‘มาเรียม’ พะยูนน้อยแห่งเกาะลิบง ภาพสะท้อนพลังชุมชนร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทย


   

เกาะลิบง  อ.กันตัง  จ.ตรัง  เป็นพื้นที่ที่มีพะยูนอาศัยอยู่มากที่สุดในน่านน้ำทะเลไทย  คือมีประมาณ 176-180 ตัว  เนื่องเพราะมีแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของพะยูนอยู่ประมาณ 20,000 ไร่  ขณะที่จำนวนพะยูนที่มีอยู่ในเขตน่านน้ำไทยขณะนี้มีเหลืออยู่ประมาณ  200 ตัว  ดังนั้นท้องทะเลเกาะลิบงจึงถือเสมือนเป็น ‘เมืองหลวงของพะยูน’ 

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าธรรมชาติได้ประทานแหล่งหญ้าให้แก่พะยูนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังมีพลังของชุมชนท้องถิ่น  โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านบนเกาะลิบงและพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้ร่วมกันปกป้องแหล่งหญ้าทะเล  ตลอดจนร่วมกันต่อสู้กับการทำประมงแบบล้างผลาญ  จนทำให้เกาะลิบงเป็น ‘บ้านหลังสุดท้าย’ ของพะยูน

 ภาพจาก trang-dugong.simdif.com

 

พะยูนหรือ ‘ดุหยง’ (ภาษามาลายูและท้องถิ่น) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในทะเล  รูปร่างคล้ายปลาโลมาแต่อ้วนกว่าเล็กน้อย  ผิวหนังเรียบลื่นสีเทา แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐและมีด่างขาว ในอดีตประเทศไทยเคยมีฝูงพะยูนอยู่มากมายทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน  แต่ปัจจุบันมีจำนวนลดลงเนื่องมาจากถูกล่า  หรือเข้าไปติดในเครื่องมือประมง  และการทำลายแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของพะยูน

 

สุวิทย์  สารสิทธิ์   อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบง  เล่าว่า  พื้นที่บริเวณเกาะลิบงเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์มีเนื้อที่กว่า 20,000 ไร่  จึงเป็นแหล่งอยู่อาศัยของฝูงพะยูน  ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนฝูงพะยูนมีจำนวนหลายร้อยตัว  แต่ได้รับผลกระทบจากการทำประมงแบบล้างผลาญ  โดยเฉพาะเรืออวนรุนและอวนลากที่ลักลอบเข้ามาทำประมงชายฝั่ง  ทำให้อวนเหล่านี้ลากเอาสัตว์เล็กสัตว์น้อยในท้องทะเล  รวมทั้งพะยูนติดอวนไปด้วย  นอกจากนี้ยังมีการล่าพะยูนโดยตรง  จึงทำให้ฝูงพะยูนลดน้อยลง 

 

“ชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเรืออวนราก  อวนรุน  ที่เข้ามาลักลอบจับปลาในเกาะลิบง  รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดตรัง  เช่น  สิเกา  ประเหลียน  ฯลฯ จึงรวมตัวกันเป็นเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดตรังเพื่อปกป้องท้องทะเล  มีการร้องเรียนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาจัดการกับเรือประมงที่ทำผิดกฎหมาย  รวมทั้งชาวประมงได้รวมตัวกันประท้วงด้วยการปิดอ่าว  จัดทำแนวทุ่นทะเล  และเฝ้าระวังไม่ให้เรือประมงทำลายล้างเข้ามา   ปัญหาจึงค่อยๆ ทุเลาลง  ท้องทะเลจึงค่อยๆ ฟื้นตัว”  สุวิทย์เล่าถึงบทบาทของชาวประมงพื้นบ้านแบบย่อๆ

สุวิทย์  สารสิทธิ์

 

ส่วน ‘มาเรียม’ พะยูนน้อยที่พลัดหลงกับแม่และหลายฝ่ายกำลังช่วยกันดูแลนั้น  สุวิทย์บอกว่า  มาเรียมเป็นพะยูนเพศเมีย  อายุประมาณ 6 เดือน  พลัดหลงกับแม่ที่บริเวณชายหาดธารานพรัตน์  จังหวัดกระบี่  เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา  เจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า  และพันธุ์พืช  จึงนำมาเรียมมาปล่อยที่เกาะลิบง  เพราะเป็นแหล่งอยู่อาศัยแห่งใหญ่ของพะยูน  มีหญ้าทะเลอุดมสมบูรณ์  แต่ด้วยมาเรียมยังเป็นพะยูนวัยอ่อน  ต้องกินนมจากแม่  เมื่อปล่อยไปแล้ว  มาเรียมจะว่ายกลับเข้าชายฝั่งและมาเกยตื้น  เพราะไม่มีแม่พะยูนคอยดูแลและให้นม  จนมีชาวบ้านไปพบ  จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบงให้มาดูแล  หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำจึงเข้าช่วยดูแล  โดยการป้อนนมแพะผสมวิตามินเพื่อให้มาเรียมแข็งแรง  ใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติได้

 

“ตอนนี้เจ้าหน้าที่ต้องผลัดกันไปป้อนนมให้มาเรียมในช่วงกลางวัน  มาเรียมจะกินนมครั้งละประมาณ 100 ซีซี   วันหนึ่งจะกินประมาณ  2,000 ซีซี  และเจ้าหน้าที่จะพาไปหัดกินหญ้าทะเลด้วย  คิดว่าต้องใช้เวลาดูแลมาเรียมอีกประมาณ 6 เดือน  จนมีอายุได้ประมาณ 1 ปี  เพื่อให้มาเรียมแข็งแรง  และกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับพะยูนตัวอื่นๆ ได้”  สุวิทย์ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ช่วยดูแลมาเรียมเล่าถึงภารกิจประจำวัน

อีสมาแอน  เบ็ญสอาด  ประธานวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวและอนุรักษ์ทรัพยากรเกาะลิบง  อำเภอกันตัง  จังหวัดตรัง  กล่าวว่า  คนเกาะลิบงมีความผูกพันกับพะยูนเหมือนกับเป็นญาติที่ต้องดูแลกัน  และดูแลกันมานานหลายสิบปีแล้ว  เพราะพะยูนเหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของเกาะลิบง  หากชาวลิบงเห็นพะยูนมาเกยตื้นก็จะช่วยกันนำไปปล่อย  หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาดูแล

 

“ถ้าไม่มีพะยูน  คนเกาะลิบงก็อยู่ไม่ได้   เพราะถ้าที่ไหนมีพะยูน  ท้องทะเลตรงนั้นก็จะแสดงถึงความอุดมสมสมบูรณ์  และคนเกาะลิบงส่วนใหญ่ก็หากินกับท้องทะเล  ทำประมงพื้นบ้าน  มีปลาอินทรีย์  มีหอยชักตีน  มีปลิงทะเล  เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ   สร้างอาชีพ  สร้างรายได้  และเป็นแหล่งอาหารของคนเกาะลิบง  พวกเราจึงต้องช่วยกันดูแลทรัพยากรต่างๆ  รวมทั้งแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของพะยูนและสัตว์น้ำวัยอ่อนต่างๆ  นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย  เพราะเมื่อมีพะยูนอยู่มาก  นักท่องเที่ยวก็อยากจะมาที่เกาะลิบง”  ประธานกลุ่มฯ หรือ ‘บังแอน’ บอก

 

นอกจากจะช่วยกันดูแลพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลที่เกาะลิบงมานานหลายสิบปีโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังคนเท่าที่มีอยู่แล้ว  ในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายนนี้  จะมีการเปิดตัว ‘โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลเพื่อการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง’ ที่จังหวัดตรัง  ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ชาวชุมชนตำบลเกาะลิบงจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยมาดูแลฝูงพะยูนนั่นก็คือ  การใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ ‘โดรน’ มาบินสำรวจ  เพื่อเฝ้าดูแลการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อช่วยปกป้องแหล่งหญ้าทะเลและฝูงพะยูน  นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย

 บังแอน

 

โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวฯ เกาะลิบง  ได้รับการอนุมัติและสนับสนุนโครงการจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล (depa)   เพื่อใช้โดรนในการถ่ายภาพทางอากาศ จำนวน 1 เครื่อง  ในวงเงินงบประมาณ 300,000 บาทเศษ โดยชุมชนร่วมออกเงินสมทบ 150,000 บาท

 

“เราจะใช้โดรนขึ้นบินตรวจพื้นที่จุดเสี่ยงที่อาจจะมีเรือประมงลักลอบเข้ามาเพื่อจับพะยูน  หรือมาขโมยตัดไม้บนเกาะเพื่อเอาไปขาย  นอกจากนี้ยังใช้โดรนบินถ่ายภาพฝูงพะยูนแล้วต่อสัญญาณภาพมาที่จอโปรเจคเตอร์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดู  ไม่ต้องนั่งเรือลงไปดูใกล้ๆ  เป็นการรบกวนพะยูน  และอาจทำให้พะยูนได้รับอันตราย  เพราะเมื่อก่อนเคยมีเรือสปีดโบ๊ตพานักท่องเที่ยวมาดูแล้วชนพะยูนตาย”  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากโดรนเพื่อปกป้องทรัพยากรและส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเกาะลิบง

 

นอกจากการเปิดตัวโครงการดังกล่าวแล้ว  ในวันเดียวกันนี้จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการส่งเสริม  สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตัลแก่ชุมชน  ระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล  โดย ดร.ณัฐพล  นิมมานพัชรินทร์  ผอ. depa  และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  โดยนายสมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผอ.พอช.  มีนายลือชัย  เจริญทรัพย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง  และนายไมตรี  อินทุสุต  ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้

 

“ผมถือว่า  ปรากฏการณ์มาเรียมที่เกาะลิบงนี้  จะช่วยกระตุ้นให้สังคมสนใจและร่วมกันอนุรักษ์พะยูน  รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ  ทั้งในทะเลและบนบก  เพราะหลังจากที่มีภาพข่าวมาเรียมออกทางสื่อต่างๆ  ทำให้มีนักท่องเที่ยว  และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ  เข้ามาดูมาเรียมที่เกาะลิบงมากขึ้น  และหากเราไม่ช่วยกันปกป้องและอนุรักษ์พะยูนเอาไว้  พะยูนในท้องทะเลไทยก็อาจจะสูญพันธุ์ไป  นั่นหมายถึงคนที่หากินกับท้องทะเลก็จะต้องได้รับผลกระทบไปด้วย”  สุวิทย์  อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบงกล่าวทิ้งท้าย


นี่คือ............ ความพยายามสร้าง "หลักฐานเทียม" เพื่อนำไปเสริมวาทกรรม "ประยุทธ์ทำอะไรก็ไม่ผิด" ของฝ่ายค้าน

วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"