ลุ้น!ศาลรับคดี‘ธนาธร’ถือหุ้นสื่อ


   

  จับตา! ศาลรัฐธรรมนูญรับ-ไม่รับคำร้องกรณี “ไพร่หมื่นล้าน” ถือหุ้นสื่อ “ปิยบุตร” ยกตัวอย่าง “ดอน” บีบศาลห้ามสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ “ประธาน กกต.” รับเรื่องธนาธรปล่อยกู้ 110 ล้านบาทแล้ว รอส่องตามขั้นตอนมีมูลหรือไม่ เลขาฯ อนค.ลากพรรคอื่นก็ทำ ถ้าผิดก็ต้องไปทั้งยวง “ธีระชัย” ซัดส้มหวานสุดท้ายเป็นแค่พรรคหลงจู๊เหมือนอดีต ชูชาติชี้อาจเข้าข่ายซ้ำรอยไทยรักษาชาติ

ในวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่
    โดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.กล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตว่า กกต.มีการพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับนายธนาธรเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่มีคำร้องเกี่ยวกับการถือหุ้นของนักการเมืองอีกหลายสิบเรื่อง ว่าไม่ได้เสร็จอย่างรวดเร็ว แต่เป็นไปตามกรอบเวลา ซึ่งมีการยื่นร้องมาก่อนหน้านั้น เราไม่ได้ทำเพราะว่าเป็นกรณีใดกรณีหนึ่ง 
    ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค อนค. เปิดแถลงข่าวเรื่องนี้ว่า กกต.ใช้เวลา 53 วันในการพิจารณาเรื่องแล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเทียบเคียงกับกรณีหุ้นของคู่สมรสนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ใช้เวลา 417 วัน เรื่องคล้ายกัน แต่ทำไม่ใช้เวลาต่างกันอย่างสิ้นเชิง พรรคขอตั้งคำถามว่าใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และการทำงานของ กกต.ขัดต่อข้อกฎหมายหรือไม่ เช่น การตรวจสอบครั้งแรกไม่เปิดโอกาสให้นายธนาธรและผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง เมื่อเข้ากระบวนการไต่สวนในบันทึกข้อกล่าวหาใช้ข้อความเพียง 6 บรรทัดเท่านั้น 
“หาก กกต.พิจารณาอย่างรอบด้าน และเปิดโอกาสให้นายธนาธรชี้แจง ไม่พิจารณาความผู้ร้องเพียงอย่างเดียว เป็นไปได้ว่าอาจไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาก็ได้ นี่คือความผิดปกติในกระบวนการของ กกต. และน่าสงสัยว่า กกต.ตรวจสอบนายธนาธรในสถานะเป็นผู้สมัคร ส.ส.หรือเป็น ส.ส.แล้ว” นายปิยบุตรกล่าว
    นายปิยบุตรยังกล่าวถึงกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่กังวลกันว่าหากศาลรับคำร้องแล้ว จะสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ชั่วคราวหรือไม่ ว่าหากเทียบกับคดีนายดอน ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่มีทางที่ศาลจะมีคำสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้แน่นอน เพราะต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีชี้แจงใน 15 วัน และหากจะให้หยุดทำหน้าที่ ต้องมีมูลเหตุทำให้เกิดความเสียหายในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ การเป็น ส.ส.ต้องปฏิญาณตนก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ ขณะนี้นายธนาธรจึงยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็น ส.ส. ดังนั้นไม่มีทางที่ศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ แม้จะมีปาฏิหาริย์กฎหมายสั่งให้หยุด เราก็ยืนยันว่าไม่กระทบกับการเสนอนายธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคอนาคตใหม่มั่นใจว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง เราพร้อมสู้คดี และอย่างน้อยคงใช้เวลา 2-3 เดือน และหากคดีนี้วินิจฉัยว่าผิด พรรคก็ขอสงวนสิทธิ์ร้องเรียน ส.ส.ทุกคนของพรรคพลังประชารัฐในกรณีเดียวกันด้วย
สำหรับกรณีนายธนาธรให้พรรค อนค.ยืมเงิน 110 ล้านบาทเพื่อใช้ในเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.นั้น นายอิทธิพรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยาได้ยื่นเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งสำนักงานคงต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยจะคุยกับผู้ร้อง และพิจารณาคำร้องมีมูลหรือไม่ ถ้าไม่มีมูลก็ยุติเรื่อง แต่ถ้ามีมูลก็จะมีการเสนอ กกต.พิจารณา 
เมื่อถามว่า โดยหลักการแล้วพรรคการเมืองสามารถกู้ยืมเงินได้หรือไม่ นายอิทธิพรตอบว่า เท่าที่ดูพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ต้องดูมาตรา 62 เป็นหลัก เกี่ยวกับรายได้พรรคการเมือง ซึ่งดูแล้วไม่มีเรื่องกู้ยืม ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง จะพูดอะไรตอนนี้คงไม่เหมาะ
    ถามย้ำว่า เงินกู้ถือเป็นรายได้ของพรรคการเมืองหรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า อย่างที่บอก จะพูดอะไรตอนนี้คงไม่เหมาะ จะตอบทันทีคงไม่ได้ ต้องฟังความเห็นของสำนักงาน กกต.และกรรมการคนอื่นๆประกอบด้วย
ปิยบุตรลากพรรคอื่นก็ทำ
    ทั้งนี้ ในกฎหมายพรรคการเมืองว่าด้วยเรื่องเงิน รายได้ และการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองในปี 2550 กับปี 2560 เขียนไว้ต่างกัน โดยปี 2550 มาตรา 53(7)  ได้กำหนดให้มีรายได้อื่น พรรคจึงอาจมีรายได้จากการกู้ยืมเงินได้ และที่ผ่านมาก็มีบางพรรคการเมืองกู้ยืมเงินโดยอาศัยบทบัญญัติมาตราดังกล่าวในการหารายได้ แต่ในปี 2560 มาตรา 62 ไม่ได้มีบทบัญญัติเรื่องดังกล่าวแล้ว พรรคจึงไม่อาจกู้ยืมเงินได้อีก 
     นายปิยบุตรชี้แจงเรื่องนี้ว่า เราทำพรรคอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เรามีความพยายามให้สามารถตรวจสอบเงินของพรรคได้ ซึ่งในเวลานั้นที่เราเปิดรับบริจาค กกต.ได้แจ้งว่ามีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามรับบริจาค ห้ามขายของ แล้วจะเอางบที่ไหน เรามีกิจกรรมและเป็นพรรคใหม่ ต้องมีค่าใช้จ่าย ทั้งการเดินสายรับสมัครสมาชิก การส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง กฎหมายให้กรรมการบริหารพรรคบริจาคได้คนละไม่เกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่มีใครมีเงินขนาดนั้น ดังนั้นเราจึงศึกษากฎหมายทั้งหมด ซึ่งพบว่าพรรคการเมืองในต่างประเทศเป็นหนี้ธนาคารเต็มไปหมด ดังนั้นพรรคการเมืองกับการกู้เงินจึงเป็นเรื่องปกติ แม้ไทยมีกฎหมายควบคุมรายได้ของพรรคอยู่ แต่เงินกู้ไม่มีระบุไว้ และพรรคการเมืองถือเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน ซึ่งไม่มีกฎหมายเขียนไว้ว่าห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน เมื่อไม่เขียนจึงสามารถทำได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพรรคการเมืองหลายๆ พรรคในไทยก็กู้เงิน เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งมีเอกสารยืนยัน เรื่องนี้จึงมีข้อเท็จจริงว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย
    “ลองเปิดกฎหมายดูและเปิดบัญชีของแต่ละพรรคให้ดี เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุในการที่จะยุบพรรคได้ ขอให้เข้าใจตรงกัน อย่าไปตื่นตูม พรรคอนาคตใหม่กู้จากนายธนาธร โดยมีเพดานสูงสุดให้กู้ได้ที่ 250 ล้านบาท แต่เรากู้มาจริง 110 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืนที่ 3 ปี ดอกเบี้ย 3.75 นี่คือเงินกู้ต้องหามาคืนแน่นอนไม่ได้ให้ฟรี และกรณีนี้ไม่ใช่นายธนาธรครอบงำพรรค แต่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ให้กู้เงินได้ หากนายธนาธรอยากครอบงำพรรคจริงๆ คงไม่ทำสัญญาเงินกู้  อย่าจับจ้องการใช้เงินของพรรคเราเพียงอย่างเดียว ขอให้ไปตรวจสอบพรรคอื่นๆ ด้วยว่ามีการใช้เงินหรือที่มาของเงินกันอย่างไร” นายปิยบุตรกล่าว
    เมื่อถามถึงกรณีที่นายศรีสุวรรณระบุการใช้เงิน 110 ล้านบาทหาเสียงเกินกรอบที่กฎหมายกำหนด 35 ล้านบาทหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า นายศรีสุวรรณชอบตีขลุมดักคอล่วงหน้า รู้หรือว่าใช้เงินหาเสียงแค่ไหน มีพรรคไหนโง่ไม่รู้ว่ากฎหมายห้ามใช้เกิน 35 ล้านบาท เงิน 110 ล้านบาทนำไปใช้ค่าปฏิบัติการ ค่าเช่า ค่าเดินทาง ถ้าจะตรวจสอบกันให้ได้มาตรฐานหน่อย การไปร้องเรียนมันง่าย แต่คนแก้ลำบาก ไม่รู้จะรับผิดชอบหรือเปล่า ตกลงประเทศนี้ชอบความโปร่งใสหรือไม่ ใครพยายามทำให้โปร่งใสก็จะซวยโดนตรวจสอบละเอียด ประเทศนี้พยายามบีบให้พรรคการเมืองใช้เงินนอกระบบหรือไม่ อยากให้กลับมาสู่ในหลักที่ถูกต้อง พยายามสร้างมาตรฐานการเมืองใหม่ และไม่มีอะไรที่ทำให้เราหมดความพยายามหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช.ได้ ยิ่งเราโดนแบบนี้ แสดงว่าเราใกล้ที่จะทำสำเร็จ
ถึงขั้นยุบพรรคหลงจู๊ธนาธร
    นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลังโพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ว่า เจตนาการมีพรรคการเมืองนั้น ก็เพื่อรวบรวมคนที่มีจุดยืนและนโยบายเดียวกัน เพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกัน ดังนั้นแหล่งเงินหลักจึงควรมาจากผู้ที่เข้ามาร่วมกัน เพราะฉะนั้น การที่ อนค.ไปกู้เงินจากคุณธนาธร จึงเป็นการกระทำที่ผิดหลักการ และไม่มีกฎหมายใดที่อนุญาตให้พรรคการเมืองกู้เงินจากใคร เพราะพรรคการเมืองไม่ใช่สถาบันธุรกิจ และถ้ากฎหมายยอมให้กู้เงินได้ ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ตัวแทนของพรรคแทนที่เข้าไปรับใช้ประเทศ กลับมีแต่จะเน้นการถอนทุนคืนโดยทุจริต
         “การที่ อนค.ต้องใช้หนี้กว่า 100 ล้านบาทนั้น ถามว่า อนค.จะหาเงินมาจากไหน ต้องเก็บเงินสมาชิกคนละเท่าไหร่ เป็นไปได้จริงหรือไม่ กรณีนี้จึงทำให้ภาพของ อนค.กลายเป็นพรรคการเมืองเถ้าแก่หลงจู๊เหมือนหลายพรรคที่มีภาพพจน์ติดลบในอดีต ผมจึงเห็นว่าวิธีการที่ อนค.กู้เงินจากคุณธนาธรนั้นผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ตรงไปตรงมา และทำให้ประชาชนที่ตั้งความหวังว่าจะมีการเมืองแบบใหม่ ผิดหวังกันไปตามๆ กัน ส่วนจะมีความผิดหรือไม่ ก็จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต.และศาล” นายธีระชัยโพสต์ไว้
    นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเช่นกันว่า กรณีพรรค อนค.กู้ยืมเงิน 110 ล้านบาท พิจารณาไปทางไหนมันก็มืดมิดสนิท เพราะพรรคการเมืองจะนำเงินของพรรคไปใช้หนี้เงินกู้ยืมไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนหัวหน้าพรรคและกรรมการพรรคมีความผิดตามมาตรา 132 มีโทษคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และยังมีปัญหาอื่นๆ ด้วย คือ พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 62 ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน ซึ่งเมื่อพรรคการเมืองกู้ยืมเงินไม่ได้ การที่นายธนาธรอ้างว่าให้พรรคกู้เงิน 110 ล้านบาท ย่อมไม่อาจกระทำได้  ดังนั้นเงิน 110 ล้านบาท จึงต้องถือว่าเป็นเงินที่นายธนาธรให้แก่พรรค ซึ่งคือเป็นการบริจาคให้แก่ อนค.
    “การที่พรรคอนาคตใหม่รับเงินจำนวน 110 ล้านบาท มาใช้จ่ายเพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นการรับเงินบริจาคที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเกินจำนวนตามมาตรา 66 จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 72 ซึ่งอาจมีผลให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเหมือนพรรคไทยรักษาชาติและกรรมการบริหารพรรคต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเช่นเดียวกับกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งนายธนาธรและบริวารจะอ้างว่าถูก คสช.กลั่นแกล้งไม่ได้ เพราะนายธนาธรและโฆษกพรรคเป็นผู้เปิดเผยเรื่องนี้เอง” นายชูชาติโพสต์ทิ้งท้ายไว้.
    


ทอนเอ้ย.... ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.และเขาแปะข้างฝาให้คนดูเมื่อวาน (๒๐ ก.ย.๖๒) นั่นน่ะ บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของทอน

เฟกนิวส์ "อาวุธพิทักษ์ฐานคะแนน"
วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส