'ป้าธิดา'ลั่นยืนฝั่งไม่มีตำแหน่งแต่ช่วยสังคม ดีกว่าอยู่ข้าง'บิ๊กตู่'ที่ทำสังคมเสื่อมทรุด


   

4 ก.ค.62 - ยูดีดีนิวส์ - UDD news ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) โพสต์ข้อความโดยมีเนื้อหาดังนี้  อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ได้กล่าวในการทำเฟสบุ๊คไลฟ์ว่า วันนี้มองภาพรวมประเทศไทยแล้วน่าเป็นกังวลมาก จึงจะมาสนทนาในประเด็น "ชัยชนะของพล.อ.ประยุทธ์ บนความเสื่อมทรุดประเทศไทย"

เราจะเรียกว่าเป็นชัยชนะพล.อ.ประยุทธ์ได้ไหม?

ก็อาจจะเรียกว่าได้ แต่ไม่ใช่ชัยชนะประเทศไทย แล้วก็ยังไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้วยซ้ำ แต่เป็นชัยชนะที่อยู่บนเงื่อนไขเวลา อยู่บนเงื่อนไขของความเสื่อมทรุดของประเทศ

เราเรียกว่าเป็นชัยชนะพล.อ.ประยุทธ์ก็เพราะว่า ดูประหนึ่งท่านก็น่าจะได้เป็นนายกฯ ต่อ ซึ่งท่านได้บอกกับสังคมและเด็ก ๆ ที่มาจากสหรัฐฯ ว่าท่านเป็นนายกฯ เที่ยวนี้มาอย่างถูกต้อง แต่ถูกต้องจริงหรือเปล่านั้น สังคมไทยและสังคมโลกเขาตอบได้

ดิฉันมองว่าพล.อ.ประยุทธ์ดูประหนึ่งจะได้รับชัยชนะ แต่เป็นชัยชนะเหมือนอยู่บนปราสาททราย ก็คือน้ำยังไม่ทันพัดถูกลมกระโชกสิ่งที่เป็นปราสาทรายก็พร้อมที่จะยุบตัวลงทันที ไม่ว่าจะเป็นกรณีเด็ก ๆ ทำพานพุ่มไหว้ครู หรือขบวนพาเหรดกีฬาสี คือเป็นปราสาททรายบนความไม่ชอบธรรมแล้วเกิดความกลัว

ดังนั้นเสถียรภาพแน่นอนว่าไม่มั่นคง ซึ่งดิฉันเคยพูดมาแล้ว สถานะของส.ส., ส.ว. และพรรคการเมืองที่สนับสนุนท่านนั้น ล้วนมีคำถามต่อความไม่ชอบธรรมของการได้เป็นรัฐบาลและขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญเอง

ขณะนี้ญัตติในการตั้งคำถามว่าคณะกรรมการสรรหาส.ว.ที่มีความชอบธรรมหรือเปล่า? ปรากฎว่าประธานสภาบอกว่าเป็นอำนาจคสช. ส.ส.ไปตรวจสอบไม่ได้ นี่เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ซึ่งดิฉันมองว่าประธานก็เสี่ยงนะ เพราะว่าเมื่อมีผู้แทนราษฎร เมื่อมีรัฐบาลใหม่ ผู้แทนราษฎรทำไมจะตั้งคำถามไม่ได้ เขาต้องการจะตรวจสอบว่าส.ว.ที่มานั่งอยู่ มาโหวตนายกฯ และดูเหมือนมีบทบาททัดเทียมหรือมากกว่าส.ส.ทุกเรื่องด้วยซ้ำ มีที่มาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า? เพราะว่าเป็นส.ส.ก็สามารถถูกศาลจัดการได้ ยกตัวอย่างเช่น พรรคอนาคตใหม่

ดังนั้นการค้ำจุนปราสาททรายของท่าน ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ซึ่งเรียกว่าเอาทุกท่าแล้วคนทั่วไปก็ยังเข้าใจได้ว่าเป็นการคำนวณเพื่อให้ได้ ส.ส. ที่ไม่แฟร์ แล้วมันน่าเกลียดมากที่จะไปตอบว่า

คนรุ่นแก่ ๆ เขาคำนวณกันอย่างไร? 
เรียนเลขกันมาแบบไหน? 
รู้จักคณิตศาสตร์ไหม?

