"ชวน หลีกภัย" ที่ใครๆ ก็ชม


   

               ตื่นสายไปนิด....

                เลยพลาด

                ไม่ทันได้ดู "คุณอภิสิทธิ์" แถลงลาออกจากการเป็น ส.ส.ที่รัฐสภา เมื่อเช้าวาน (๕ มิ.ย.๖๒)

                ด้วยเหตุผล

                "ไม่อาจฝืนใจ" ยกมือสนับสนุนให้ "พลเอกประยุทธ์" เป็นนายกฯ ตามมติพรรคที่ตัวเองสังกัด!?

                ต่อกรณีนี้ ผมไม่รู้สึกบวก, ลบ เพราะเข้าใจ ว่ามันเป็นสิทธิ์ของแต่ละคน

                เพียงแต่แปลกใจนิดๆ คือประชาธิปัตย์นั้น การบริหารได้ชื่อเป็น "พรรคต้นแบบ"

                ทุกคนอิสรเสรี แตกต่างทางความคิดเห็นได้ แต่ทุกความอิสรเสรี ย่อมต้องร้อยรัดอยู่ใน "หลักการบริหาร"

                เมื่อความหลากหลายสรุปเป็น "มติพรรค" ออกมาแล้ว

                ทุกคนต้อง "ยอมรับ"!

                คุณอภิสิทธิ์เป็นผู้ใหญ่ เคยบริหารทั้งพรรค ทั้งประเทศ ยิ่งประกาศตนเป็นสาวกประชาธิปไตยเข้มข้น ย่อมต้องเข้าใจหลักการ "เสียงส่วนใหญ่" นี้
                แต่ทำไมจึง "ยึดตนเป็นที่ตั้ง" แบบหัวลูกเต๋าขนาดนั้นล่ะ

                แทนที่จะยึด "เสียงส่วนใหญ่" เป็นที่ตั้ง

                ตามปรัชญาประชาธิปไตย ที่ไม่ยึดใจ แต่ยึดมือ ว่าใครจะมากกว่ากัน?

                การลงทุนถึงขั้น "ลาออก" จาก ส.ส.

                หวังใช้การ "ปฏิเสธ" พลเอกประยุทธ์ เป็นตัวขับเน้นประชาธิปไตยในหัวใจนั้น

                ต้องบอกว่า สูงส่งทางปัญญา แต่ลีลาทารกไปนิด!

                เพราะกระเดียดไปทาง ประชด, สะใจ ด้วย "มีความในใจ" อย่างใด-อย่างหนึ่ง ในตัวพลเอกประยุทธ์

                มากกว่า รักษาเกียรติ รักษาสัตย์ ตามอ้าง!

                ขอบอกว่าเสียดาย ด้วยรักใคร่ หวังดี รักประชาธิปไตย ก็ไม่ควรประชดรักแบบนี้

                เพราะมันยากจะ "คืนดี" ได้เหมือนเดิม สำหรับตัวเอง ในเส้นทางนี้

                การลาออกจากหัวหน้าพรรค เมื่อผลเลือกตั้งไม่เป็นตามประกาศ

                แบบนั้น โอเค ถือเป็นสปิริตประชาธิปไตย ในเส้นทางนำ

                แต่กรณี มติพรรคไม่เป็นดั่งใจ แล้วลาออกจาก ส.ส.

                แบบนี้ ไม่โอเค

                เพราะมันเป็น "อัตตาธิปไตย" อาจสะใจตัวเองชั่วครั้ง-ชั่วครู แต่ทำให้คำว่า "มติพรรค" ของประชาธิปัตย์ ที่ศักดิ์สิทธิ์มาตลอด

                ถูก "ประชด-ท้าทาย"

                จากคนได้ชื่อว่า "อดีตหัวหน้าพรรค"!

                ถึงแม้ลาออกแค่ ส.ส. ไม่ลาขาดจากสมาชิกพรรค แต่ก็นั่นแหละ มันเหมือนเมล็ดพืชผักสวนครัวในทุกวันนี้ไปแล้ว

                นำมาเพาะใหม่ ก็ไม่งอก.......

                ถึงงอก ก็มีแต่ใบ จะไม่ให้ดอก ไม่ให้ผล!

