ย้อนรอย ‘4 กระทรวงยุทธศาสตร์’ 4 ยุคหลัง พรรคอันดับ 1 ‘กอดแน่น’


   

         ในอดีตภายหลังปิดหีบเลือกตั้งไม่ถึง 24 ชั่วโมง การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ชนิดว่าวันรุ่งขึ้นสามารถตั้งโต๊ะแถลงข่าวจับมือกันได้ทันที

                ต่างจากครั้งนี้ที่ยืดเยื้อมาแล้วเกือบ 2 เดือน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างช้า คือ การเจรจาต่อรองและจัดสรรตำแหน่งให้แก่บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว

                ที่ผ่านมาพรรคอันดับ 1 มักไม่ประสบปัญหาในการเชื้อเชิญ เพราะมีปริมาณ ส.ส.ในมือจำนวนมาก หากแต่ครั้งนี้ พรรคแกนนำของทั้งสองขั้วต่างมีปริมาณที่ “ปริ่มน้ำ”

                ส่งผลให้บรรดาพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถชี้ขาดได้ มันจึงทำให้อำนาจในการต่อรองมีสูงขึ้นตามไปด้วย

                โดยเฉพาะพรรคขนาดกลาง อย่าง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” ที่ราคาสูงมากในทางการเมืองตอนนี้ เพราะรวมกันแล้วมีเสียงถึง 103 เสียง 

                ท่ามกลางกระแสข่าวว่า การจัดสรรโควตาคณะรัฐมนตรีให้กับพรรคร่วมรัฐบาลกำลังเผชิญปัญหา เมื่อพรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำ ต้องการเก็บกระทรวงสำคัญเอาไว้ทั้งหมด ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม

                สิ่งที่ตอกย้ำข่าวลือว่าเป็นจริง คือ คำพูดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อคำถามนักข่าวในเรื่องการเก็บ 4 กระทรวงสำคัญ

                ทว่า พรรคขนาดกลางเองเห็นว่าพรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำควรจะยอมคายออกมาให้กับพรรคร่วมรัฐบาลบ้าง โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ที่ควรให้นักการเมืองอาชีพได้มีส่วนในการบริหาร

                ขณะที่ในอดีต 4 กระทรวงที่ “บิ๊กตู่” ยอมรับว่า อยากเก็บไว้ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในมือของพรรคอันดับ 1 ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสมัยรัฐบาลไทยรักไทย 1 และไทยรักไทย 2 แต่ส่วนหนึ่งที่ทำได้แบบนั้น เพราะพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ชนิดสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้

                มาถึงยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช พรรคพลังประชาชน ก็ชนะการเลือกตั้งในปี 2550 กวาด ส.ส.มาเป็นกอบเป็นกำ มีอำนาจต่อรองสูงกว่าพรรคร่วม โดยรัฐมนตรี 4 กระทรวงเกรดเอชุดแรกอยู่ในมือพรรคพลังประชาชนทั้งหมด ได้แก่ นายสมัคร ที่เป็นนายกฯ และควบ รมว.กลาโหมอีกตำแหน่ง, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น รมว.มหาดไทย, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรองนายกฯ และควบ รมว.การคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็น รมว.คมนาคม

                ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังคงรูปแบบนั้นเช่นเดิม 4 กระทรวงดังกล่าวอยู่ในมือพรรคพลังประชาชนทั้งหมด โดยนายสมชายเป็นนายกฯ และควบ รมว.กลาโหม, พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็น รมว.มหาดไทย, นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็น รมว.การคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็น รมว.คมนาคม

                กระทั่งมาในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ 4  กระทรวงไม่ได้อยู่ในมือพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์  เพราะเสียงของพรรคร่วมมีความสำคัญ จนทำให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ได้

                โดยเฉพาะการพลิกขั้วของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่หันมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ จนสามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนได้

                “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่ต่อมากลายมาเป็นพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นตัวแปรอย่างแท้จริงในตอนนั้น ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีเสียงในสภามากกว่าพรรคเพื่อไทยได้ ทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการของพรรคสีฟ้าในตอนนั้นยอมคายกระทรวงเกรดเอให้เพื่อแลกกับการเป็นรัฐบาล

                โดยรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนั้นยังมีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการตามกระทรวงใหญ่ๆ ที่เหลือเกือบทั้งสิ้น โดยพรรคประชาธิปัตย์ เก็บไว้เพียงกระทรวงการคลัง ขณะที่กระทรวงกลาโหมยกให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

                กระทั่งมาถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 4 กระทรวงข้างต้น กลับมาอยู่ในพรรคเพื่อไทยทั้งหมดอีกครั้ง เนื่องจากชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ไม่ค่อยมีอำนาจต่อรอง

                โดยให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็น รมว.กลาโหม  นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็น รมว.มหาดไทย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็น รมว.การคลัง และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็น รมว.คมนาคม

                จะเห็นว่า จาก 4 รัฐบาล 4 กระทรวงที่ “บิ๊กตู่” ยอมรับว่าอยากเก็บไว้ มีเพียงหนเดียวเท่านั้นที่ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลแบ่งไปคือ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่จำเป็นต้องยกให้เพื่อแลกกับการได้เป็นนายกฯ และรัฐบาล นอกนั้นเป็นคนจากพรรคแกนนำทั้งหมด

                ส่วนครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐมีเพียง 115 เสียง ไม่ได้ชนะขาดลอย และจำเป็นต้องมีทั้ง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” ต้องดูว่าจะสามารถเก็บกระทรวงยุทธศาสตร์สำคัญที่ “บิ๊กตู่” ระบุเอาไว้หรือไม่

                หรือต้องยอมเฉือนเพื่อความพึงพอใจของพรรคร่วมรัฐบาล. 


เรื่อง "นักเรียน" กับ "พานไหว้ครู"กลายเป็น......เรื่อง "เผด็จการทหารหาญ" กับ "ประชาธิปไตยกางเกงในเก่า" ได้เนียนและพิลึกกึกกือ!

โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน
'แก้รัฐธรรมนูญ' แก้เพื่ออะไร?
Where are you...ทักษิณ?