ในทัศนะของดิฉันน่าขายหน้ามาก ๆ แล้วมันจะเป็นสิ่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามีการใช้อภินิหารทางกฎหมาย และพยายามใช้อภินิหารทางคณิตศาสตร์เข้ามาควบคู่ แต่คนที่เป็นนักคณิตศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์เขาจะยอมรับสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะคณิตศาสตร์ว่าด้วยความจริง ไม่สามารถที่จะบิดเบือนได้ นี่เป็นส่วนที่เรียกว่าเป็นปัญหาเสถียรภาพซึ่งทำให้ชัยชนะท่านเป็นปราสาททรายเฉพาะส.ส., ส.ว.

ถ้าเรามาดูในสิ่งที่ท่านทำจดหมายขอโทษประชาชนแล้วบอกว่า

"หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในฐานะรัฐบาลของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นปฏิรูปทางการเมืองของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อมิให้การดำเนินการทางการเมืองกลับไปเป็นปัญหาเช่นเดิม จนต้องเกิดการแก้ไขปัญหาแบบเดิม ๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการขึ้นมาอีก"

ครั้งที่แล้วดิฉันอัดรายการตอนเที่ยง แล้วจดหมายของท่านออกตอนบ่าย ดิฉันได้ตั้งคำถามตอนท้ายไว้ว่า ไอ้ที่มาเที่ยวไปตีหัวกันและทำความรุนแรงกับพวกเยาวชนและนักกิจกรรมนั้นจะให้นำไปสู่อะไร? 
ถ้ามีความยุ่งมากก็อยู่อย่างนี้เป็นนายกฯ มาตรา 44 หรือจะมีการทำรัฐประหาร ปรากฎว่าตอนบ่ายมาเลย...เป็นจดหมาย

หลายคนกว่าจะรู้สึกว่านี่คือการขู่ ซึ่งจริง ๆ ท่านจะขู่นักการเมืองในพรรคของท่าน แต่มันกลายเป็นการขู่ในที่สาธารณะ ขอโทษประชาชน มันก็เหมือนขู่ประชาชนไปด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือว่าอย่าคิดว่าพวกคุณจะมาขู่ผมได้ ตรงข้ามประมาณว่าจะให้ผมแก้ปัญหาแบบเดิม มันก็คือการแก้ปัญหาโดยการใช้กองทัพทำการรัฐประหารนั่นเอง

แสดงให้เห็นชัดว่าท่านรู้ว่าชัยชนะของท่านครั้งนี้เรียกว่าเป็นชัยชนะอยู่บนความเสื่อมทรุดของภาคการเมือง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นบนความเสื่อมทรุดที่แสดงออกด้วยความหวาดกลัว กลัวนักเรียน กลัวนักกิจกรรม จึงมีการแสดงออกด้วยการขู่ว่าจะทำรัฐประหาร มีการประทุษร้าย มีการตีหัว มีการยกระดับความรุนแรง

ความหวาดกลัวตรงนี้นอกจากแสดงออกด้วยการขู่จะทำรัฐประหารแล้ว ยังแสดงออกในการที่เรียกว่าเรามองเห็นความเสื่อมทรุดที่เกิดจากการใช้ Hate speech

บางคนอาจจะมองว่า Hate speech เป็นการแสดงปฏิกิริยาประชาชนที่มีการเกลียดชังกัน ไม่ใช้เหตุผล แต่ในทัศนะของดิฉัน ประเทศไทยโดยเฉพาะในช่วงสิบปีมานี้มี Hate speech ตั้งแต่พูดถึงทุนสามานย์และมีวาทะกรรมของ Hate speech เพื่อปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง Hate speech เป็นเครื่องมือของการทำลายล้าง

Hate speech เป็นเครื่องมือ เป็นอุปกรณ์ในการปลุกระดมเพื่อการทำลายล้าง!!!

