ที่ปรึกษากป.อพช.ใต้เตือนอนาคตใหม่ยืนให้ถูกทาง'ใครคือผู้ทำลาย ใครคือผู้รักษาทะเล'


   

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Somboon Khamhang

21 มิ.ย.62 - นายสมบูรณ์ คำแหง ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somboon Khamhang  หัวข้อ อนาคตใหม่ต้องทำความเข้าใจปัญหาทะเลไทยให้ชัดเจน จึงจะแก้ไขได้ถูกจุด (เพราะรัก จึงตักเตือน 2)  มีเนื้อหาดังนี้

ผมจำเป็นต้องขยายความเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เพราะมีเพื่อนพี่น้องพลพรรคอนาคตใหม่เข้ามาแลกเปลี่ยน ให้ข้อมูล ทักท้วง ติติงผมกันหลายคน ในโพสเรื่องนี้ที่ผ่านมา ซึ่งในท่าทีที่เป็นมิตรต่อกันผมไม่ติดใจครับ เพราะเจตนาที่ชัดเจนของผมที่ต้องการตักเตือน หรือแนะนำเพื่อให้พรรคอนาคตใหม่ได้รับรู้และเข้าใจถึงข้อผิดพลาดต่อเรื่องนี้ ด้วยเพราะยอมรับว่าพรรคมีความตั้งใจดีที่จะคลี่คลายเรื่องนี้ให้ดีขึ้นจริง แต่อาจจะด้วยเพราะจังหวะจะโคนที่อาจจะผิดพลั้งไปบ้าง จึงทำให้หลายคนมองไม่เห็นความตั้งใจนั้นได้ชัดเจนนัก และผมยังยืนยันว่าการตักเตือนจากผมยังตั้งอยู่บนความรักและห่วงใย ด้วย เพราะพรรคนี้คือพรรคแรกที่ทำให้ผมเสียความบริสุทธิ์ทางการเมือง (ฮ่าๆๆๆ) ผมจึงน่าจะได้รับสิทธิ์นี้นะครับ

จึงขอเรียบเรียงความคิดเพื่อบอกกับพรรคอนาคตใหม่ดังนี้...

1. การเข้าใจเนื้อแท้ หรือรากเหง้าของปัญหาทะเลไทยเสียก่อน คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะถ้าเราเข้าใจแบบคลาดเคลื่อน หรือรับรู้ข้อมูลเพียงบางท่อน บางตอน ก็อาจจะส่งผลผิดพลาดต่อเจตนาได้ (อย่างน่าเสียดาย)

2. ต้องแยกแยะว่าข้อเท็จจริงที่รับฟังนั้นได้จากใคร อย่างไร รู้จริงเรื่องปัญหานี้แค่ไหนหรือจะรู้จริงมีระสบการณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องทะเลมาบ้าง แต่อยู่ที่เจตนาของผู้ให้ข้อมูลนั้นว่าบิดเบือนหรือไม่ อย่างไร และเพื่อผลประโยชน์ของใคร

3. ต้องใช้วิธีการรับรู้ หรือเข้าใจปัญหาที่หลากหลาย ที่ไม่ใช่แค่ฟัง แต่ต้องเข้าไปสังเกต หรือเข้าไปขลุกอยู่กับปัญหาอย่างตั้งใจ อย่างเช่นการเข้าไปสัมผัสชีวิต หรือเข้าไปร่วมใช้ชีวิตในวิถีของกลุ่มปัญหานั้นๆ ก็จะทำให้ได้ข้อมูลอีกระดับหนึ่ง ที่จะมากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว

4. หัวใจของปัญหาทะเลไทย คือ "ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเล ที่ถูกใช้อย่างเกินกำลัง " มานานนับหลายปี ในขณะที่รัฐไทยไม่เคยสนใจเรื่องนี้ แต่กลับภาคภูมิใจว่าเราเป็นที่หนึ่งในการทำประมงที่สามารถจับสัตว์น้ำได้มากเป็นอันดับต้นของโลก

5. “ใครคือผู้ทำลาย ใครคือผู้รักษาทะเล” ต้องอ่านให้ออก แม้คำถามเช่นนี้จะมีภาพของการแบ่งแยก แต่ถ้าเราไม่เข้าใจเราก็จะคิดว่านี่คือการแย่งชิงทรัพยากร แต่คำนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อการใช้ทรัพยากรที่ไม่เท่ากัน และเมื่อเราอ่านออกก็จะทำให้ยืนอย่างถูกที่ถูกทางของปัญหา อันจะไม่ทำให้เราตกเป็นเครื่องมือของใครบางกลุ่มบางฝ่ายโดยรู้ไม่เท่าทัน

6. นอกจากนี้แล้วยังมีประเด็นเรื่องการใช้แรงงานประมงที่สหภาพยุโรปนำมาอ้างในการให้ใบเหลืองประเทศไทย ซึ่งมีมูลความจริงต่อเรื่องนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการละเมิดสิทธิต่อเรื่องนี้อย่างหนักของการประมงไทย และเป็นที่รับรู้ว่าแรงงานต่างด้าวคือเหยื่อส่วนใหญ่ต่อเรื่องนี้ และล้วนเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรือประมงพื้นบ้าน

7. ปัญหาทะเลไทยที่ชาวประมงพื้นบ้านพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาแก้ไขอย่างเป็นระบบ และอย่างจริงจัง ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการวางตัวของรัฐ(ทั้งนักการเมือง และเจ้าหน้าที่ราชการ)มักเอนเอียงไปข้างกลุ่มประมงพาณิชย์ ที่มีกำลังต่อรองทางการเมืองสูงกว่าชาวประมงพื้นบ้าน

8. การเข้ามาใช้มาตรการบังคับของสหภาพยุโรปต่างได้รับผลกระทบกับชาวประมงทั้งหมดทุกระดับ ทั้งเรือเล็ก เรือใหญ่ ซึ่งต่างฝ่ายต่างพยายามนำเสนอ เรียกร้อง และหาทางเข้าไปแก้ไขช่องว่างของปัญหาดังกล่าวบนพื้นฐานของเหตุผล และเชื่อว่าจะยังต้องมีการกดดันให้รัฐแก้ไขต่อไป ซึ่งฝ่ายของนักอนุรักษ์ยืนยันว่าหลักการใหญ่ต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาจะต้องตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่องความยั่งยืนของทรัพยากรประมงเป็นที่ตั้ง หาใช่สร้างอำนาจการต่อรองเพียงเพื่อขอทำประมงอย่างไม่รับผิดชอบได้ต่อไป

การอาสาของพรรคอนาคตใหม่จึงต้องยืนให้ถูกจุด ถูกทิศถูกทางอย่างเข้าใจไม่เช่นนั้นแล้วก็จะกลายเป็นเครื่องมือของบางฝ่ายที่ไม่เคยรู้สำนึกผิดชอบต่อทรัพยากรส่วนรวมอย่างแท้จริง ดังเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาที่เขาต้องขึ้นศาลากลางจังหวัด เพื่อให้ราขการยึดหละกกฎหมายการทำประมงผิดกฎหมายอย่างเต็มที่

ผมไม่อาจจะไล่เรียงรายละเอียดของปัญหานี้ได้หมด ซึ่งเรื่องนี้วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทยคนปัจจุบันได้นำเสนอผ่านเฟสบุ๊คของตนไว้แล้วอย่างน่าสนใจ ซึ่งผมคิดว่าพรรคคงได้รับข้อมูลชุดนั้นไปแล้ว หากแต่ที่ผมนำเสนอในลักษณะนี้ก็เพื่อให้เข้าใจถึงวิธีคิดต่อเรื่องนี้ เพื่อจะได้ไม่สับสนตนเองว่าพรรคผิดพลาดอะไรต่อเรื่องนี้ จนกลายเป็นประเด็นที่ถูกตีโต้จากข้าราชการกรมประมง หรือจากสังคมจำนวนหนึ่งอย่างไม่ควรจะเป็น

หากจะเปิดใจรับฟัง พรรคจะเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อนำไปปรับปรุงรูปแบบวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น