ไม่ใช่ 2475-แต่ระวังการต่อสู้ทางอุดมการณ์-ความคิด


   

      ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ พฤหัสบดีจร (5)แตะร่วมราศีพระเสาร์จร (7) ครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่ราศีธนูเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2562-เริ่มต้นยุคที่ 13-ยาวนานไป 20 ปี

                แม้ภูมิปัญญาด้านโหรของผู้เขียนจะสรุปว่า การมาทับลัคนาเมืองของมฤตยูรอบนี้จะไม่ใช่รอบ 2475 แต่ก็ขอสรุปภาพรวมสำคัญจากหนังสือที่เคยเขียนไว้สองเล่มคือ คู่มือรับมือมฤตยูผู้อาเพศ วางจำหน่ายเมษายน 2559 และหนังสือ ลอกคราบใหม่ประเทศไทย ที่ ตีพิมพ์ตั้งแต่มกราคม 2558 โดยสำนักพิมพ์กรีนส์ปัญญาญาณมาเป็น กรอบกว้างๆให้พอเข้าใจยิ่งขึ้น และช่วยกันระมัดระวังสถานการณ์ในบ้านเมือง ดังนี้

                1.เรื่องร้าย-ดีสามารถเกิดขึ้นในเมืองตลอดเหมือนธรรมชาติของชีวิต อ่านอาการจากดวงเมืองคือหากช่วงใดสถานการณ์นิ่งผิดปกติให้ระวังตัวไว้เพราะบางอย่างไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้ แต่หากช่วงใดเกิดวิกฤติ หรือยุ่งยากมักจะมีโอกาสที่ดีตามมา (ดวงชะตาแบบกรรไกรหนีบขณะคลายออก-ดังจะได้อธิบายต่อไป)

                2.ในบรรดาเรื่องทั้งดีและร้ายในเมืองนั้น ตั้งแต่ประมาณมีนาคม 2559 เป็นต้นมา มฤตยูจรเจ้าของภัยอาเพศ-การปฏิวัติ-เปลี่ยนแปลงใหญ่มาทับลัคนาดวงเมืองที่สถิตราศีเมษเป็นรอบที่สาม จนเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในเมือง การเมือง บุคคลสำคัญในเมืองพรรคการเมือง ฯลฯ ชนิดล็อกถล่มคาดไม่ถึง และ การเขย่านี้จะยังไม่จบจนกว่าจะหลังกรกฎาคม 2565 ไปแล้ว

                ส่วนผลที่คาดไว้ก็จะเหมือนที่ย้ำบอกตลอดคือหากเรายืนอยู่ข้างกำแพงพระนครในเดือนกรกฎาคม 2565 มองย้อนกลับมา เราจะถามตัวเองว่าเมืองเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

                3.ไม่ว่ามฤตยูจรจะเขย่าแค่ไหน การมาทับลัคนาเมืองของมฤตยูรอบนี้จะคล้ายๆ รอบเจ็ดปีของปลายรัชกาลที่ 3 ต่อต้นรัชกาลที่ 4 ไม่ร้ายแรงเท่ากับการมารอบที่สองคือระยะ 7 ปี ของการปฏิวัติสยาม 2475

                4.แม้จะไม่คล้ายรอบ 2475 แต่ นับตั้งแต่ 2มีนาคม 2562 เป็นต้นมา เกิดปรากฏการณ์ใหญ่แทรกเข้ามาในดวงเมืองรัตนโกสินทร์ คือการเริ่มปรากฏขึ้นปลายขอบฟ้าของยุคใหม่-ยุคที่ 13 ของเมือง (ตามวิธีการคิดของ อ.เทพย์ สาริกบุตร-ครูโหรผู้ล่วงลับ-คิดจากการแตะร่วมราศีของพระพฤหัสบดีจรและพระเสาร์จรที่เดินตามทันร่วมราศีครั้งแรก-ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 ปี) ยุคใหม่นี้จะกินเวลา  20 ปี (ก่อนที่พระพฤหัสบดีจรและพระเสาร์จรจะเดินห่างและกลับมาทันกันแตะร่วมราศีอีกครั้ง)

                5.สิบยุคก่อนในอดีตจากหนังสือโหราศาสตร์ใทยในวรรณคดีของ อ.เทพย์ สาริกบุตร คือ มหากาฬ-พันธุยักษ์-รักบัณฑิต-สนิทธรรม-จำแขนขาด-ราชโจร-ชนร้องทุกข์-ยุคทมิฬ-ถิ่นกาขาว-ชาววิไลหรือราชวิไล(ท่านอื่นๆ อาจมีการคิดยุค-ชื่อยุคแตกต่างกันไป)

                ต่อจากยุคชาววิไล ผู้เขียนได้คิดการเกิดและอาการสำคัญของ ยุคสิบเอ็ด คือช่วงเวลา 20 ปีที่โชติช่วงชัชวาล นำก๊าซธรรมชาติที่พบในอ่าวไทยมาใช้ทำโครงการพัฒนาพื้นที่ชายทะเลภาคตะวันออก

                ส่วน ยุคสิบสองคือยี่สิบปีที่เพิ่งผ่าน ไปคือ ยุคโทรศัพท์มือถือ และ อินเทอร์เน็ต

                6.ยุคที่ 13 ของกรุงรัตนโกสินทร์ที่เริ่มปรากฏมาตั้งแต่ 2 มีนาคม 2562 ที่จะกินระยะเวลายาวนานไปอีก 20 ปีนี้ สรุปคือ น่าจะเป็นยุค 4.0 ขึ้นไป ที่ผู้เขียนคนยุคเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มึนงง ด้วยจากที่เคย ใช้กระดานชนวน เปลี่ยนมาเป็น จอกระจก

                7.ตีความตามหลักโหร การเกิดของยุคที่13-4.0 ขึ้นไปนี้ เกิดจากการแตะร่วมราศีของพฤหัสบดีจรหัวหน้าดาวดีและพระเสาร์จรหัวหน้าดาวร้ายใน ราศีธนู ซึ่งเป็น ภพที่เก้า-ศุภะ ของเมือง ซึ่งแม้จะเจริญรุ่งเรืองหลายด้าน แต่ก็มีเรื่องที่ต้องระวังคือ

                ภพศุภะนี้ครูโหรผู้ล่วงลับ ยอดธง ทับทิวไม้ ให้หนึ่งในความหมายในหนังสือ โหราศาสตร์เศรษฐกิจและการเมือง คือ ทัศนะ-อุดมการณ์-ศาสนา-ปรัชญาและลัทธิการเมือง ผู้เขียน จึงคาดว่าตลอดระยะเวลา 20 ปีของยุคที่ 13 นี้ จะมีการต่อสู้ทางอุดมการณ์อย่างเข้มข้น

                ตัวอย่างในอดีตของเหตุการณ์สำคัญในยุคที่หัวหน้าดาวดีและร้ายร่วมกันในภพศุภะดวงเมืองคือ การเกิดขึ้นของขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ และ การเกิดขึ้นของลัทธิคอมมิวนิสต์

                7.ในหนังสือลอกคราบใหม่ประเทศไทยจึงได้เตือนว่าการเกิดขึ้นของยุคที่ 13 ให้ ระวังการต่อสู้ทางความคิดที่สำคัญ ซึ่งขณะเขียนหนังสือในปี 2558 ก็ยังคาดหมายไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ขณะเริ่มเห็นชัดเจนประเด็นแรกคือ ประชาธิปไตย-ไม่เป็นประชาธิปไตย

                8.การต่อสู้รอบนี้จะเป็นไปตามอาการของมฤตยูคือ ความล้ำสมัย ระหว่างรุ่น (ยุค) ของคนของเมืองรัตนโกสินทร์คือคนรุ่นใหม่บอกอีกฝ่ายว่า ล้า-ตกสมัย ขณะที่คนรุ่นเก่ามองเด็กรุ่นใหม่ว่า ไร้ราก หรือวิตถาร แล้วทำสงครามไซเบอร์ชนิด เลือดท่วมจอกระจก

                หากไม่ระวังเกรงความขัดแย้งบนจอจะกลายเป็นบนถนนในช่วงที่ดาวจรเดินยุทธ์ หรือปะทะกันในช่วง 20 ปีของยุค นี่คือสิ่งที่สังคมพึงระวัง พร้อมกับ การแทรกแซง หรือ อิทธิพลของต่างชาติ(หนึ่งในความหมายของศุภะ)

                9.ส่วนผลของการปะทะกันจะเป็นอย่างไรนั้น คงคาดหมายยาก แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะบอกได้คือ ชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ออกแบบมาเข้มแข็ง และ อยู่รอด หากมีเหตุเภทภัยใดๆ ก็ผ่านพ้นไปได้แม้บางครั้งจะสาหัสหรือเส้นยาแดงผ่าแปด

                เช่นเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์สู้กันแทบเป็นแทบตาย และกองทัพเวียดนามจ่อชายแดน แต่เมืองเราก็ไม่ล้มเป็นโดมิโนเหมือนที่ต่างชาติคาดหมาย หรือคนไทยบางกลุ่มทิ้งเมืองไปเพราะกลัว

                สถานการณ์ภาคใต้ขณะนี้เริ่มจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา

                10.จึงเป็นคำถามทิ้งท้ายว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเดินผ่านยุคที่ 13 โดยไม่เสียเลือดเนื้อคนไทย

                ส่วนผู้เขียนก็ทำได้เพียงแต่ส่งสัญญาณทางโหรและพยายามปฏิวัติเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับยุคสมัย แต่ที่จะเปลี่ยนแปลงยากคือความคิด ซึ่ง คนรุ่นใหม่อาจจะเห็นว่าคร่ำครึ และยังพร้อมจะปกป้องความคิด-ความเชื่อนั้นเต็มที่.

 

                   


"พลเอกประยุทธ์" นี่.....ชะตาเข้าเกณฑ์ "พระรามเดินดง" จริงๆ!กว่าจะลุยป่าได้นั่ง "เก้าอี้นายกฯ" เรียกว่าบักโกรกเลือดโชกแสนสาหัส     ครั้นขึ้นนั่ง.......

"ขายชาติ" ปรากฏว่า "ขาดทุน"
'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?