เจ้าสาวยังเขินอยู่!ปชป.เสนอ 3 หลักการ ก่อนเคาะร่วมรัฐบาลเย็นนี้


   

28 พ.ค.62- นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงประเด็นพบปะพูดคุยระหว่างแกนนำพรรคพลังประชารัฐกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ไม่มีประเด็นเรื่องร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล แต่เป็นการพูดคุยถึงหลักในการทำงาน ซึ่งประชาธิปัตย์แจ้งไปว่า 

1.พรรคจะยึดประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 2.จะยึดนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนที่ต้องมีการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางใด จะยึดชุดนโยบาย แก้จนสร้างคนสร้างชาติ 

และ 3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีบางพรรคนำไปต่อยอดพูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หากจำได้ในวันที่ลงประชามติรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ประชาธิปัตย์มีจุดยืนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยแม้จะยังไม่เต็มใบซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกพรรคการเมืองต้องดูว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญส่วนไหนที่ขาดตกบกพร่องและส่วนไหนที่ทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนลดน้อยถอยลง รวมถึงไม่มีความชัดเจนในการพัฒนาประเทศ นี่คือสาระสำคัญ ที่พรรคเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้บ้านเมืองเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยอย่างเต็มใบ ไม่มีการนำประเด็นนี้ไปต่อรองในการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ซึ่งตนเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคมีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการพิจารณาแก้ไข ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีการต่อรองทางการเมือง ถ้ามีพรรคการเมืองใดทำเช่นนั้นก็สมควรจะถูกตำหนิ

นายราเมศ กล่าวต่อว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เสนอหลักการทำงานไปแล้วก็เป็นหน้าที่ของพรรคพลังประชารัฐจะไปพิจารณาข้อมูลที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ จากนั้นพรรคพลังประชารัฐต้องแจ้งกลับมา โดยนายเฉลิมชัย ในฐานะเลขาธิการพรรคได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้เป็นผู้ประสานงานทางการเมืองกับพรรคการเมืองต่างๆ ก็ต้องนำกลับมารายงานต่อคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุมร่วมกันระหว่างสส.และกรรมการบริหารพรรคซึ่งผลจากการพูดคุยครั้งก่อนหน้า และเมื่อวานนี้จะเป็นข้อมูลที่พรรคจะใช้ประกอบในการตัดสินใจว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล 

โดยวันนี้เวลา 17:00 นจะเริ่มประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค จากนั้น 17:30 น.จะมีการเรียกประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและส.ส. ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกัน โดยวาระการประชุมระบุไว้แล้วในวาระที่ 3 เรื่องพิจารณาการประสานงานทางการเมือง ซึ่งหลังการประชุมจะมีการแถลงต่อสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่งว่าผลการประชุมรับทราบรายงานจากเลขาธิการพรรค ที่ประชุมมีความคิดเห็นอย่างไร 

ดังนั้นกรณีการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของคนหนึ่งคนเดียวแต่สมาชิกพรรคผู้เป็นเจ้าของพรรคมีสิทธิ์ มีเสียง อาจจะมีข่าวและเสียงสะท้อนจากสมาชิกพรรคหลายส่วนไลน์กลุ่มเกี่ยวกับการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล การบริหารพรรคกรรมการบริหารพรรคและส.สจะรับฟังความเห็นต่างๆอย่างละเอียดรอบคอบและเชื่อว่าคนที่มีสิทธิ์ในการลงมติไปชี้แจงในที่ประชุมก็จะนำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปพูดคุยเพื่อถกเถียงให้ตกผลึกว่าจะเดินไปในทิศทางใด จึงขอให้ประชาชนวางใจในกระบวนการพิจารณาของพรรคประชาธิปัตย์ว่าการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจคนเดียวทั้งกรรมการบริหารพรรคและส.สจะเป็นผู้พิจารณาร่วมกันว่าจะให้เดินไปในทิศทางใดในวันข้างหน้าซึ่งจะประกอบไปด้วยเหตุและผลและเมื่อความชัดเจนออกมาแล้วมติเป็นอย่างไรก็จะมีเหตุผลรองรับแต่สาระสำคัญที่สุด พรรคจะยึดถือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง 

"คำประกาศของคุณอภิสิทธิ์  คือจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญที่สุดเพราะในขณะนั้นเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นการหาเสียงระหว่างเลือกตั้งบทบาทหน้าที่ของท่านต้องแสดงจุดยืนในฐานะผู้นำองค์กรแต่กระบวนการประชุมร่วมกันสาระสำคัญที่ในผลิตและประกาศว่าทุกคนที่เป็นองค์ประชุมต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาด้วยเหตุผล โดยในการประชุมต้องพิจารณาก่อนว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลแต่การร่วมรัฐบาลก็จะต้องดูว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงคือใคร นี่คือกระบวนการที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ ทุกอย่างต้องเข้าสู่การประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสส.ทุกกรณี "

เขากล่าวว่านายเฉลิมชัยคนเดียวไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าพักจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล เงื่อนไขของพรรคพลังประชารัฐที่ระบุว่าถ้าร่วมรัฐบาลต้องสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่เงื่อนไขที่ผูกมัดพรรคประชาธิปัตย์เพราะขณะนี้พรรคยังไม่ได้ตอบรับว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยพรรคจะรับฟังเสียง 3.9 ล้านเสียงที่เลือกประชาธิปัตย์มาแน่นอน การจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนให้กับประชาชน และเสื้อผ้าเมื่อมีมติแล้วทุกคนในพรรคจะยอมรับมตินั้น
 


​​​​​​​ ไม่มีอาชญากรรมใดที่สมบูรณ์แบบ อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยเสมอ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สืบสวนที่จะค้นหาร่องรอยหลักฐานนั้นพบหรือไม่

ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?