินกำหนด นี่ไม่ใช่เงินบริจาค แต่เป็นเงินกู้ ซึ่งนายธนาธรก็บริจาคให้พรรค 10 ล้านตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้มีปัญหาอะไรในเรื่องนี้เลย
    "นี่เป็นเงินคนละก้อนกัน คุณธนาธรให้พรรคกู้และต้องจ่ายคืน ในระยะยาวและดอกเบี้ยต่ำ แต่มีดอกเบี้ยและต้องจ่ายคืนทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งทุกข้อสงสัยเราพร้อมชี้แจงไม่มีปัญหา" น.ส.พรรณิการ์กล่าว. 


เรื่อง "นักเรียน" กับ "พานไหว้ครู"กลายเป็น......เรื่อง "เผด็จการทหารหาญ" กับ "ประชาธิปไตยกางเกงในเก่า" ได้เนียนและพิลึกกึกกือ!

โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน
'แก้รัฐธรรมนูญ' แก้เพื่ออะไร?
Where are you...ทักษิณ?