ลองคิดดูประเทศจะไม่เสื่อมทรุดขนาดไหนหรือถ้าคนยัง Hate speech กันอยู่ขนาดนี้ การเฟสบุ๊คไลฟ์ของดิฉันบางทีถอดเทปในยูดีดีนิวส์ ปรากฎว่ามีสื่อบางฉบับเอาไปลง แต่เขาจะโปรยหัวใหม่ ค่อนข้างรุนแรง แต่ดิฉันกำลังพูดถึงคอมเม้นท์ ซึ่งก็มีคนคอมเม้นท์ที่อยู่ด้วยความเกลียดชัง ไม่ว่าเราจะพูดด้วยเหตุด้วยผลอย่างไร อันนี้ก็แปลว่าวาทะกรรมแห่งความเกลียดชังนั้นได้ถูกสร้างแล้วก็ทำให้มนุษย์ที่เสพมันเข้าไปประดิษฐ์หรือใช้วาทะกรรมอันนี้ขยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์

ดังนั้น Hate speech มันจึงไม่เกิดเฉพาะสื่อหน้าจอโทรทัศน์ แต่ปัจจุบันนี้มันจะถูกขยายมาก เช่น มีคนตีหัวกัน ฝ่ายที่เห็นใจก็พูดอย่าง ฝ่ายที่เกลียดชังก็สร้างเรื่องถึงขนาดว่า เขาสร้างเรื่องขึ้นมาให้หัวตัวเอง หรือพวกเดียวกันตีหัวเพื่อสร้างให้คนเห็นใจ ไปถึงขนาดนี้ก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเครื่องมือของการเสื่อมทรุด

การเสื่อมทรุดในการฟ้องร้องคดีความต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นประชาชน นักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่เคยร่วมกับพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทย คดีความต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเพื่อเป็นหลักประกันที่พล.อ.ประยุทธ์จะได้รับชัยชนะที่มั่นคงยั่งยืน ฉะนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ถ้าไม่ถูกจัดการโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง (หรือเปล่า) เช่น ถูกตีหัว ถูกฟ้องร้องคดีความ เข้าคุก ฯลฯ ดิฉันไม่ได้โทษว่าเป็นเรื่องราวที่เป็นการกระทำของพล.อ.ประยุทธ์ทั้งหมดนะ แต่ว่าจะเป็นในเครือข่ายหรือกลุ่มของท่านที่ต้องการสนับสนุน และในบางครั้งในเครือข่ายก็มีลักษณะเป็นกลุ่มเป็นองค์กรต่าง ๆ ของตัวเองที่ขยายตัวมากขึ้น

ดิฉันผ่าน 6 ตุลา ดิฉันได้เห็นสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงเวลานั้นประเทศย่อยยับไปหลายปี จากเหตุการณ์ปี 19 จนกระทั่งมาถึงยุคของพล.อ.เปรม เป็นเวลานานมาก จนกระทั่งต่อมาเป็นพล.อ.ชาติชาย แต่ว่าทั้งหมดยังไม่ไปถึงไหน

ดิฉันอยากจะให้ทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมอำนาจนิยมได้เข้าใจว่า ถ้าท่านคิดว่านี่เป็นชัยชนะ มันไม่ใช่ชัยชนะจริง อาจจะเป็นชัยชนะชั่วคราวของพล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์และผู้สนับสนุนท่าน แต่มันเป็นความเสื่อมทรุดของประเทศ เพราะว่าการมาเป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ท่านจะต้องเผชิญปัญหาที่ตัวท่านเองก็ต้องหวาดกลัวแม้กระทั่งเด็กนักเรียน นี่ดีไม่ดีถ้าเด็กอนุบาลออกมาประท้วงท่านก็อาจจะเป็นห่วงหรือกลัวตั้งแต่เด็กอนุบาล เด็กประถม เด็กมัธยม

