ไทยที่ "ดังและดี" ในตัวเอง


   

         ถ้าใครบอกว่า "คนไทยเป็นชาตินักกิน"

                ผมไม่เถียง!

                และที่คนทั่วโลกแห่แหนกันมาแต่ละปี เกือบจะมากเท่าจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศตอนนี้    เสน่ห์หนึ่งที่ดึงดูดให้มาก็คือ

                เรื่อง "กิน" นั่นแหละ!

                ไปบ้านอื่น-เมืองอื่น มีให้กินเฉพาะที่-เฉพาะเวลา แต่มาเมืองไทย อยากจะกินอะไร แบบไหน ตอนไหน ที่ไหน

                เชิญเลือกได้ตามสบาย.........

                ประเทศไทยให้อิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ ชนิดที่แอมเนสตี้ไม่ต้องเสือก ในเรื่องกินจนพังพาบแก่ทุกคน

                เพราะประเทศไทย มี ๒๕ ชั่วโมง สำหรับการกิน!

                กินจนมีสโลแกนว่า "เรื่องกินเรื่องใหญ่, เรื่องตายเรื่องเล็ก"

                เมื่อกินเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นวัฒนสังคมไทย เมื่อมีแขกไปมาหาสู่ถึงชานเรือน คำแรกที่เจ้าบ้านทักทายผู้มาเยือน คือ

                "กินข้าว-กินปลามายัง?"!

                แสดงว่า สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่อง "อาหารการกิน" เป็นพิเศษ จนสะท้อนผ่านสุภาษิตที่ว่า

                "การกิน-การอยู่ ไม่มีใครสู้พ่อ แต่การถ่อ-การแจว พ่อไม่สู้ใคร"

                เป๊ะเลย บุคลิกคนไทย!

                เรื่องกิน ถึงไหน-ถึงกัน

                แต่เรื่องงาน วันหลังก็ได้!

                เมื่อการกินเป็นสรณะอย่างหนึ่งของคนไทย จึงทำให้เกิดอลังการสรรค์สร้างด้านสูตร-ตำรับอาหารต่างๆ นานา จนกลายเป็นว่า

                อาหารไทย ไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นการ "กินสร้างชาติ"! 

                มันก็สร้างชาติจริงๆ ด้วย จนการ์ตูน Mickey Mouse ของ วอลต์ ดิสนีย์ ใช้เรื่องกินและตลาดน้ำของไทยทำเป็นการ์ตูนสั้นเผยแพร่ทางยูทูบ

                ดูแล้วคืนวาน ประทับจิตพิศวาสมาก ที่การ์ตูนคณะมิกกี้ เมาส์ สร้างสีสันตลาดน้ำไทยด้วยเรื่อง "ข้าวผัดสับปะรด"

                เขาตีโจทย์ประเทศไทยแตก เป็นการ์ตูน Our Floating Dreams ให้เอง หรือ ททท. หรือหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพก็แล้วแต่

                ขอบอกว่า "ขอบคุณ" และชื่นใจหลายในไอเดีย

                มิกกี้ เมาส์ พ่อค้าสับปะรด กับมินนี่ เมาส์ แม่ค้าข้าวผัด ที่เปิดยุทธการชิงทำเลทองตลาดน้ำ

                แฮปปี้ เอนดิ้ง ด้วยการนำสับปะรดกับข้าวผัดมาสรรผสมเป็น "ข้าวผัดสับปะรด" นั้น

                ดูง่ายมาก......

                แต่ "ยากสุด" ในการคิดให้เป็นเรื่องออกมา "เปรี้ยงเดียว" ดังกระฉูด!

                คิดว่า ท่านคงได้ดูการ์ตูนข้าวผัดสับปะรด "มิกกี้-มินนี่ เมาส์" กันคนละหลายอิ่มแล้ว คงไม่ต้องขยายความอะไรอีก

                ขยายเรื่องนี้ดีกว่า...........

                เรื่อง "นวัตกรรมการกิน" ว่าด้วยอาหารต้อนรับแขกเหรื่อระดับสุดยอดผู้นำอาเซียน ๑๐ ประเทศ เมื่อคืนที่ ๒๒ มิ.ย.

                นี่แหละ ที่การกิน นำไปสู่การสรรค์สร้างชาติบ้านเมือง สรรค์สร้างอย่างไร?            

                ผมจาระไนเองเห็นจะไม่ได้ เพราะเป็นแค่ "แขกชะเง้อ" ไม่ใช่แขกรับเชิญที่จะได้เจริญรสผ่านลิ้นลอง และเจริญใจผ่านตาแล

                ฉะนั้น อาศัย "ข่าวสารอาเซียน กรมประชาสัมพันธ์" ที่เขาบันทึกไว้ อ่านไป จินตนาการตามไป ต่อมน้ำลายทะลักตูม

                ในงาน "มาลัย ไนต์ กาลา ดินเนอร์" การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๓๔

                เมนูอาหารที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงผู้นำอาเซียน ประกอบด้วย

                เมนู "ผัดไทย"

                นอกจากเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย ยังเป็นที่นิยมของคนต่างชาติ

                ยกมาเสิร์ฟให้กับผู้นำอาเซียนที่มาประชุมในประเทศไทย คัดสรรสุดยอดฝีมือ โดยเชฟจากโรงแรม ดิ แอทธินี กรุงเทพฯ

                เช่นเดียวกับ "ต้มยำกุ้ง"

                สุดยอดอาหารไทยที่ CNN จัด 50 อาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกมาแล้ว

                ทั้งเครื่องต้มยำที่เข้มข้น ผสมผสานกับกุ้ง เห็ด มะเขือเทศ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กะทิ ทำให้มีรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม

                แต่ก่อนจะไปถึงอาหารจานหลัก ขอเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยกันก่อน

                อย่าง "ม้าฮ่อ"

                สูตรอาหารว่างไทยโบราณ หาทานยาก รสชาติเปรี้ยวอมหวาน

                "เมี่ยงคำกลีบบัว" จากเดิมที่เคยทานกับใบชะพลู แต่เปลี่ยนมาใช้กลีบบัวแทน

                นอกจากมีสีสันสวยงาม กลีบบัวยังมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ห้ามเลือด และยังมีไฟเบอร์สูงด้วย

                ยังมี "ช่อม่วงไส้ปลา-หมี่กรอบในกระทงทอง-ถุงทองไส้ไก่กุ้ง"

                รวมถึง "ลาบไก่" หอมข้าวคั่ว พร้อมเสิร์ฟอีกด้วย

                ส่วนซุป ขอนำเสนอ

                "ต้มส้มปลาเก๋า" รสชาติออกเปรี้ยวๆ เค็มๆ เมื่อมาผสมกับเนื้อปลาเก๋าสดๆ รับรองใครทานก็ติดใจ

                มาถึงอาหารจานหลักกันบ้าง......

                ต้องไม่พลาดกับ "มัสมั่น" ที่ก่อนหน้านี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส่งเสริมให้เป็นเมนูโปรโมตอาหารไทย ให้ดังในระดับโลก

                "กุ้งเผา" น้ำจิ้มซีฟู้ด รสเด็ด น้ำพริกลงเรือ และดอกขจรผัด เสิร์ฟพร้อมข้าว ๔ สี ชูเอกลักษณ์ความเป็นผู้นำข้าวของโลก

                ปิดท้ายกันด้วยเมนูหวาน อย่าง "ข้าวเหนียวมะม่วง" ความหอมของข้าวเหนียว คลุกเคล้ากับน้ำกะทิ บวกกับรสชาติของมะม่วง หวาน นุ่ม หอม ติดอกติดใจชาวต่างชาติ

                ทั้งหมดนี้ คือ.......

                เมนูพร้อมเสิร์ฟให้แขกพิเศษ ๒๐๐ คน ในค่ำคืนวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๖๒ ในงาน "มาลัย ไนต์ กาลา  ดินเนอร์"

                ถือเป็นการประชาสัมพันธ์อาหารไทยให้ทั่วโลกได้รู้จัก ตอกย้ำการเป็น "ครัวไทยสู่ครัวโลก"

                เป็นไงครับ.........

                อ่านแล้ว มีจานไหนลอยมาท่ามกลางนภากาศจนท้องร้องจ๊อกๆ บ้าง?   

                นายมนตรี จิรฐิติกาลกิจ หัวหน้าพ่อครัวห้องอาหารไทย โรงแรม ดิ แอทธินี ซึ่งเป็นโรงแรมที่จัดการประชุม เขาบอกว่า อาหารไทยที่นำเสนอ เน้นอาหารไทยชาววัง ยุคสมัยรัชกาลที่ ๑-๕ นำมาจัดจานตกแต่งให้เข้ากับสมัยใหม่

                เน้นวัสดุธรรมชาติ เช่น ใบตอง เครื่องชามเบญจรงค์

                พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค และนายธฤต จรุงวัฒน์ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอาเซียน ๒๐๑๙ กระทรวงการต่างประเทศ

                ได้นำของที่ระลึกในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้มาแสดง ภายใต้แนวคิด "การประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" หรือ Green Meeting

                เพื่อประหยัดทรัพยากรและลดปริมาณขยะที่จะเกิดขึ้น ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากของรีไซเคิล

                เช่น เสื้อที่ทำจากขวดพลาสติก สมุดโน้ตที่นำกระดาษใช้แล้วมารีไซเคิล กระเป๋าอเนกประสงค์ที่ทำจากถุงพลาสติกที่ใช้แล้ว

                นอกจากนี้ ยังมีของที่ระลึก เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนของไทย สอดคล้องกับปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ผู้นำอาเซียนหารือด้วย

                ว่าจะคุยถึง CLMVT คือ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย ที่เป็นประเทศหัวกระไดชนกัน ก็หมดเนื้อที่แล้ว

                ตรงนี้ขอสนับสนุนรัฐบาลที่ให้ความสำคัญและกระชับกลุ่ม CLMV ให้แนบเนื้อ-สนิทใจต่อกันและกันยิ่งๆ ขึ้น

                "คุณชุติมา บุณยประภัศร" รักษาการแทน รมว.พาณิชย์ ดูเธอน่ารัก ทำงานเข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์และศักยภาพดีมาก

                เท่าที่ตามดู กรมการค้าต่างประเทศ กับกรมส่งเสริมการส่งออก เสริมหนุนความก้าวหน้าให้ทั้งการค้าและการพัฒนาในกลุ่ม CLMV ได้มีประสิทธิภาพ

                น่าจะตั้ง "สถาบันสอนภาษาและวัฒนธรรม CLMVT" ขึ้นนะครับ ในระดับทั้งอาเซียน ยังไกล

                แต่ระดับ CLMVT ไทยต้องคำนึงว่า เราควรทำอย่างไรที่จะขจัด "ช่องว่าง" ทางความรู้สึกบางประการจากเพื่อนบ้านให้หมดไป

                การส่งเสริมให้เรียนภาษาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม-การกีฬาต่อกันมากๆ จะช่วยเสริมสร้างทัศนคติเหินห่างให้คบหาสนิทใจกันยิ่งขึ้น

                CLMVT ถึงแม้เป็นประเทศ "ส่งออก" เหมือนๆ กันก็จริง แต่ก็เหอะ สินค้าไทยยังเป็น "สินค้านำเข้า" ในตลาด CLMV ที่แข็งแกร่ง

                ฉะนั้น แค่รักษา "ไม่พอ" ต้องเสริมสร้างและพัฒนาให้กลุ่มประเทศ CLMV มั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน

                ด้วยมิตรภาพ "รวยสนิทใจ" ไปด้วยกัน! 


นี่คือ............ ความพยายามสร้าง "หลักฐานเทียม" เพื่อนำไปเสริมวาทกรรม "ประยุทธ์ทำอะไรก็ไม่ผิด" ของฝ่ายค้าน

วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"