ปิดฉากลิเกสามมิตร ‘บิ๊กตู่’สิทธิ์ขาดตั้งรมต./‘สุริยะ’หลบ‘สนธิรัตน์’คุมพลังงาน


   

  ไม่ถึง 24 ชั่วโมง กลุ่มสามมิตรสงบเสงี่ยมยิ่งกว่าผ้าพับไว้ “อุตตม” ควงแขน “สมศักดิ์-สุริยะ” นั่งโต๊ะแถลง เผยให้อำนาจ “ลุงตู่” มีสิทธิ์ชี้ขาดโควตา พร้อมล้มขับ “สนธิรัตน์” พ้นเลขาธิการ สะพัด! สุริยะกัดฟันนั่งอุตสาหกรรม “เสี่ยแฮงค์” หลุด พุทธิพงษ์ยิ้มร่าขึ้น รมว.ดีอี “ประยุทธ์” ร่ายยาวตอกย้ำปัญหาทุกอย่างจบแล้ว อย่าตีความลึกเรื่องปฏิวัติซ้อน แค่ไม่อยากให้ม็อบ รับพรรคใหม่มีร้อยพ่อพันแม่ย่อมทำให้มีความแตกต่าง อ้อนขอให้มั่นใจ พปชร.และให้โอกาสนั่งนายกฯ “ธนาธร” ไม่พลาดซัดเหตุดูดเพื่อสืบทอดอำนาจทำป่วน

เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.ค. เวลา 11.00 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พร้อมนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. แกนนำกลุ่มสามมิตร แถลงข่าวถึงความขัดแย้งภายในพรรค โดยเฉพาะในเรื่องโควตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) 
โดยนายอุตตมแถลงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยที่มีความเห็นแตกต่างกันได้ และมีการแสดงออกในความเห็นต่างๆ เป็นเรื่องปกติ แต่ของเราอาจแสดงเสียงดังนิดหนึ่ง ซึ่งกลุ่มสามมิตรได้มีการแจ้งว่าได้หารือและพูดคุยกันภายในแล้ว มีการสะท้อนความคิดในฐานะ ส.ส. และแสดงเจตนารมณ์แล้ว ถือว่าจบตรงนั้นแล้ว กลุ่มสามมิตรพร้อมเดินหน้าต่อไป โดยขั้นตอนจัดตั้งรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลต่อไป ไม่มีข้อใดเป็นเงื่อนไข 
“การทำงานยังอีกยาวไกล เรื่องทั้งหลายเดินมาอยู่ในกรอบประชาธิปไตย อาจแรงไปบ้าง เพราะเราพรรคใหญ่ มากันหลากหลาย ก็เป็นพลังอย่างหนึ่ง แต่ประเด็นคือเสร็จแล้วเรายุติได้ เราจะเดินหน้าต่อ” นายอุตตมกล่าว และว่า กรณีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ที่ ส.ส.แสดงความคิดเห็นออกมานั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำกันได้ ซึ่งได้สื่อสารกับนายสนธิรัตน์แล้ว และท่านยืนยันว่าเป็นไปตามที่ได้ออกแถลงการณ์มาจะไม่ทำให้เกิดความแตกแยก ซึ่งนายสนธิรัตน์เข้าใจดี เพราะบางครั้ง ส.ส.ลงแรงเยอะ สื่อสารกันอาจผิดพลาดไปบ้าง โดยประเด็นนี้ถือว่าจบแล้วเช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่า กลุ่มสามมิตรยินดีได้รับตำแหน่งตามที่นายกฯ กำหนดใช่หรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า การจัดตั้งรัฐมนตรีเรายังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่าใครอยู่ตรงไหน ที่ได้ยินอาจเป็นการคาดการณ์และคาดเดากันบ้าง แต่เมื่อได้ข้อมูลจริงแล้วอาจเห็นว่าใครอยู่ตรงไหน เท่าที่รับทราบจากกลุ่มสามมิตรไม่ได้ตั้งเงื่อนไขแล้วว่าอะไรอย่างไร ให้นายกฯ ดำเนินการไป ไม่เรียกร้องอะไร
ถามอีกว่ามีกระแสข่าวว่า พปชร.มีปัญหามากอาจมีการรัฐประหาร นายอุตตมตอบทันทีว่า ไม่เกี่ยวเลย ไม่ทราบว่าใครพูด อย่าเอาเรื่องนี้มาพูด ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี
นายสุริยะกล่าวเช่นกันว่า หลังหารือกันเมื่อวันที่ 1 ก.ค. เห็นว่าการจะให้ใครตำแหน่งไหนใน ครม. กลุ่มสามมิตรเรายอมรับที่จะให้นายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจถึงความเหมาะสม ส่วนแถลงการณ์ข้อ 5 ที่ระบุว่าถ้านายกฯ ไม่พิจารณาตามที่กลุ่มเรียกร้องไปแล้วกลุ่มจะมากำหนดท่าทีใหม่ต่อไปนั้น ข้อเรียกร้องนี้ไม่มีแล้ว
“ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ ที่อยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติ ถ้านายกฯ ตัดสินใจอย่างไร เราเคารพ ไม่ทบทวนท่าที ไม่มีการออกมางอแง ทางกลุ่มสามมิตรเองจะไม่ทำให้เกิดปัญหา จะเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก” นายสุริยะกล่าว
พับเพียบทุกก๊วน
นายสมศักดิ์กล่าวเช่นกันว่า ประเด็นนายสนธิรัตน์ยืนยันว่าจะหยุดและไม่ดำเนินการในขั้นตอนของการถอดถอนอะไรทั้งสิ้น หลังจากได้ทำความเข้าใจในหลักการและเหตุผลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเกี่ยวโยงกับการทำงานของนายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาทด้วย เพราะที่ผ่านมานายอนุชาทำงานหนัก แต่ว่าข้อมูลของนายอนุชาในการสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจสูงสุดอาจไม่ชัดเจน ทำให้ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ไม่ตรงหรือไม่ครบถ้วน เป็นความคลาดเคลื่อน โดยขึ้นกับผู้มีอำนาจจะตัดสินใจอย่างไร เราไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น
    “นายสนธิรัตน์แสดงน้ำใจเกินกว่าสิ่งที่เราพูดคุยกัน จริงๆ เรื่องนายสนธิรัตน์ไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่พูดคุยกันเมื่อวันที่ 1 ก.ค. แต่มีคนยกขึ้นมา เราไม่ติดใจ และหยุดประเด็นท่านเลขาฯ ไปเถอะ เพราะจะทำให้หลายเรื่องพัวพันกัน เพราะเป็นเรื่องเล็ก” นายสมศักดิ์กล่าว
ส่วนนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรค พปชร. ที่มีกระแสข่าวว่าหลุดจาก รมว.แรงงาน ระบุว่า ยอมรับการตัดสินใจของนายกฯ เพราะถือเป็นอำนาจเต็มในการพิจารณา ซึ่งหากเป็นการเสียสละเพื่อแก้ไขปัญหาให้เดินต่อไปได้ ก็พร้อมที่จะถอย เพราะเห็นว่าประโยชน์ของประเทศชาติอยู่เหนือศักดิ์ศรีที่เป็นเรื่องส่วนตัว และยืนยันว่า ส.ส.ในกลุ่มภาคกลางเข้าใจ และไม่คิดเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายในพรรค ให้คนข้างนอกมองเป็นเรื่องความขัดแย้ง ย้ำว่าวันนี้ประเทศต้องเดินไปข้างหน้าด้วยการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกฯ 
“ผมยอมรับกติกา และทำตัวเป็นเด็กดี ไม่เป็นเด็กดื้อ เพราะถ้าเป็นเด็กดื้อแล้วได้ขนม ก็ดื้อกันหมดทั้งพรรค” นายสุชาติกล่าว
มีรายงานจาก พปชร.แจ้งว่า ปัญหาความขัดแย้งที่จบลงเพียงข้ามคืนก่อนเกิดการแถลงข่าวนั้น เป็นเพราะผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้สั่งให้นายอุตตมเจรจากับกลุ่มสามมิตร จนได้ข้อสรุปว่านายสุริยะยอมหลบไปนั่ง รมว.อุตสาหกรรม และให้นายสนธิรัตน์นั่ง รมว.พลังงาน เพราะเก้าอี้จะได้ไม่หลุดไปอยู่ในมือกลุ่ม ส.ส.กทม. เพราะอย่างน้อยนายสนธิรัตน์ถือเป็นสายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่ถือว่าเป็นสายเดียวกันกลุ่มสามมิตร ขณะที่นายสมศักดิ์เป็นไปตามโผเดิมคือ รมว.ยุติธรรม ขณะที่นายอนุชายอมไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรี
ขณะที่กลุ่ม ส.ส.กทม. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค จะไปนั่งเป็น รมว.ศึกษาธิการ ขณะที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากที่ได้นั่งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ มีกระแสข่าวจะเปลี่ยนไปนั่ง รมว.ดิจิทัลฯ หลังนายอัครา พรหมเผ่า น้องชายนายธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ขอถอนตัว โดยนายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ที่ตอนแรกมีข่าวมาเสียบแทนนายอนุชา แต่จะไปเป็น รมช.อุตสาหกรรมนั้น จะไปนั่งเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกฯ แทนนายพุทธิพงษ์ 
ทั้งนี้ หลังนายอุตตม นายสุริยะ และนายสมศักดิ์ได้ร่วมกันแถลงข่าวแล้ว นายอุตตมได้โทรศัพท์รายงานนายกฯ โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวขอบคุณนายอุตตมและกลุ่มสามมิตรที่ยอมจบ ทำให้ปัญหาภายในพรรคสงบ เพื่อทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ 
ต่อมาในเวลา 15.00 น.  ที่พรรค พปชร. มีการประชุม ส.ส.ครั้งที่ 2 โดยมีนายอุตตมเป็นประธานการประชุม ซึ่งมี ส.ส.เข้าประชุมพร้อมเพรียงกันทุกกลุ่ม ขาดเพียงนายสมศักดิ์และนายอนุชา รวมถึงนายสนธิรัตน์ที่ยังอยู่ต่างประเทศ โดยในการเปิดประชุม นายอุตตมและนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  นั่งอยู่บนเวที ทำให้นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ได้เดินมาเชิญนายสุริยะที่นั่งอยู่ด้านล่างขึ้นเวทีด้วย เพื่อแสดงให้เห็นภาพความสามัคคีท่ามกลางการจับจ้องของบรรดาสมาชิกพรรค 
ยันไม่มีปฏิวัติซ้อน
รายงานข่าวแจ้งว่า บรรยากาศในที่ประชุม แม้จะพยายามทำให้บรรยากาศเป็นไปในทางที่ดี โดยทันทีที่เริ่มประชุม นายสุริยะได้ลุกขึ้นกล่าวขอโทษต่อที่ประชุมต่อเหตุการณ์ โดยเฉพาะการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ขณะที่กลุ่ม กปปส.ไม่ได้มีท่าทีใดๆ รวมถึงไม่ได้แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 
ภายหลังประชุม ส.ส. ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ส.ส.ทั้งพรรคได้ลงมาถ่ายภาพหมู่เพื่อแสดงความสามัคคี สยบข่าวความขัดแย้ง กลบปัญหารอยร้าวในพรรค โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น จากนั้นนายอุตตมได้นำ ส.ส.ไปรับประทานค่ำเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ร้านอาหารเพลิน ถนนวิภาวดีฯ
ต่อมาในช่วงเย็น นายอุตตมได้โพสต์เฟซบุ๊กย้ำเรื่องนี้อีกครั้งว่า รู้สึกไม่สบายใจในเรื่องนี้ และต้องขออภัยต่อพี่น้องประชาชนที่ทำให้เกิดความสับสน ซึ่งแม้มีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากพรรคจัดตั้งขึ้นใหม่ สมาชิกมาจากหลายกลุ่มหลายสาขา แต่ทุกอย่างก็ได้ยุติลงแล้ว และกำลังจะเดินหน้าในการขับเคลื่อนบ้านเมืองต่อไป
“การจะทำให้บุคลากรทุกคนพึงพอใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้มากที่สุด โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปได้ และผมไม่อยากให้โยงไปถึงเรื่องการปฏิวัติ ไม่เกี่ยวกัน และไม่มีแน่นอนครับ ประเทศไทยต้องเดินหน้า วันนี้ประชาชนอยากเดินหน้า และอยากเห็น ส.ส.ในสภาทำงานเพื่อประเทศชาติ”
ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงถึงผลประชุม คสช.ว่า คสช.จะหมดหน้าที่ลงในวันที่ ครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน คือประมาณเดือนกรกฎาคมนี้ เป็นไปตามไทม์ไลน์ทุกประการ ส่วนที่สารนายกฯ ระบุว่าไม่อยากใช้วิธีการแก้ปัญหาเดิมๆ ซึ่งมีการตีความว่าอาจมีการรัฐประหารขึ้นมาอีก ไม่อยากให้ตีความลึกซึ้งไปถึงขนาดนั้น ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าปัญหาของเราเริ่มมาจากอะไร พอมีปัญหาเกิดขึ้นมา ในทางการเมืองก็เดินขบวน มีการขยายความรุนแรงกันมากขึ้น ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายกันมากขึ้น ทุกคนก็ไม่มีความสุข คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็เดือดร้อนไปด้วย พูดเพียงแค่นั้น เพื่อไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก
"ในเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการปฏิวัติซ้อน ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แม้กระทั่งผมเองที่ทำมา ผมก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ในวันนั้นผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เราจึงควรกลับมาแก้ปัญหาที่ถูกวิธีจะดีกว่า 5  ปีที่ผ่านมาก็ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน หลายอย่างก็ดี บางอย่างยังไม่เรียบร้อย แต่เราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ไหนๆ ก็ทำมาถึงวันนี้แล้ว ทุกคนก็ต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ต้องช่วยกัน เราต้องปฏิรูปทุกอย่างให้ไปด้วยกัน" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เมื่อถามถึงปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า เกิดจากปัญหาภายในพรรค พปชร. มีความเห็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์สวนว่า ช้าอย่างไร ไม่เข้าใจ ถ้านับตามกรอบเวลาที่ผ่านมา ยังอยู่ในภายในกรอบเวลาการดำเนินการตามกรอบกฎหมาย 90-150 วัน วันนี้จึงยังไม่ได้ผิดเพี้ยนจากกรอบเวลาเดิมเลย ซึ่งมีการตั้งไว้ในเดือน ก.ค. ขอร้องว่าอย่าไปบิดเบือนอะไรกัน และขอให้เข้าใจด้วยว่าเราต้องแก้ปัญหาของเราให้ได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาความขัดแย้งในพรรค พปชร.จะส่งผลกระทบต่อการตั้ง ครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ความขัดแย้งเกิดขึ้นกับทุกพรรคการเมือง เพียงแต่จะแสดงออกกันมาอย่างไร วันนี้ทราบว่ามีความก้าวหน้า ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว ทางพรรคแถลงออกมาแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกคน อย่าโกรธแค้นเคืองอะไรกันไป และขอร้องประชาชนอย่าคล้อยตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนมีความเข้าใจ และนักการเมืองเองก็ต้องเข้าใจ และถือว่าสิ่งที่เราทำให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อย ถือว่าเราได้เริ่มการปฏิรูปกันแล้ว ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามกลไกและกติกา
"ผมเองรู้สึกไม่สบายใจบ้าง และได้พูดไปแล้ว แต่เมื่อวันนี้ทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็สบายใจ ขั้นตอนต่างๆ ก็ไม่ได้ติดชะงักตรงไหนแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งด้านเอกสารและจากหน่วยงานภายนอก ท้ายสุดเมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้นก็จะมีการรับรอง และให้เวลาแก้ไขปัญหาของตัวเองตามกฎหมาย เมื่อแล้วเสร็จก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไป เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากนั้นจะขอพระราชทานวันเวลา เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ซึ่งคิดว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่ต้องกังวลอะไร" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
หวังให้เชื่อมั่น พปชร.