แล้วถ้าหากว่าเป็นรัฐบาลที่มีความชอบธรรม จะอยู่ด้วยความกลัวแบบนี้ได้หรือ ถ้าอยู่ด้วยความกลัวแบบนี้แล้วจะไปทำอะไรได้ อยู่ด้วยความกลัว อยู่ด้วยการจะต้องปราบปราม การจะต้องสอดส่องจับกุมคุมขังคนอยู่ตลอดเวลา ถามว่าลักษณะสร้างสรรค์ ลักษณะก้าวหน้าของประเทศและการเดินต่อไปของคนทั้งประเทศมันจะเป็นอย่างไร เพราะทุกวันนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สภาก็พยายามเดินหน้า

ในสภาอาจจะดูเหมือนว่ามีกิจกรรมได้ระดับหนึ่ง แต่ดิฉันเชื่อว่าก็จะต้องถูกยับยั้งด้วยกลไกของกลุ่มที่ควบคุมรัฐสภา บางญัตติไม่เอาเข้าที่ประชุม หรืออาจจะต้องแพ้โหวต เพราะว่าส.ส.และส.ว.ของท่านก็อาจจะมีบทบาทได้ แต่อย่างไรก็ตามมันไม่ราบรื่นแน่

หรือท่านอาจจะมีการจัดการกับคนแบบจ่านิว หรือเอกชัย หรือฟอร์ด พูดตรง ๆ ว่าในฝั่งประชาชนเขาเหล่านี้ก็เป็นนักกิจกรรมทั่วไปซึ่งมีอยู่มาก เพียงแต่ว่าหลายคนอาจจะไม่ได้ไปแสดงตัวในที่สาธารณะมากเท่ากับ 3-4 คนนี้ เพราะถ้าหากว่าคนอย่างเอกชัย, จ่านิว ยังต้องถูกกระทำแบบนี้ และที่น่าเป็นห่วงมากก็คือการเติบโตของอนาคตใหม่ การกระทำต่ออนาคตใหม่ไม่ว่าจะเป็นคดีความที่จะเกิดขึ้นที่น่าเป็นห่วงมากมาย

ดิฉันไม่ได้เป็นห่วงท่านหรอก แต่ดิฉันเป็นห่วงประเทศไทยว่า สังคมไทยและคนที่กำลังเติบโตขึ้นมาจะมีความรู้สึกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่มีความหวัง ไม่มีแบบอย่าง ในสมัยโบราณเรามักจะมีคำพูดว่า "กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี" แต่ดิฉันอยากจะบอกว่า "กรุงรัตนโกสินทร์ เด็กก็จะบอกว่าดูแล้วไม่มีคนดี"

คนดีของคนบางส่วน ไม่ใช่คนดีของคนทั่วไป เป็นคนดีเฉพาะกลุ่มของตัวเอง

ท่านอาจจะดีใจว่าได้รับชัยชนะ ท่านได้เป็นนายกฯ แต่ดิฉันห่วงประเทศว่า ในขณะที่ท่านยืนอยู่เป็นเบอร์หนึ่ง แท่นยืนของท่านที่อยู่บนประเทศไทยมันกำลังทรุดตัวลง และสังคมไทยทั้งประเทศกำลังย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ องค์กรอิสระ กองทัพ และสถาบันข้าราชการ

ทั้งหมดอยู่ในภาวะเสื่อมทรุด ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนและสังคมโลก ตรงนี้สำคัญที่สุดในทัศนะดิฉันยิ่งกว่าชัยชนะ เพราะคนจำนวนหนึ่งแม้กระทั่งตัวดิฉันเอง เราอาจจะตายไปโดยเราไม่ต้องเป็นรัฐมนตรี ไม่ต้องเป็นนายกฯ ไม่ต้องเป็นส.ส.ก็ได้ ไม่จำเป็น ตำแหน่งเหล่านั้นหรือหัวโขนเหล่านั้นไม่ได้สำคัญเท่ากับว่าคุณเป็นคนส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมดีขึ้นหรือเลวลง

"ดิฉันขออยู่ในฟากฝั่งที่ไม่ต้องมีตำแหน่งอะไร แต่ช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น ดีกว่าที่รู้สึกว่าตัวเองได้รับชัยชนะแล้วทำให้สังคมไทยเสื่อมทรุดลงค่ะ" อ.ธิดากล่าว


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต