ชวนขยับ 'ทุกอย่าง' ก็ถูกสยบ


   

                 "บัดนี้..........

                การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลง และมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช ๒๕๖๒

                ข้าพเจ้า ขอเปิดประชุมรัฐสภา

                เพื่อให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติ ตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป

                ขอให้สมาชิกแห่งสภา

                พึงนึกถึงความสำคัญ และความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง

                เพราะการกระทำทุกอย่างของแต่ละคน

                จะมีผลโดยตรง

                ถึงความมั่นคงของประเทศ และความสุข ทุกข์ ของประชาชน

                จึงจำเป็นที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน

                ปฏิบัติภารกิจทั้งปวง โดยเต็มสติ ปัญญา ความสามารถ

                ด้วยความสุจริต และด้วยความคิดพิจารณาอันสุขุม รอบคอบ

                หนักแน่น ด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง

                ตามหลักนิติธรรมและคุณธรรม

                ให้งานของชาติดำเนินก้าวหน้าไป โดยไม่ติดขัด

                และบังเกิดประโยชน์อันพึงประสงค์ สมบูรณ์ บริบูรณ์

                ขออำนวยพร...........

                การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปโดยเรียบร้อย สัมฤทธิผล

                เป็นความผาสุกสวัสดิ์ และความวัฒนาถาวร แก่อาณาประชาราษฎร์ และชาติบ้านเมือง

                ทั้งขอให้ทุกคนที่ประชุมร่วมกันอยู่ ณ ที่นี้

                ประสบความสุข ความเจริญ ทุกเมื่อถ้วนหน้ากัน"

                นี่คือ .......

                พระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภานัดปฐมฤกษ์ของ "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว"

                ซึ่งเสด็จฯ พร้อมด้วย "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี" ไป ณ ห้องประชุมวิเทศสโมสร  กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวาน (๒๔ พ.ค.๖๒)

                ก็จบกันซะที!

                สำหรับวาทกรรมแบ่งแยก "ฝ่ายประชาธิปไตย-ฝ่ายเผด็จการ"

                เพราะนับจากนี้.......

                ประเทศเข้าสู่ระบบรัฐสภา ตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเรียบร้อยแล้ว

                วันเดียวกัน หลังรัฐพิธีเปิดรัฐสภา

                ๒๕๐ ส.ว.ก็ไปประชุมเลือกตัวประธานและรองประธานกันที่สภาชั่วคราว "อาคารทีโอที" ถนนแจ้งวัฒนะ

                ผลเป็นว่า......

                "นายพรเพชร วิชิตชลชัย" เป็นประธานวุฒิสภา

                "พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร" รองประธาน คนที่ ๑

                "นายศุภชัย สมเจริญ" รองประธาน คนที่ ๒

                "กากี่นั้ง" ล้วนๆ

                นายพรเพชร ก้นไม่ต้องเขยิบ เพียงเปลี่ยนป้ายหน้าห้อง จากประธาน สนช.ไปเป็น "ประธาน ส.ว." เท่านั้น

                พลเอกสิงห์ศึก "บัดดี้นายกฯ" ขยับจากสมาชิก สนช.เป็น รองประธานคนที่ ๑

                นายศุภชัย ก็ใช่อื่นไกล อดีตประธาน กกต.ชุดที่แล้ว เว้นวรรคไปวาดวงสวิงลดพุงพองาม ก็มาเป็นมือวางอันดับ ๒

                เป็นอันว่า สภา ส.ว.จบไปแล้ว........

                มาวันนี้ (๒๕ พ.ค.) เป็นเรื่องของสภา ส.ส.บ้างละ

                ๔๙๗ ส.ส. (ไม่นับธนาธร) จะประชุมเลือกตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองอีก ๒ รองกัน ที่สภาทีโอที

                สภานี้แหละ...สนุก!

                ตกลงใคร..จากพรรคไหน..ฝ่ายไหน จะได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ จากที่ประชุม คนอื่นเขาอาจรู้แล้ว

                แต่ผมยังไม่รู้เลย
                เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะส่งคนลงชิง

                พรรคพลังประชารัฐ ก็จะส่ง

                พรรคเพื่อไทย ก็จะส่ง

                ประธานสภาฯ นั้น จะมาจากเสียงข้างมากในที่ประชุม ก็เป็นสิ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่า

                "ฝ่ายไหน" จะมีเสียงข้างมากกว่ากัน?             

                นั่นคือ คนที่จะได้เป็นประธานสภาฯ วันนี้ ต้องได้เสียง ส.ส.เกินครึ่ง

                ฉะนั้น ในการประชุมวันนี้รู้แน่ ว่าใครจะเอากะใคร จะเห็นชัดจากเสียงโหวตเลือกตัวประธานนี่แหละ

                ๒๕๑ เสียงขึ้นไป....

                เป็นของฝ่ายพลังประชารัฐ หรือของฝ่ายเพื่อไทย เบ็ดเสร็จ-เด็ดขาดกันซะที

                นั่นคือ เห็นตัวประธานสภาฯ เท่ากับเห็นตัวรัฐบาล!

                แต่...ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยังไม่ใช่เสียทีเดียว

                คือตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้........

                ให้ที่ประชุมรัฐสภา คือ ส.ส.๕๐๐+ส.ว.๒๕๐ = ๗๕๐ เลือกตัวนายกฯ ก่อน ด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แล้วค่อยไปตั้งรัฐบาล

                ใครจะได้เป็นนายกฯ ต้องได้เสียงโหวตจากที่ประชุม ๓๗๖ เสียงขึ้นไป!

                คิดกันเล่นๆ สมมุติ รัฐสภาโหวตเลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ

                นั่นหมายถึง นายกฯ เป็นของพรรคพลังประชารัฐ

                แต่ถ้าวันนี้ ในที่ประชุม ส.ส.กลับเลือกคนพรรคเพื่อไทย หรือพรรคที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายไหนขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเสียงมากกว่า ๒๕๑ เสียงขึ้นไป

                พูดได้คำเดียวว่า.......

                รัฐบาลเลือกตั้ง "ล่มปากอ่าว" ๙๙.๙๙%!

                แต่ตอนคุยอยู่นี่ หูแว่วข่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ลงมติจะเสนอ "นายชวน หลีกภัย" เป็นประธานสภาฯ ต่อที่ประชุม

                เออ...ก็ค่อยเบาใจ!

                เอาเถอะ ถึงประชาธิปัตย์ยังไม่พูดด้วยปากชัดๆ ว่า "ร่วมตั้งรัฐบาลกับพลังประชารัฐ"

                แต่การเสนอ "นายชวน" เป็นประธานสภาฯ เท่ากับส่งสัญญาณบวกว่า

                ประชาธิปัตย์ร่วมพลังประชารัฐ "ตั้งรัฐบาล" ๙๙.๙๙% ประมาณนั้น

                ผมเชื่อความคิดไตร่ตรองรอบคอบ-รอบด้านบนความความเป็นรัตตัญญูชนของอดีตนายกฯ ชวน

                ว่า ในสถานการณ์นี้ กับผลได้-ผลเสีย ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องรอง

                แต่กับ "ผลได้-ผลเสีย" ของชาติบ้านเมืองช่วงหัวเลี้ยว-หัวต่อ เป็นเรื่องหลัก

                และถือเป็นภาระหน้าที่ในความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผู้ใหญ่ระดับคุณชวน

                จะไม่นำประโยชน์ตน-ประโยชน์พรรค....

                ให้อยู่เหนือประโยชน์ชาติ ประโยชน์ประชาชน ในภาวะโลกเปลี่ยนยุค

                ที่ประเทศชาติอยู่ในช่วงต้องการความเป็นอันหนึ่ง-อันเดียวกัน เพื่อร่วมกันฝ่าฟัน นำสังคมชาติอันเป็นส่วนรวมเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ให้สำเร็จ

                พรรคอยู่ได้-ล้มได้

                คนอยู่ได้-ตายได้

                แต่ประเทศชาติของเราทุกคน จะล้มไม่ได้ จะตายไม่ได้

                ถ้าคุณชวนเสนอตัวเป็นประธานสภาฯ จริง

                บอกได้เลย....

                ว่านั่น ไม่ใช่เพราะคุณชวนกระสันในอำนาจวาสนา อยากมี อยากเป็น

                สูงสุดในอำนาจบริหาร คุณชวนผ่านมาแล้วทั้งหมด

                แต่ที่ตัดสินใจเอาบ่าแบกล้อครั้งนี้ เพียงเหตุผลเดียว

                เพื่อให้ทุกอย่างจบ......

                ช่วยนำพาสังคมประเทศขึ้นจากหล่มให้เดินไปข้างหน้า!

                ขอให้ทุกท่าน อ่านตรงนี้กันอีกครั้ง.........

                "............พึงนึกถึงความสำคัญ และความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง

                เพราะการกระทำทุกอย่างของแต่ละคน

                จะมีผลโดยตรง

                ถึงความมั่นคงของประเทศ และความสุข ทุกข์ ของประชาชน

                จึงจำเป็นที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน

                ปฏิบัติภารกิจทั้งปวง โดยเต็มสติ ปัญญา ความสามารถ

                ด้วยความสุจริต และด้วยความคิดพิจารณาอันสุขุม รอบคอบ

                หนักแน่น ด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง

                ตามหลักนิติธรรมและคุณธรรม

                ให้งานของชาติดำเนินก้าวหน้าไป โดยไม่ติดขัด

                และบังเกิดประโยชน์อันพึงประสงค์ สมบูรณ์ บริบูรณ์

                ขออำนวยพร........

                การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปโดยเรียบร้อย สัมฤทธิผล

                เป็นความผาสุกสวัสดิ์ และความวัฒนาถาวร แก่อาณาประชาราษฎร์ และชาติบ้านเมือง

                ทั้งขอให้ทุกคนที่ประชุมร่วมกันอยู่ ณ ที่นี้

                ประสบความสุข ความเจริญ ทุกเมื่อถ้วนหน้ากัน"

                นี่คือ.......

                พระราชดำรัสเปิดรัฐสภาของ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๑๐ เมื่อวาน

                อดีตนายกฯ ชวน ยืนอยู่ในหมู่สโมสร ส.ส.เฉพาะพระพักตร์ น้อมรับพระราชดำรัสนี้ด้วย

                ฉะนั้น ไม่ต้องถามกันอีกต่อไปแล้วว่า ประชาธิปัตย์ร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ

                ไม่ใช่เพื่อประชาธิปัตย์

                แต่เพื่อให้งานของชาติดำเนินก้าวหน้าไป

                หนึ่งกระทำของ "อดีตนายกฯ ชวน" ครั้งนี้....

                เหนือกว่า "ล้านคำพูด".

 


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต