อุ๊ต๊ะ!'หมวดเจี๊ยบ'ฉีดเซรุ่มหน้าเด็กแขวะป้องกัน'งูเห่า'


   

27 พ.ค.62 - ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย  โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความระบุว่า "การให้เซรุ่ม ป้องกัน “งูเห่า” ยุคนี้แปลก

ไม่ได้รับกันที่สถานเสาวภา

แต่ให้ “งูเห่า” เลื้อยไปรับที่ห้องน้ำหลังห้องประชุม

แถมเซรุ่ม ก็หน้าตาประหลาด

บรรจุอยู่ในซองสีขาว แทนที่จะอยู่ในขวด..

#ในรูปใช้Appหน้าเด็กถ่ายค่ะไม่ต้องคิดมาก"

ร.ท.หญิงสุณิสา  โพสต์ด้วยว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์กล้าพูดว่ายังไม่ตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ในเมื่อเห็น ๆ กันอยู่ว่าโดนเจาะไข่แดงไปเรียบร้อยแล้ว ยังอ้างว่ารอเขายกขันหมากมาขออีกเหรอ ไหน นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยพูดก่อนเลือกตั้งว่ายังไงก็ไม่เอา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างนี้ไม่ให้เรียกตระบัดสัตย์ อย่างที่ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ วิจารณ์ แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ทั้งนี้ นาย อภิสิทธิ์ ไม่ได้พูดแค่ครั้งสองครั้ง ว่าไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ แต่เดินสายออกรายการทีวีดัง ๆ ทั่วไปหมด ช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย โดยจงใจเปิดเทปเสียง นายอภิสิทธิ์ พูดซ้ำไปซ้ำมา ประชาชนก็เลยจำแม่นว่า นาย อภิสิทธิ์ พูดอะไรไว้ หรือนั่นเป็นแค่เทคนิคหาเสียงเลือกตั้งแบบศรีธนญชัย ทำไมไม่ตรงไปตรงมากับประชาชน

และอย่ามาอ้างว่า นาย อภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคแล้ว เพราะนั่นอาจเป็นแค่การหาทางลงสวย ๆ เพื่อจูบปากกับเผด็จการเท่านั้น เลยต้องเล่นไพ่หลาย ๆ หน้า ส่วนที่ปล่อยข่าวว่าจะเป็นฝ่ายค้านอิสระก็คงเพราะช่วงนั้น จะมีการเลือกตั้งซ่อมบางหน่วยใช่ไหม เลยเขียนบทให้คนรุ่นใหม่ออกมาพูดว่าไม่เอาเผด็จการเพื่อให้ดูดีมีหลักการ แต่พอเลือกตั้งจบ ทำไมกลืนน้ำลายตัวเองแล้วไปเจรจาต่อรองเก้าอี้กับพรรคที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเผด็จการล่ะ จุดยืนมีบ้างไหม

ตอนประชุมสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ก็ผลัดกันโยนผลัดกันเสิร์ฟกับพรรคพลังประชารัฐ ทั้งในการโหวตเก้าอี้ประธานและรองประธานสภาฯ และตอนช่วยกันหาเรื่องเลื่อนการลงมติโหวตเลือกประธานสภาฯ ทั้ง ๆ ที่องค์ประชุมก็ครบและมีความพร้อม ไม่มีความจำเป็นต้องเลื่อน แต่ในข่าวบอกว่าเพราะยังต่อรองผลประโยชน์กันไม่ลงตัว ทำไมเห็นผลประโยชน์พรรคมาก่อนผลประโยชน์ประเทศชาติ ถ้าไม่ศรัทธาระบบรัฐสภาอย่างจริงใจ ก็ไม่คารลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส แต่น่าจะยื่นใบสมัครกับ ค.ส.ช. ไปเลย

ทุกวันนี้ จนชาวบ้านถึงกับแบ่ง ส.ส. ออกเป็นฝ่ายพรรคเทพกับพรรคมาร หากอยากรู้ว่าประชาชนมองว่าใครเป็นเทพหรือเป็นมาร ก็ดูได้จากผลการเลือกตั้งซ่อม ที่จังหวัดเชียงใหม่ จะเห็นว่าประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ์สูงถึง 88 เปอร์เซ็นต์ หรือ 144,371 คน แม้ว่ากระแสการประชาสัมพันธ์จะน้อยก็ตาม แสดงว่าประชาชนต้องการส่งสัญญาณว่าไม่เอาเผด็จการและอยากสั่งสอนพรรคการเมืองที่หักหลังประชาชน เพราะคิดว่าเมื่อได้อำนาจไปแล้วจะใช้อำนาจนั้นอย่างไรก็ได้โดยไม่แคร์ความรู้สึกประชาชน.