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ปัญหาภายในของพรรค พปชร.นั้น ต้องถือว่าเป็นพรรคการเมืองใหม่ ถึงแม้จะมีคนเก่าๆ อยู่หลายคน แต่การที่มีคนเดิมๆ จากหลายพรรคมารวมกัน เพื่อขับเคลื่อนงานไปด้วยกัน ก็ย่อมมีปัญหาความขัดแย้งอยู่บ้าง และบังเอิญว่าสื่อให้ความสนใจ จึงกลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ แต่เชื่อว่าเดี๋ยวก็จบ เพราะฉะนั้นก็จบได้แล้ว ทั้งหมดถือเป็นเรื่องภายในของพรรค พปชร. และในฐานะที่เป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อ เลือกให้เป็นนายกฯ ก็ได้ให้แนวทางไปแล้วว่า ต้องหากฎระเบียบต่างๆ ภายในพรรค เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ว่าอนาคตจะทำอย่างไรกันต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมๆ ขึ้นมาอีก ขณะนี้อยู่ระหว่างช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่าน อะไรที่เปลี่ยนแปลงบางครั้งก็มีปัญหา แต่วันนี้เข้าใจตรงกันแล้วก็จบ
"ผมลืมไปแล้ว ประชาชนก็ต้องให้ความเชื่อมั่นต่อไป ผมเองก็หวังให้พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนต่อไปในอนาคต เราจะเดินหน้าต่อไป ทั้งด้วยกลไกทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบของพรรค เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในการทำงาน เพื่อไม่ให้มีปัญหาต่อไปในอนาคต ก็หวังว่าจะร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากบริหารประเทศมา 5 ปี วันนี้มาเจอกับนักการเมืองที่มาจากหลายขั้ว รู้สึกปวดหัวหรือเครียดหรือไม่ นายกฯ ยอมรับว่า ทุกอย่างมันก็ต้องปวดหัว ทำงานไม่ปวดหัวเขาเรียกว่าทำงานเหรอ ใช้หัวสมองในการบริหาร ในการทำงานและทำความเข้าใจหาความร่วมมือ พร้อมทำความเข้าใจกับสังคมให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และวันนี้ต้องขอบคุณที่ทุกคนสนับสนุนมากพอสมควร ฉะนั้น ขอให้เชื่อมั่นด้วยกลไกประชาธิปไตยจะทำงานให้สำเร็จ ซึ่งคำว่าสำเร็จคือการบริหารราชการด้วยความเรียบร้อย ปลอดภัย สร้างหลักคิดใหม่ๆ ให้กับประชาชน ว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองดีขึ้นไปกว่าเดิม เพราะคงไม่อยู่กับพวกท่านตลอดไป วันข้างหน้าก็มีคนโน้นคนนี่เข้ามาทดแทน มีคนรุ่นใหม่เข้ามา
ถามย้ำว่า ครม.ยังไม่ทันตั้งเสร็จ แต่ใน พปชร.จะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลในวันข้างหน้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า การตั้ง ครม.เสร็จแล้ว และในพรรคพลังประชารัฐก็จบแล้ว เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อเสียงปริ่มน้ำ ไม่มี ส่วนเรื่องวางกฎระเบียบในพรรคอย่างไรนั้น ต้องดูในวันหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป กลุ่มต่างๆ พวกนี้จะมีหรือเปล่า มันควรจะเป็นพรรคมั้ง และเป็นมติของพรรค
เมื่อถามว่า แสดงว่าวันนี้นายกฯ สามารถควบคุมคนในพรรคได้แล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้ควบคุม แต่เป็นการทำความเข้าใจกัน คุยกันก็รู้เรื่อง คนไทยด้วยกันทั้งหมด เมื่อถามว่าที่บอกว่าจบแล้ว หมายความว่าตำแหน่งเป็นไปตามที่แต่ละพรรคเสนอมาตั้งแต่แรกหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ตอนไหนล่ะ แต่ก็เป็นเรื่องของตนเอง จะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของนายกฯ ไม่ใช่หรือ นายกฯ ต้องปรับให้เหมาะสม ซึ่งทุกคนก็ยอมรับแล้ว ก็จบ
