"นั่งรถไฟ-ต่อรถเล้ง" เที่ยว "เพชรบุรี" ชิลๆ


   

    การเดินทางโดยนั่งรถไฟไปเที่ยว นับว่าเป็นความคลาสสิกที่สุดแสนคลาสสิก ไม่ต้องใช้เวลามาก เพราะสามารถนั่งรถไฟไปเช้ากลับเย็นได้ในวันเดียว นั่งไปเพลินๆ ชมวิวข้างทาง รถไม่ติด ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ไม่รีบเร่งอะไร เป็นรสชาติทื่หอมหวนอีกแบบ อยากจะให้หลายคนได้ลิ้มลอง เมื่อเร็วๆ นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเพชรบุรี ร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดทริปไหว้พระ ศรัทธา ปาฏิหาริย์ เกจิอาจารย์เพชรบุรี ในคอนเซ็ปต์ “ชมวิวรถราง เที่ยวทางรถเล้ง จ.เพชรบุรี” แต่จุดหมายปลายทางอยู่ที่หัวหิน ประจวบคีคีขันธ์ ที่มีให้บริการแค่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ให้บริการตั้งแต่วันที่ 6-31 กรกฎาคม 2562
    ข้อมูลสำคัญที่ต้องไม่ลืมบอกเด็ดขาดก็คือ "รถเล้ง" พาทัวร์นี้ให้บริการฟรี เพียงแต่ก่อนใช้บริการต้องโทรแจ้งกับ ททท. สำนักงานเพชรบุรี เพื่อเป็นการจองไว้ก่อนเท่านั้น

(นั่งรถไฟแอร์เย็นๆ ไปเที่ยว)

    ขบวนรถไฟพิเศษนำเที่ยวขบวนที่ 911 ออกจากหัวลำโพงเวลา 06.30 น. และถึงเพชรบุรีในเวลาประมาณ 10 โมงเช้า นั่งเรื่อยๆ ไม่ต้องฝ่าการจราจร เพลินดีเหมือนกัน ระหว่างที่รถหยุดตามสถานีต่างๆ เพื่อให้คนขึ้น-ลง มีพ่อค้าแม่ค้าขายขนม น้ำดื่ม ก๋วยเตี๋ยวให้เลือกลองชิม ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนยุคไปสมัยเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว

(นั่งกินข้าวเหนียวหมูฝอยชิวๆ)

    พอพ้นเขตกรุงเทพฯ มาได้สักพัก อากาศค่อยสดชื่น มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นวิวข้างทางเป็นบ้านเรือนผู้คน  ได้เห็นต้นไม้ ท้องทุ่ง ตัดกับแสงแดดยามเช้า บวกกับได้นั่งกินข้าวเหนียวหมูฝอย เป็นอะไรที่ฟินสุดๆ ไปเลย

(แวะ 40 นาที ไหว้พระปฐมเจดีย์)

    สายๆ หน่อยแดดเริ่มแรง ขอหลบไปนั่งเอาแอร์อีกตู้ หลับไปได้ตื่นหนึ่ง เสียงประกาศก็บอกว่าเรามาถึงจังหวัดนครปฐม จุดนี้จอดพัก 40 นาที ให้ผู้โดยสารได้สักการะพระปฐมเจดีย์ หรือจะแวะร้านอาหารริมทางหาอะไรกิน แต่อย่าเพลินจนลืมเวลารถไฟออกล่ะ แต่จริงๆ อย่างที่บอกนั่นแหละ บนรถไฟก็มีพ่อค้าแม่ขายเดินขายของ-น้ำ-ขนมอยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวหิว

(รถเล้งมีให้บริการทุกเสาร์-อาทิตย์)

    เวลาประมาณ 9 โมงครึ่ง เสียงของเจ้าหน้าที่ก็ประกาศเชิญชวนด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน แนะนำของเด็ดของดีเมืองเพชรบุรี และสวนสนประดิพัทธ์ ของกินก็มี ทั้งห่อหมกเอย หม้อแกงเอย และผลไม้ต่างๆ ฟังยังไม่ทันจบเราก็มาถึงสถานีเพชรบุรี ต้องรีบกุลีกุจอลงจากรถทันที เพราะสถานีนี้จอดไม่นาน ต่อด้วยนั่ง "รถเล้ง" เป็นรถสี่ล้อขนาดเล็ก ข้างรถมีป้ายสัญลักษณ์เขียนคำกว่า "ตะลอนทัวร์-ตะลอนชิม" ให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นใช้บริการ

(สักการะสังขารหลวงพ่อแดง เกจิดังเมืองเพชรฯ)

    จุดหมายแรก รถเล้งพาไปที่วัดเขาบันไดอิฐ สักการะเกจิอาจารย์แห่งเมืองเพชรฯ หลวงพ่อแดง ที่คนในวงการพระรู้จักกันดีตามคำเล่าขาน เพราะท่านมีวิทยาคมขลัง เป็นที่นับถืออย่างมาก จากเหตุการณ์ในช่วงปี 2479 ที่เกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้น วัวควายล้มตาย จึงได้ปลุกเสกผ้ายันต์สีแดง แล้ววัวควายก็ไม่ติดโรคร้าย จึงทำให้ท่านมีชื่อเสียง ต่อมาก็มีการทำตะกรุด ทำให้ผู้ที่บูชาตะกรุดและผ้ายันต์ได้พบกับเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ ภายในวัดผู้ศรัทธายังจะได้กราบไหว้สังขารหลวงพ่อแดงที่ถูกเก็บรักษาไว้ในโรงแก้วด้วย

(แบบรูปหล่อหลวงพ่อดำที่จะทำการสร้างจริง)

    จากนั้น คณะได้แวะที่วัดช้าง ที่มีเศียรพระขนาดใหญ่ประดิษฐานเด่นตระหง่านอยู่หน้าวัด หลวงพ่อที่ดูแลจึงเล่าให้ฟังว่าเป็นเศียรหลวงพ่อดำ ที่คาดว่าสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนปลาย พบในระหว่างขุดเพื่อบูรณะโบสถ์โบราณหลังเก่า ซึ่งก็จะมีการหล่อหลวงพ่อดำขึ้นมาใหม่ แต่เศียรพระก็จะคงดูแลรักษาไว้แบบเดิม ใครได้มีโอกาสเดินทางไปก็สามารถแวะไปทำบุญร่วมหล่อพระหลวงพ่อดำได้นะ
    เราไปต่อกันที่วัดคงคารามที่ใครๆ ต่างเดินทางมาบูชาเหรียญหลวงพ่อฉุย หรือพระสุวรรณมุนี เพราะท่านเป็นพระนักพัฒนาและสร้างความเจริญให้กับวัดเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อแดงด้วย

(หล่วงปู่มี)

    ไปต่อที่วัดพระทรงที่มีเกจิชื่อดังอย่าง หลวงปู่มี โดยสามารถมาสักการะท่านได้ที่วิหารหลวงปู่มีทางด้านหน้าวัด ท่านมีอายุถึง 100 ปี แม้ว่าจะมรณภาพไปแล้วก็ยังมีชาวบ้านให้ความศรัทธา ยิ่งของขลังที่ปลุกเสกอย่างเหรียญพระปิดตา ซึ่งได้รับความนิยม และจะหาของแท้นั้นยากมากๆ อีกด้วย

(เมนูเส้นน่าทานที่ร้านพริบพรี)

(ป้าเอื้อน ข้าวแช่ไม่หวงเครื่อง)

    เสริมสิริมงคลให้ตัวเองเรียบร้อยแล้วเราก็เดินหน้าไปหาของกินอร่อยๆ กัน ประเดิมที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเมืองพริบพรี ที่มีทั้งเมนูก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก ต้มยำ หม้อไฟ ลาบลูกชิ้น ผัดไทย ที่รสชาติถูกใจ อิ่มกันถ้วนหน้า รถเล้งก็พาคณะไปอร่อยต่อที่ร้านข้าวแช่ป้าเอื้อน ที่เปิดขายมากว่า 60 ปี ป้าเอื้อนก็ยังออกมานั่งขาย ขายตั้งแต่แกอายุ 17 ปีจนถึงทุกวันนี้ ป้าบอกสูตรลับของร้าน คือ ไม่หวงเครื่อง แค่นั้นเอง ทุกอย่างต้องลงมือทำเองหมด ทั้งลูกกะปิทอด หัวไช้โป๊ ปลาหวาน อากาศร้อนได้กินก็จะรู้สึกสดชื่นทันที

(ชาไทยขนมชั้น อร่อยลงตัว)

    จากนั้นเราก็ไปต่อที่ร้านลูกเจี๊ยบ เป็นร้านขายขนมหวานหลากหลายเมนู แต่ที่น่าสนใจคงเป็นเมนูเครื่องดื่มอย่าง กาแฟขนมหม้อแกง ถึงจะไม่ใช่คอกาแฟ แต่ชาวคณะพอได้ลิ้มรส ต่างก็ยกนิ้วให้ว่ามันกลมกล่อมเข้ากันมากๆ อีกเมนูคือชาไทยขนมชั้น อันนี้แหละ ลองเองเลย ขนมชั้นถูกดัดแปลงให้เป็นลูกกลมๆ คล้ายไข่มุก พอทานคู่กับชาไทยนึกว่าจะหวานมาก ตัวขนมชั้นกลับทำให้ชาไทยมีรสชาติที่อร่อยไปอีกแบบ ใครอยากรู้ว่ามันอร่อยจริงหรือเปล่าก็ต้องมาลองสักแก้ว

(บรรยากาศโซนนั่งธรรมดา คึกคักครื้นเครง)

    ทั้งอิ่มบุญ อิ่มท้อง ก็ได้เวลาที่จะต้องเดินทางกลับตามเวลา 16.30 น. อัตราค่าบริการรถไฟไป-กลับ รถนั่งธรรมดาชั้น 3 ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ราคาคนละ 120 บาท ส่วนรถนั่งปรับอากาศชั้น 2 ราคาคนละ 240 บาท  ราคาน่ารัก ที่เที่ยวก็น่าสนใจ ใครหยุดเสาร์-อาทิตย์แล้วยังไม่รู้จะไปที่ไหน เดือนนี้ลองออกไปเที่ยวรถไฟขบวนที่ 911 กันนะ.


วันนี้ (๑๙ ส.ค.๖๒) "นายกฯ ประยุทธ์" ยกคณะ "ค่อนข้างใหญ่" ไปสุรินทร์-บุรีรัมย์ ฟังที่โฆษกรัฐบาลแถลงวันก่อน บอกว่า.........

รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต
เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'