                จากย่างก้าวคนศึกษาสูง หน้าที่การงานสูง ทำให้ต้องหยุดคิดว่า........

                ทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งระบบราชการ, งานการ และสังคมปัจจุบัน ล้วนยึดใบปริญญาเป็นคำตอบและทางเดินคน

                ทำให้คนทุกวันนี้ เอาแต่เชิดหน้า....

                ยึดความเวิ้งว้างท้องฟ้าเป็นอาณาจักรของคนศึกษาสูง

                ตาติดดาว ขณะเดียวกัน เท้าไม่ติดดิน

                คือไม่รู้จัก อดทน มุ่งมั่น มานะ พยายาม ล้มแล้วลุก สรุปคือ ไม่รู้จัก อิทธิบาท ๔

                อ่านแต่วรรณคดีอังกฤษ ตาไม่แลนิทานอีสปเรื่อง "ลองใหม่อีกที"

                สังคมทุกวันนี้ จึงมากด้วยคนประเภท นอนอ้าปากรอให้ฝนเงิน-ฝนทองหล่นใส่ งานการอะไรก็ต่ำกว่าปริญญาฉันไปหมด

                อีโก้ หยิบโหย่ง ไม่มีดีจะอวด แต่ชอบอวดดี เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

                วันๆ เอาแต่โทษเศรษฐกิจไม่ดี ค้าขายไม่ดี ไม่มีเงิน ไม่มีจะกิน

                ในขณะที่พวกพม่า, เขมร, แขก ...........

                แค่ไม่เลือกงาน ไม่ขี้เกียจ, หนักเอา-เบาสู้ โกยเงิน โกยทอง กัน ปี-สองปี กลับไปเป็นเศรษฐี ทองแดงครึ่ดทั้งตัว!

                "การเมือง" ก็เหมือนกัน

                ตอนนี้ ธุรกิจนักการเมือง เป็นอาชีพใหม่ กำลังฮิตในกลุ่มคนที่ยึดอายุเป็นคำตอบ "รุ่นใหม่-รุ่นเก่า"

                หรือไม่ก็ โคตรเหง้ารวยหน่อย มีดีกรี-มีชาติสกุล ขึ้นชื่อหน่อย ก็หวังมีตำแหน่งนักการเมืองประดับเกียรติ

                นึกว่ามันง่ายเหมือนเป็นดารา....

                ปั่นกระแสหน้าจอ หน้าเฟซ ไอจี ทวิตเตอร์ พักเดียว ก็เปรี้ยงปร้าง ได้เป็น

                อีโก้กับคำว่า "คนรุ่นใหม่"

                แต่เข้าไม่ถึงเนื้อหา เป็นแค่รุ่นใหม่ "ไร้สาระ" แห่ตามกันไป-ตามกันมา เหมือนสวะลอยน้ำ

                เห็นลาออกคึ่กๆ จากประชาธิปัตย์ ถามว่าลาเพราะเหตุใด?

                ก็ใช้วาทะประชาธิปไตยที่เขาปั๊มโหลขายมาอ้างกันไปเรื่อยเปื่อย

                ออกตามอภิสิทธิ์น่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก

                เนื้อแท้แล้ว มัน "หายเห่อ" น่ะ

                เลือกตั้งไม่ง่าย ไม่ได้อย่างที่หวัง ก็หมดอยาก หมดสนุก หมดเห่อ

                เมื่ออภิสิทธิ์ออก ฉวยโอกาสเกาะกระแสอภิสิทธิ์ออกด้วย จะได้ดังติด "หางข่าว"

                มันก็เท่านั้น..........

                ผมถือว่า โชคดีตามโฉลกของประชาธิปัตย์แล้วที่ "ลอกคราบ" แบบไม่ตั้งใจ ถูกตามกาล-ตามเวลา!

                "คนรุ่นใหม่" ทุกคน

                อยากให้ยึด "สมจิตร จงจอหอ" เป็นไอดอล

                "ผมเจ็บมาเยอะ" นั่นแหละ

                คำว่า "เจ็บมาเยอะ" ของสมจิตร กว่าจะได้เหรียญทอง มันสะท้อน "อิทธิบาท ๔ " ได้อย่างดี

                คนที่ต้องการความสำเร็จ คนที่ท้อแท้ชีวิต

                ให้นึกคำว่า "ผมเจ็บมาเยอะ" ของสมจิตรให้ขึ้นใจ จะทำให้มีพลังฮึดสู้

                อิทธิบาท คือ รากฐานแห่งความสำเร็จ ๔ ประการ เป็นคาถาแก้จน ที่ "พระพุทธเจ้า" ตรัสสอนไว้

                -ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น

                -วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น

                -จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น

                -วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

                เนี่ย...ทำตามคาถาพระพุทธเจ้า ๔ ข้อนี้

                ถึงสมัยนี้ ไม่ได้เป็นนายกฯ ไม่ได้รัฐบาล

                สมัยหน้า บากบั่น พากเพียร สู้ต่อไปเรื่อยๆ

                ด้วย "วิริยะ" คือพากเพียรที่ต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว

                ทำให้พบความสำเร็จ ด้วยกล้าหาญ ด้วยฮึดสู้ ล้านเปอร์เซ็นต์!

                ไม่ใช่ พอไม่ได้ ไม่เป็นดั่งใจ ก็ลาออก แบบนี้ จะมีแต่ "ร้อยล้ม" จะหา "หนึ่งลุก" ก็ทั้งยาก!

                ครับ....คุยมายืดยาว

                คงสงสัย เอ๊ะ ไม่เห็นคุยเรื่องเลือกนายกฯ ในรัฐสภาเมื่อวานนี้เลย

                ก็อยากจะคุยอยู่หรอก คิดอีกที เรื่องที่คุย เกือบทุกท่านก็นั่งจ้อง "ตาดู-หูฟัง" เห็นกับตา รู้กับใจ อยู่แล้ว

                เลยไม่อยากคุย เพราะคุย ก็มีแต่เรื่องนินทาว่าร้ายคนนั้น-คนนี้

                ทำใจซะว่า รัฐสภาเป็นเวทีวาทะของ ส.ส.-ส.ว.เขา ฉะนั้น ก็ดูเขา ชอบ-ไม่ชอบ เปิดใจระบายอากาศออกไปซะบ้าง

                แต่เห็นคนชม "ท่านประธานที่เคารพ" คุณชวน หลีกภัย ตรึมเลย ว่าทำหน้าที่ "แม่นเป๊ะ"

                อีกทั้ง ส.ส.-ส.ว. แสดงถึงวุฒิภาวะ "สมาชิกรัฐสภา" ได้งามพอสมควร

                ว่าที่นายกฯ ประยุทธ์ "เหวอะหวะ" ไปพอสมควร

                สรุปแล้ว ได้โหวตกันตอนเกือบ ๔ ทุ่ม ระหว่างพลเอกประยุทธ์ กับนายธนาธร

                คุมเกมรัฐสภาที่คาดว่าจะลากยาว แต่สามารถโหวตได้ในวันเดียว ก็ต้องชม "ท่านประธานชวน" อีกนั่นแหละ

                ใครจะได้เป็นนายกฯ จากเสียงโหวตสมาชิกรัฐสภา เกินกว่า ๓๗๕ เสียง ขึ้นไป

                ก็ไม่ต้องตอบนะครับ ฟังขานชื่อแค่ ๔ ทุ่มครึ่ง ประเมินได้ว่า

                รัฐบาล "ใหม่" แต่นายกฯ "เก่า"!.

 


ไม่รู้ใครพูด.......ฟังแล้ว เลือด "ชาตินิยม" ขึ้นหน้า อยากเถียง..แต่เถียงไม่ออก คือที่เขาพูดว่าประเทศไทยดีทุกอย่างเสีย "อย่างเดียว"........มีคนไทยประเภท "อาศัยแผ่นดินเกิด" มากไปหน่อย!

จุดตายของ 'ธนาธร'
กเฬวรากลี้ภัยใจคด
ผิดพลาดของการตรากฎหมาย?
วันนี้ "ตามใจแฟน" ซักวัน
'คนไทยหัวใจกระวีกระวาด'
เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'