รอบนี้ไม่ใช่ 2475


   

                รอบนี้ไม่ใช่ 2475

ภาพที่ 1 มฤตยูจร (0) เดินอยู่ในราศีเมษทับลัคนาและพระอาทิตย์ (๑) ดวงเดิมของเมืองรอบแรก ระหว่าง 24 มิถุนายน 2392 จนถึง 25 มิถุนายน 2399

ภาพที่ 2 มฤตยูจรทับลัคนาและพระอาทิตย์ (๑) ดวงเดิมของเมืองรอบที่สอง-พร้อมเกณฑ์พฤหัสบดีจรหัวหน้าดาวดี (5) เดินอยู่ในราศีกรกฎเข้มแข็งมาก (อุจจ์) เล็งยันกับพระเสาร์จร (7) หัวหน้าดาวร้ายที่เดินอยู่ในราศีมังกรเข้มแข็งมาก (เกษตราธิบดี) บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงด้านร้ายถึงพื้นฐานเมือง

ภาพที่ 3 มฤตยูจรทับลัคนาและพระอาทิตย์ (๑) ดวงเดิมรอบที่สาม-ไม่ปรากฏเกณฑ์หัวหน้าดาวดีและหัวหน้าดาวร้ายเล็งยันกันเหมือนรอบที่สอง

                ขณะวางเสาหลักเมืองอันเป็นวินาทีที่เมืองรัตนโกสินทร์ถือกำเนิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54 น.นั้น คณะพระยาโหราธิบดี-ชีพ่อพราหมณ์ที่หาฤกษ์ ยังไม่รู้จักและใช้มฤตยู (0) เจ้าของภัยอาเพศมาประกอบการคำนวณ เพราะวิลเลียม  เฮอร์เซล นักดาราศาสตร์เพิ่งค้นพบดาวดวงนี้เมื่อพ.ศ.2324 ก่อนวางเสาหลักเมืองประมาณหนึ่งปี

        จนกระทั่งต่อมา นายมี ลงกาใหม่ หรือ หมื่นพรหม สมพัสสร บุตรของพระยาโหราธิบดี (ชุม) เจ้ากรมโหรสมัยรัชกาลที่ 1 (บางข้อมูลบอกชื่อบิดาขัดกัน) และนายมียังเป็นศิษย์เอกของสุนทร (ภู่) ได้นำมฤตยูมาใช้ในโหราศาสตร์ไทยเป็นคนแรก

                แม้มฤตยูจะไม่ถูกใช้ในการคำนวณหาตำแหน่งดาวในการวางดวงชะตาเมืองตั้งแต่ต้น แต่เราก็สามารถย้อนรอยได้ว่าวินาทีที่วางเสาหลักเมืองนั้นมฤตยูดวงชะตากำเนิดหรือดวงชะตาเดิมของเมือง อยู่ในราศีมิถุน ซึ่งเป็นภพที่สาม-สหัชชะ-อันหมายถึงพี่น้อง-ญาติๆ-เพื่อนบ้าน-การติดต่อสื่อสาร ฯลฯ ของเมือง

                หลังจากวินาทีวางเสาหลักเมืองแล้ว มฤตยูในราศีมิถุนก็เริ่มจร หรือเดินทวนเข็มนาฬิกามาเรื่อยๆ ในที่สุดมฤตยูจรก็เดินมาทับลัคนาเมืองที่สถิตราศีเมษรอบแรกระหว่าง 24 มิถุนายน 2392 จนถึง 25มิถุนายน 2399

                ตลอดเจ็ดปีที่มฤตยูเดินอยู่ในราศีเมษ หรือทับลัคนาเมืองรอบแรก (มฤตยูจรเดินผ่านแต่ละราศีใช้เวลาเจ็ดปี) มีเหตุการณ์สำคัญอุบัติขึ้นคือห่าลงปีระกา พร้อมกับสูญเสียเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) - รัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต - พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว - ทรงขุดคลองผดุงกรุงเกษม - ความรุ่งเรืองของธรรมยุติกนิกาย และทรงเริ่มเตรียมการนำประเทศสู่ความเป็นตะวันตก เช่น การเรียน-สอนภาษาอังกฤษในราชสำนัก-จ้างฝรั่งมาเป็นทหาร ฯลฯ

                ครั้นอีก 84 ปีต่อมา มฤตยูจรได้เดินเข้าราศีเมษทับลัคนาเมืองเป็นรอบที่สอง เริ่มเมื่อ 1 มีนาคม 2475 และเดินอยู่ที่นี่ถึง 1 มีนาคม 2482 อันเป็นช่วงของการเริ่มปฏิวัติสยาม หรือเหตุการณ์ 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติและเป็นระยะเวลา 7 ปีของการวุ่นวายขายกระจาดทางการเมือง

                ในทางโหรนั้น การมาทับลัคนาดวงเมืองรัตนโกสินทร์รอบสองนี้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในพระราชสถานะของราชวงศ์จักรี เพราะมีเหตุซ้ำซ้อนจากเกณฑ์อื่นเพิ่มเข้ามานอกเหนือจากการทับลัคนาเมืองของมฤตยูอย่างเดียว โดยเกณฑ์นี้ รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงทำนายไว้ล่วงหน้าถึง 150 ปี ราวกับตาเห็นว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในพระราชสถานะของราชวงศ์จักรี สามารถยืนยันได้ จากบันทึกหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) เมื่อคราวฟ้าผ่าและไฟไหม้พระที่นั่งอมรินทรปราสาทในพระบรมมหาราชวัง

                นี่ขนาดยังไม่ทรงใช้มฤตยูจร และยังไม่ทรงมีคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณ ยังทรงทำนายได้แม่นยำขนาดนี้ แล้วพระองค์ทรงใช้หลักโหรข้อไหนมาทำนาย?

                อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ครูโหรผู้ล่วงลับได้เขียนไว้ในหนังสือโหราศาสตร์ไทยในวรรณคดีไขรหัสคาดว่า รัชกาลที่ 1 คงทรงคำนวณและใช้หลักโหรอันเนื่องจาก พฤหัสบดีจร (5) หัวหน้าดาวดีเดินอยู่ในราศีกรกฎเข้มแข็งมาก เพราะได้มาตรฐานอุจจ์เล็งยันกับพระเสาร์จร (7) หัวหน้าดาวร้ายเดินอยู่ในราศีมังกรได้มาตรฐานเข้มแข็งมาก เพราะได้มาตรฐานเกษตราธิบดีเป็นอุปกรณ์ในการทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า (ตามภาพที่สอง)

                ทั้งนี้ ตำราโลกธาตุก็บอกไว้ชัดเจนว่า พฤหัสบดีกับเสาร์เป็นคู่อริกัน (หัวหน้าดาวสองขั้วคือดีกับร้าย) ถ้าร่วมหรือเล็งกัน โลกก็เกิดยุ่ง เช่น แผ่นดินไหวผิดประหลาด หรือเกิดความอัตคัดขาดแคลนไปทั่วดังตัวอย่างที่ผู้เขียนลองวิชาออกคำทำนายว่า ปี 2562 จะมีแผ่นดินไหวแปลกประหลาดให้เห็นสักสองสามครั้ง แล้วก็เกิดขึ้นจริงที่อำเภอวังเหนือ ลำปาง เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562ขนาด 4.9 ริกเตอร์ ก็ใช้หลักจากตำราโลกธาตุนี้

                ยิ่งการเล็งยันกันด้วยมาตรฐานสูงทั้งคู่และต่างอยู่ในตำแหน่งภพเกณฑ์หรือภพสำคัญของเมือง(พฤหัสบดีจรเดินในกรกฎ-ภพที่สี่-พันธุ ส่วนพระเสาร์จรเดินอยู่ในภพที่สิบ-กัมมะ) เหมือนช่วงปี 2475 แล้วผลต่อเมืองยิ่งรุนแรง

                แต่ไม่ว่าผลจะรุนแรงเพียงใด ราชวงศ์จักรีก็ยังคงอยู่คู่เมืองไทยมาตลอดเพียง แต่เปลี่ยนพระราชสถานะไปตามยุคสมัย ด้วยเหตุที่ว่าชะตาเมืองออกแบบมาเช่นนี้ (พระอาทิตย์ ๑ ดวงเดิมของเมืองกุมลัคนาเมือง) แล้วการท้าทายก็จะยังมีอยู่เป็นระยะๆ ไปตลอด อย่าหวังว่าจะหมดไป

                ทีนี้มาว่ากันถึงรอบที่สามที่มฤตยูจรมาทับลัคนาเมือง ระหว่าง 6 มีนาคม 2559-8กรกฎาคม 2565 นี้ เหตุการณ์เริ่มซ้ำรอยรอบที่หนึ่ง เริ่มจากเราเสียคุณบรรหาร ศิลปอาชา นำมาก่อน - ตามด้วยการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 - ได้ในหลวงรัชกาลที่ 10 - ได้สมเด็จพระสังฆราชที่ชาวพุทธล้วนชื่นชมในวัตรปฏิบัติที่งดงาม - เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ปลุกเสกพระ - วัตถุมงคลลดลงฮวบฮาบ - พระเณรผิดเพี้ยนไปจากหลักวัตรปฏิบัติที่ควรจะเป็นหายไปจากสังคมและโซเชียลฯ - เดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม ฯลฯ

                และจากการตรวจสอบเส้นทางเดิน-จรของพฤหัสบดีจร และพระเสาร์จร ไปจนถึงวันที่ 8กรกฎาคม 2565 แล้ว ไม่ปรากฏว่าจะทำมุมถึงกันเหมือนคราว 2475

                แต่แม้จะให้ความมั่นใจได้ส่วนหนึ่งว่ามฤตยูจรมารอบนี้ไม่คล้ายรอบ 2475 คนไทยที่เข้มแข็งของแผ่นดิน (พระจันทร์ดวงเดิม ๒ - ตัวแทนคนไทยสถิตในราศีกรกฎได้มาตรฐานเกษตราธิบดี - แปลว่ามั่นคง) ก็ใช่ว่าจะวางใจได้ เพราะยังมีเหตุท้าทายเมืองจากเกณฑ์อื่นๆ รอการเกิดอยู่

                โดยหนึ่งในเกณฑ์สำคัญจะได้เขียนถึงในตอนต่อไป. 


และแล้ว........... งานลงรักปิดทองนายกฯ ประยุทธ์ของฝ่ายค้าน เมื่อวาน (๑๘ ก.ย.๖๒) ก็ผ่านไป พร้อมสภาปิดสมัยประชุม

นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'