รัฐบุรุษเปรม 'ฉบับประชาชน'


   

 

           มอนิเตอร์ข่าวอสัญกรรมรัฐบุรุษ "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" ทางโซเชียลมีเดียมา ๒ วัน

                ในจิตอาลัย.......

                รับรู้ได้ถึงความเป็นกตัญญุตาชนของคนไทยต่อ "ป๋าเปรม" ซึ่งนับว่าน่าทึ่ง หลากเรื่อง หลายลีลายิ่ง

                ยึดเป็นตัวชี้วัดได้อย่างหนึ่งว่า

                "งาน" ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่ป๋าทำมาทั้งชีวิต นั้น

                "งอก" ในใจคน แบบไหน อย่างไร?

                พูดกันว่า "ประวัติศาสตร์" ที่ผู้ชนะเขียน เป็น "ความจริง" ด้านเดียว

                แต่สำหรับ "รัฐบุรุษเปรม" ชาติอาชาไนย จากอสัญกรรมนี้ สามารถพูดได้ว่า

                ป๋าเป็นคนแรกและคนเดียว.........

                ที่ประชาชน "ทุกรุ่น" นำเรื่องที่แต่ละคนรับรู้ ด้วยชีวิต "สัมพันธ์-สัมผัส" จริง มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวมากมาย

                ดังผมจะยกจากบางท่านที่เผยแพร่ในโซเชียลมาอ้างอิง ดังนี้

                Trachoo Kanchanasatitya

                อยากเล่าเรื่องนี้นานแล้ว

                 #วันนี้ต้องเล่า

                "พี่สุกิจ นิสิตวิทยาศาสตร์จุฬาผู้กลับออกมาจากป่า"

                สมัยผมเรียนจุฬาฯ ประมาณปี พ.ศ.2526 เปิดเทอมปี มา ปรากฏว่า

                มีใครไม่รู้ หน้าตาแก่กว่าเราหลายปี ผิวกร้านๆ มานั่งเรียนด้วยกับพวกผมหลายคนเลย

                #เฮ้ยใครวะ

                อาจารย์ไม่ได้บอกอะไรว่าเค้าเป็นใคร สุดท้ายนิสิตพวกผมก็ต้องค้นหาคำตอบกันเอง

                พวกพี่เค้าคือ รุ่นพี่ที่หยุดเรียนไปในปี 2519 เพื่อเข้าป่าไปร่วมกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ หลังจากเหตุการณ์ ตุลาคม 2519 (2519 วันนั้นผมยังอยู่แค่ประถม 7)

                พวกพี่เค้าคิดว่า........

                น่าจะมีระบอบอื่นที่ดีกว่าระบอบที่ประเทศไทยใช้กันมานมนานและอยากเปลี่ยนแปลง

                ผมรู้เรื่องพี่เค้าเยอะ

                เพราะ "พี่สุกิจ" หนึ่งในพี่หน้าใหม่ เป็นคนไม่เครียด (แบบพี่คนอื่นๆ) มานั่งคุยกับผม

                พี่สุกิจบอกผมว่า "ชู...ติวพี่หน่อย พี่ลืมไปหมดแล้ว"

                ผมรู้แก่ใจว่า ผมติวไม่ได้หรอก ทุกวันนี้ยังลอกการบ้านเพื่อนอยู่เลย

                พี่สุกิจพูดต่อไปว่า "แล้วพี่จะเล่าให้ฟังว่า ชีวิตในป่าพี่ทำอะไรกันบ้าง"

                ผมบอกว่า "พี่เล่าก่อน" (เพราะผมติวไม่ได้อยู่แล้วแต่อยากรู้)

                ก่อนเล่าต่อ ผมขอเล่าว่า....

                ระหว่างนั้น เป็นช่วงท่านนายกฯ เปรม ข่าวทีวีออกทุกวันว่า มีคนไทยกลับออกมาจากป่า เพื่อเลิกเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทย

                มีฉากสุดฮิต คือ การเข้าแถวมอบปืนให้รัฐบาล พวกเค้าคือ คนที่เคยประกาศเป็นศัตรูกับรัฐบาล หันหน้าเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์

                ต่อมา จีนเปลี่ยนแนวทาง

                หันมาให้การสนับสนุนไทย ยกเลิกการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ไทย

                และป๋าเปรมเชื่อว่า.........

                ถ้าเป็นศัตรูกันเองแบบนี้ ประเทศพัฒนาไม่ได้ เราต้องอภัย และเปิดรับการกลับมาอยู่ร่วมกันของคนไทย

                นี่คือ ที่มาของนโยบาย 66/2523 ที่หลายคนรวมทั้งผมเคยคิดว่า "บิ๊กจิ๋ว" เป็นต้นคิด

                "พี่สุกิจ" และพี่ๆ อีกหลายคน คือหนึ่งในคนเหล่านั้น (เด็กรุ่นใหม่ที่อวดอ้างว่ารู้เรื่องปี 2519 บางทีผมอ่านแล้วก็ได้แต่ขำๆ)

                "พี่สุกิจ" เล่าถึงความลำบาก ช่วงแรก ทหารปราบปรามคอมมิวนิสต์หนัก ต้องขุดหลุม ต้องดำน้ำหนี ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ในป่า

                ชีวิตลำบากมาก คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่พี่น้อง อยากออกมา ก็ออกไม่ได้ เพราะกลัวโดนยิงโดนจับ

                จนกระทั่งรัฐบาลให้อภัย และให้กลับมา พร้อมทั้งออกนโยบาย #แก้ทุกกติกา ให้กลับมาอยู่ในสังคมได้ มาเริ่มใหม่ได้

                "พี่สุกิจ" และเพื่อนๆ จึงได้กลับมาเรียนใหม่

                จุฬาฯ ต้องอนุญาตให้กลับมาได้ ห้ามคัดชื่อออกแม้จะหายไปเกือบ 10 ปี และมาเริ่มเรียนต่อ จากบทเรียนที่หายไป ทุกกฎ "ต้องแก้" เพื่อให้คนไทยกลับมารักกัน

                ผมรู้จัก "พี่สุกิจ" มากขึ้น ผมและใครๆ ก็ไม่ต้องติวอะไรพี่สุกิจเลย

                เพราะพวกพี่เค้าเรียนเก่งเองโดยธรรมชาติ ผมนี่ยังเคยขอพี่สุกิจลอกการบ้านเลยด้วย

                หลายปีต่อมา.......

                ผมเจอพี่สุกิจ พาลูกค้าไปเลี้ยง พี่สุกิจมีชีวิตปรกติที่เผลอๆ จะดีกว่าปรกติเสียอีก เพราะโอกาสที่พี่สุกิจได้รับให้กลับมา ต่อเส้นชีวิตที่ขาดหาย

                วันนี้ ผมแก่พอที่จะ "คิดได้" ว่า.......

                หากรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีพลเอกเปรม ไม่มีจิตใจที่ดีงาม คิดแต่จะเข่นฆ่าให้ดับสูญกันไป

                "พี่สุกิจ" และใครอีกหลายๆ คน คงไม่ได้กลับมาเจอหน้าครอบครัวและมีชีวิตที่ดี

                ผมไม่รู้ว่า วันนี้ "พี่สุกิจ" จะคิดถึงท่าน "พลเอกเปรม" ไหม? แต่ผมแก่พอที่จะรู้ว่า

                ผมดีใจ ที่ไทยมีท่าน "นายกเปรม ติณสูลานนท์" ครับ

                #ถ้าพี่สุกิจอ่านเจอ ผมระลึกถึงพี่นะครับ

                ----------------------------------

                Chai Seeho

                "ป๋าเปรม"

                ผมเจอ "ป๋าเปรม" ครั้งแรก ตอนเปิดโครงการ Eastern Seaboard

                เมื่อรู้ว่าเป็น "คนใต้" ป๋าก็พูดกับผมภาษาใต้ว่า "เหร่าคนใต้ ต้องแหลงภาษาใต้" 

                และผมเชื่อว่า หลายคนคงได้รับคำแนะนำนี้จาก "ป๋า"...เมื่อ "ป๋า" รู้ว่าเป็น "คนใต้"

                ผมไม่เจอ "ป๋าเปรม" บ่อยนัก แต่ผมกล้ารับรองกับทุกคนในโลกว่า

                ใครก็ตาม ที่ "ในหลวง" ๒ รัชกาล "ทรงไว้วางพระราชหฤทัย"

                ผมถือว่า "ไม่ธรรมดา"

                น่าเสียดาย ที่เด็กๆ สมัยนี้ มันอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด บวกกับ "พ่อแม่ไม่สั่งสอน"

                มันจึงไม่รู้จัก "ป๋าเปรม" แบบที่ควรรู้จัก

                ผมจะเขียนถึง "ป๋าเปรม" ที่ผมรู้จักและสัมผัสได้ในฐานะนักบริหาร

                "ป๋าเปรม" นี่...ถือเป็นสุดยอดนักบริหาร และรู้จัก "ใช้คน" ในแบบ

                "ใช้คนอย่าระแวง...ระแวงอย่าใช้คน"

                "ป๋าเปรม" เป็นนายกรัฐมนตรีไทยในสมัย "โชติช่วงชัชวาล" จึงเป็นจุดกำเนิดโครงการ Eastern  Seaboard

                ที่ยกระดับประเทศไทย จากประเทศด้อยพัฒนา มาเป็นประเทศกำลังพัฒนา

                ในโครงการท่าเรือน้ำลึกและโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่มากมายทางตะวันออกที่ชลบุรี ระยอง

                คนที่ "ป๋า" เลือกใช้งานในโครงการนี้ "สาวิตต์ โพธิวิหค" ดร.หนุ่มสาขา SYSTEM ANALYSIS จากฮาร์วาร์ด ในฐานะนักวิชาการที่สภาพัฒน์

                ที่มาเขียน "แม่บทโครงการ" ที่หลายคนตั้งคำถาม "มันเป็นไปได้จริงหรือ"

                พูดถึง Eastern Seaboard ต้องต่อเนื่องเรื่องพลังงาน ที่แม้จะไม่ได้ถือกำเนิดในยุคป๋า

                แต่เมื่อป๋าเป็นนายกฯ ทั้ง ปตท., ไทยออยล์ กระทั่ง "บางจาก" เพิ่ง "ตั้งไข่" ทำให้ "ป๋า" ต้องเข้ามาจัดระเบียบการบริหาร

                "ศุลี มหาสันทนะ"....

                "เพื่อนร่วมรุ่น" สวนกุหลาบ คือคนที่ป๋าขอให้ทิ้งเงินแสนมารับเงินหมื่น ในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำ "สำนักนายกรัฐมนตรี"

                ในฐานะผู้กำกับนโยบายด้านพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดสมัยรัฐบาลป๋า ในช่วงปี 2524-2531

                "ศุลี" เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทน้ำมัน "บางจากปิโตรเลียม" โดยเห็นว่า การเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมการพลังงาน หรือหากไปขึ้นกับ ปตท.ก็จะไม่สะดวก

                จึงเสนอให้ตั้งเป็นบริษัทและเป็นผู้เสนอให้ "ป๋า" ดึง "เกษม จาติกวณิช" ผู้ว่าการ กฟผ.มาเป็นประธาน

                และ "โสภณ สุภาพงษ์" รองผู้ว่าการ ปตท.มาเป็นกรรมการผู้จัดการ

                "เกษม จาติกวณิช" ก็เป็นคนที่ "ป๋าเปรม" ขอให้เป็นประธานบริษัท "ปุ๋ยแห่งชาติ" ที่ใช้ผลต่อเนื่องจากปิโตรเคมีมาผลิต

                ขณะเดียวกัน เด็กๆ รุ่นใหม่ อาจจะไม่รู้ว่า....

                ในช่วงที่ "ป๋าเปรม" เป็นนายกฯ คือช่วง "วิกฤติเศรษฐกิจ" จนรัฐบาลต้องตัดสินใจ "ลดค่าเงินบาท"

                และเข้าโครงการรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นครั้งแรก

                โดยมีการอนุมัติเงินจำนวน 814.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2524 มาให้ประเทศไทยกู้

                โดย IMF ยื่นเงื่อนไขให้ไทยปรับปรุงกลไกการหารายได้เพิ่มของรัฐบาลหลายเรื่อง

                ในตอนนั้น ระบบการเงินไทยเปลี่ยนโฉมมากมาย ไฟแนนซ์ ธนาคาร ได้รับผลกระทบมากมาย

                แต่โชคดีที่ "ป๋าเปรม" ใช้คนถูกงาน จนทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่ อาจจะไม่รู้จักชื่อ "บริษัทเครดิตฟองซิเอร์" ที่มีมากมายก่อนหน้านี้

                คนแรกคือ "สมหมาย ฮุนตระกูล" อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ที่ถือเป็น "ขุนคลังคู่บารมี" ของป๋าเปรม

                โดยดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2523-2529 ก่อนโยนไม้ส่งต่อถึง "สุธี สิงห์เสน่ห์" ที่เข้ามาครั้งแรกในฐานะ "รมช.คลัง" ก่อนขยับขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการ

                แม้ในช่วงนั้น จะเป็นยุค "โชติช่วงชัชวาล" แต่เศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก กระทรวงการคลังจึงมีนโยบายทั้งจำกัดเพดานเงินกู้ กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย ที่แม้จะเป็น "ยาขม"

                แต่สุดท้าย...เศรษฐกิจไทยก็พ้นห่วงกรรม

                ที่ต้องยกย่องอีกคนในฐานะ "ลูกป๋า" ที่ถูกดึงมาช่วยงาน คือ "ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" ลูกศิษย์ "ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์" ดีกรีปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่ "ป๋าเปรม" ดึงมาเป็น "โฆษกรัฐบาล"

                แม้จะแถลงข่าวแบบสำเนียง "ทองแดง" แต่ "สามสี ภูเขาทอง" ก็แถลงข่าวโดยแทรกความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ และบอก "ความจริง"

                จนคนไทย "ไม่ตระหนก" ว่าในตอนนั้น ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ

                แม้จะมีรูปธรรม เช่น ทีวีต้องปิดสถานี ในเวลา 18.30-20.00 น.เพื่อประหยัดไฟ

                "ป๋าเปรม" ถือเป็นคนใช้งานคนเป็น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ "ชาญ มนูธรรม"

                "ชาญ มนูธรรม".......

                เป็น "เพื่อนร่วมรุ่น" สวนกุหลาบอีกคนที่ "ป๋าเปรม" ไว้ใจ โดยเคยดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคม และรัฐมนตรีสำนักนายกฯ

                โดย "ป๋า" จะตอบคำถามสื่อถึงการเลือก "เพื่อน" มาเป็นรัฐมนตรีในทำนองว่า

                "ผมรู้จักเพื่อนผมดี"

                ที่สำคัญก็คือ คนทำงานที่ "ป๋าเปรม" เลือกมาทำงานด้วย ทุกคนไม่เคยมีข่าวฉาวเรื่องเงินๆ ทองๆและทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อ "แทนคุณแผ่นดิน" อย่างแท้จริง

                พวกที่อ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด จึงไม่รู้เรื่องพวกนี้

                ทั้งที่ "ป๋าเปรม" คือต้นแบบ "แทนคุณแผ่นดิน"......

                ที่รับใช้ "ในหลวง ๒ รัชกาล" จนวาระสุดท้ายของการดำรงชีพ

                ครับ....

                ยังมี "บทสะท้อน" งานเพื่อแผ่นดินของป๋าที่ประทับอยู่ในความทรงจำประชาชนอีกมาก นี่เพียงตัวอย่าง

                ป๋านั้น งานหลายด้าน-หลายมุม สัมผัส-สัมพันธ์ กับผู้คนมากมายทั่วประเทศ ที่รับรู้แพร่หลายก็มี ที่รู้เฉพาะกลุ่ม-เฉพาะบุคคลก็มี

                จึงเห็นว่า รัฐบาลน่าเปิดโอกาสให้ผู้มีวงจรชีวิตและงานสัมผัส-สัมพันธ์กับป๋า เขียนถ่ายทอด

                แล้วภาครัฐคัดเลือกรวบรวมพิมพ์เป็น "ชีวิต-ประวัติงานรัฐบุรุษ" ฉบับ ประชาชนเขียน สักหนึ่งเล่ม

                "คนเพื่อแผ่นดิน"..........

                ต้องมี "ดิน" เป็นส่วนสำนึก

                เพื่อความเป็น "ผลึก" ประวัติศาสตร์ "ประชาชนชำระ" แล้ว. 


เก็บมาเล่า..... วันเสาร์ที่ผ่านมา มีคนบอกว่า โลกหมุนรอบ "ธนาธร-ปิยบุตร" เพราะ ๒ คนนี้คือผู้นำเหล่านักรบต่อสู้กับเผด็จการ เป็นผู้กอบกู้ประชาธิปไตยจากรัฐบาลสืบทอดอำนาจทหาร

แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร
"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!