เมื่อถามว่า มีโอกาสหรือความจำเป็นที่นายกฯต้องมีตำแหน่งบริหารในพรรคหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่เห็นความจำเป็นในตอนนี้ เดี๋ยวดูว่าควรมีแค่ไหน หรือไม่มีก็ยังไม่รู้ เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าปัญหาความขัดแย้งจะเกิดขึ้นอีกครั้งตอนปรับ ครม. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้ามันเกิดขึ้นก็แก้กันต่อไป ปัญหาเขามีไว้ให้แก้ เข้าใจหรือไม่ วันนี้ให้โอกาสทุกคน เข้าใจหรือไม่ เพราะทุกคนได้คะแนนเสียงจากประชาชนในการเลือก ส.ส.ทั้งเขตและปาร์ตี้ลิสต์ นี่คือตนให้โอกาส
“ผมขอโอกาสของผมในการเป็นนายกฯ ในการที่จะจัดสรรให้เหมาะสม นั่นคือหน้าที่ของผม โอเคหรือไม่” นายกฯ กล่าว
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการตัดสินใจร่วมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า ไม่ตอบ และก็ไม่ได้เตรียมห้องทำงานไว้ ทั้งนี้เมื่อถามถึงกลุ่มสามมิตรได้โทร.มาพูดคุยหลังมีอาการน้อยใจหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เขาจะโทร.มาหาทำไม เพราะไม่รู้จักกัน และไม่ใช่ผู้ใหญ่ของพรรคที่นายสนธิรัตน์มาหารือเรื่องตำแหน่งด้วย
บิ๊กป๊อกกรอกประวัติแล้ว
เมื่อถามว่า สารนายกฯ ที่ระบุว่าไม่อยากให้กลับไปแก้ปัญหาแบบเดิมนั้น สะท้อนถึงนัยของการรัฐประหารหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่หรอก ไม่มี  เดี๋ยวก็ทำงานได้ เป็นเรื่องอารมณ์ของคน นายกฯ ท่านเด็ดขาด ส่วนที่วิจารณ์ว่าครบ 100 วันแล้วยังตั้งรัฐบาลไม่ได้นั้น ทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไม่เสียหายอะไร 
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการแบบฟอร์มประวัติและคุณสมบัติเข้าร่วม ครม.ว่า ยังไม่ได้กรอกแบบฟอร์ม เขาบอกในช่วงเย็นเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมาจะวางไว้ให้ ส่วนจะเปลี่ยนแปลงรายชื่อ ครม.อีกรอบหรือไม่นั้น ไม่ทราบ แต่เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา รายชื่อ ครม.ชุดใหม่ทั้ง 36 คนได้ส่งมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว และไม่รู้ว่ามีชื่อตนเองรวมอยู่ด้วย
ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยกล่าวว่า นายกฯ ได้พูดคุยกับตนเองเรียบร้อยแล้ว โดยได้กรอกประวัติรวมถึงเอกสารต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
          สำหรับในซีกฝ่ายค้านนั้น นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมือง พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงสารนายกฯ ว่าสะท้อนภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ถดถอย ถ้าเป็นการจัดทัพ ถือว่าทัพแตกตั้งแต่ยังไม่ได้ไปรบ ขนาดยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ปัญหายังหนักขนาดนี้ หลังตั้งรัฐบาลจะทำงานได้อย่างไร 
ที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค กล่าวว่า อีก 2 วันจะครบ 100 วัน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้หลังเลือกตั้ง สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดเป็นปัญหาทางหลักการและวิธีคิด คือใส่ร้ายป้ายสีว่าการแย่งผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองทำให้ไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลได้ แล้วมีการข่มขู่นักการเมืองเหล่านี้ว่าจะใช้วิธีแบบเดิมใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ต้องความเข้าใจคือ กลุ่มคนที่มีปัญหาเหล่านี้คือคนที่ พล.อ.ประยุทธ์ดึงมาร่วมรัฐบาล การตั้งรัฐบาลไม่ได้ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การต่อรองเก้าอี้ แต่อยู่ที่ความพยายามสืบทอดอำนาจของ คสช.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ไปดึงคนที่เป็นปัญหาทั้งหมดของประเทศมารวมตัวกัน เพื่อคะแนนเสียงจะได้สืบทอดอำนาจได้ 
“การบอกว่าจะให้แก้ปัญหาแบบเดิม วิธีคิดแบบนี้ ไม่ใช่วิธีคิดที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งนายกฯ ประชาชนฟังแล้วสะดุ้ง เพราะตีความได้อย่างเดียวคือทำรัฐประหารตัวเอง หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์กำลังจับประชาชน จับประชาธิปไตย จับประเทศมาเป็นตัวประกันสำหรับการแก้ปัญหาจากความไม่มีศักยภาพในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวิธีคิดนี้ชัดเจนว่าเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย” นายธนาธรกล่าว
ซัดปัญหาสืบทอดอำนาจ
นายธนาธรยืนยันว่า วิกฤติการเมืองไทยทั้งหมดไม่ได้มาจากนักการเมือง แต่มาจากความพยายามสืบทอดอำนาจ ทั้งการเลือกตั้ง สูตรคิด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ส.ว.แต่งตั้ง นำมาซึ่งวิกฤติการเมือง แต่ที่ผ่านมามักบอกว่า ปัญหาทั้งหมดคือบาปของนักการเมือง แล้วพยายามแยกตัวเองออกจากนักการเมืองแต่ ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ทะเยอทะยานอยากครองอำนาจอีกสมัย วิธีเดิมก็คือการเอารถถังมายึดอำนาจอีกครั้ง นายกฯ ที่ไม่เชื่อมั่นประชาธิปไตยก็ไม่มีความเหมาะสมเป็นนายกฯ
"วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้ต้องบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์หยุดเถอะ หยุดความคิดสืบทอดอำนาจ เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยทำงาน ถ้าไม่มีความพยายามสืบทอดอำนาจให้ ส.ว.โหวตนายกฯ ป่านนี้ตั้งรัฐบาลเสร็จไปแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ควรลาออกจากตำแหน่งได้แล้ว สิ่งที่พูดทำร้ายจิตใจคนทั้งประเทศ นี่คือปัญหาของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่ปัญหาของคนทั้งประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือวิกฤติทางการเมือง หมุดหมายสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญ 2560 รัฐธรรมนูญที่ไม่ดีทำให้สังคมอยู่ไม่ได้ รัฐธรรมนูญที่ดีจะทำให้ทุกฝ่ายที่เห็นต่างกันไม่ว่าอย่างไรจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมได้" นายธนาธรกล่าว
เมื่อถามว่า ถ้ายังใช้วิธีการเดิมแก้ปัญหาจะทำอย่างไร นายธนาธรกล่าวว่า ตนเองและพรรคอนาคตใหม่อยากเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้ให้ถึงที่สุด หยุดวงจรอุบาทว์ เอาทหารกลับเข้ากรมกอง ปฏิรูปกองทัพ สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กลับคืนมา 
    น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ (พช.) กล่าวถึงสารนายกฯ เช่นกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการสื่อให้ผู้ฟังเข้าใจว่า ถ้ามีปัญหาทางการเมืองเช่นเดิม ก็จะแก้ไขปัญหาด้วยการยึดอำนาจล้มล้างการปกครองเช่นเดิม ซึ่งผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560 ในมาตรา 49 ซึ่งการที่ พล.อ.ประยุทธ์หลุดคำพูดที่เผยถึงวิธีการแก้ปัญหาการเมืองด้วยการยึดอำนาจล้มล้างการปกครอง แสดงว่ามีธงต้องการยึดอำนาจอยู่ในใจตลอดเวลาใช่หรือไม่ อีกทั้งปัญหาทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ในเวลานี้ก็ไม่ใช่ปัญหาของคนทั้งชาติ เป็นปัญหาในการจัดสรรตำแหน่งไม่ลงตัวของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการเอาประเทศเป็นตัวประกันเพื่อแก้ปัญหาการจัดสรรอำนาจส่วนตัวเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่.
 


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต