
เชื่อไหม! บนโลกใบนี้ ในเมืองไทยมีประชากรกลุ่มเฉพาะ หรือเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยินเป็นจำนวนมากถึง 92.473,000 ล้านคน แยกเป็นแรงงานนอกระบบ 38.3 ล้านคน ผู้หญิง 33.3 ล้านคน ผู้สูงอายุ 10.9 ล้านคน ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลและประชากรข้ามชาติ 4.7 ล้านคน มุสลิม 3.43 ล้านคน คนพิการ 1.8 ล้านคน ผู้ต้องขังหญิง 4 หมื่นคน คนไร้บ้าน 3 พันคน สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สสส. ทำงานภายใต้ฐานคิด “สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาวะกับกลุ่มคนที่ “ถูกละเลยหลงลืม” ในสังคม"
การแสดงชุด “Voice of the Voiceless” ห้อง Grand Diamond อิมแพ็ค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี เพื่อสะท้อนแสงเล็กๆ ที่รวมกันเป็นพลังเสียงที่ยิ่งใหญ่ อย่าลังเลในการส่งเสียงออกไป เราคือผู้ลิขิตชีวิตตัวเราเอง Doo Doo เธอเชื่อในลิขิตฟ้าดินไหม ปล่อยชีวิตไปตามโชคชะตา ผิดหวังในใจบ่อยมาก เพราะฟ้าไม่มีหัวใจ จะเลวหรือดีมันอยู่ที่คน จะมีหรือจนมันอยู่ที่ใจ ดินฟ้าไม่เคยลิขิต ชีวิตจะเป็นเช่นไร จงไขว่คว้า จะฝ่าฟัน ไม่ยอมให้ฟ้าลิขิต อยากมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน ตั้งแต่วันนี้นี่คือชีวิตที่ลิขิตของเรา......เปลี่ยนชีวิตเป็นดั่งบทละคร หรือยอมให้ใครเขียนบทของเรา ชีวิตจะเป็นเช่นไรก็ขอให้เป็นเพราะตัวเรา เรื่องราวที่เราต้องลิขิตด้วยตัวเราเอง..
“สังคมเลวเพราะคนเฉย” เสื้อยืดสกรีนข้อความที่ตัวแทนประชากรกลุ่มเฉพาะศูนย์คนพิการจาก อ.สารภี จ.เชียงใหม่ จ.ขอนแก่น สวมใส่เข้าร่วมงาน โดยมีสมาชิกในครอบครัวติดตามมาด้วย ล่ามเมียนมาที่ทำงานกับกลุ่มประชากรเฉพาะสื่อสารภาษาเมียนมาให้แพทย์-พยาบาลเข้าใจคนไข้ เป็นตัวแทนมาจาก รพ.สมุทรสาคร ซึ่งมีนิคมอุตสาหกรรมท่าจีน สารินซิตี้ สมุทรสาคร ตัวแทนมูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์ ตัวแทนมูลนิธิสยามกัมมาจล ฯลฯ
พิธีกรหญิง: ฉัฐญา (ฟอร์จูน) รัตนชวลิต พิธีกรชายรับเชิญ: กฤษณะ ละไล (ไชยรัตน์) สื่อมวลชนเครือเนชั่น พิธีกรทีวีช่อง 3 และเนชั่นทีวี ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ประธานคณะทำงานอารยสถาปัตย์ไทยสู่ประชาคมอาเซียน การประชุมครั้งนี้มีภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม นักวิชาการ ล่ามที่ใช้ภาษามือสื่อสารให้ผู้พิการทางหูและได้ยินเข้าใจถึงการถ่ายทอดด้วยสัญลักษณ์ เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุม 2,400 คน ชูกำปั้นสูงๆ พร้อมเสียงเฮ...เพื่อเซลฟีภาพหมู่พร้อมกับผู้จัดงาน สสส.และภาคีเครือข่ายเป็นที่ระลึกในงาน “Voice of the Voiceless”
ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยจุดยืนสำนัก 9 ด้วยแนวคิดโลกต้องเอาจริงในเรื่องความเป็นธรรม ด้วยการสนับสนุนนิยามใหม่ทางสุขภาพที่กว้างกว่า ปราศจากการเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ครอบคลุมถึงความปกติสุขของคุณภาพชีวิตโดยรวม ซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคม และความเป็นธรรมทางสังคม เน้นการทำงานสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพกับกลุ่มคนที่ “ถูกละเลย หลงลืม” ในสังคม “ก้าวที่กล้าด้วยพันธกิจที่ท้าทายยิ่ง เราต้องทำงานกับมายาคติของสังคม ลดอคติ ลดการประทับตราที่มีต่อประชากรกลุ่มเฉพาะ เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และยืนยันซึ่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้กับคนทุกคน”
สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำหนังสือจากหนังสือเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน การสร้างเสริมสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ในโลกใบนี้ (ME) มีเราอยู่ด้วย 05.00 น. แสงสีส้มเรื่อที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากดวงตะวัน มาแทนที่สีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้า บนตึกแห่งนั้นไฟยังคงสว่างไสว และมีคนหนุ่มสาวหน้าตาดี ร่างกายสมส่วน แข็งแรง มุ่งมั่นกับการออกกำลังกายในสถานฟิตเนส เบื้องล่างของตึก ภายใต้ชายคา ใกล้ผนังคอนกรีต มีคนบางคนปูแผ่นพลาสติกนอนคุดคู้อยู่ตรงนั้น รุ่งสางอย่างนี้บนถนนยังมีรถไม่มากนัก มีแท็กซี่สีสดใสจอดให้ผู้สูงอายุสองคนลงมา ค่อยๆ ประคองกันไปที่โรงพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลจากสถานฟิตเนสแห่งนั้น
คนเหล่านั้นอยู่ในสังคมของเรา ไม่ว่าจะเป็นคนไร้บ้าน คนสูงอายุ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ มุสลิม คนไร้สถานะ ผู้หญิง ผู้ต้องขัง คนพิการ และถึงแม้จะเกิดชะตากรรมใดๆ กับชีวิตของคนเหล่านี้ เราก็อาจรู้สึกเพียงสงสาร เห็นใจ ทำได้เพียงเท่านี้ ด้วยเหตุว่าคนเหล่านี้อยู่ไกลจากตัวเราทั้งในความสัมพันธ์ วิถีชีวิต เพราะลำพังต้องพาตัวเองฝ่าข้ามความเหน็ดเหนื่อยยุ่งยากจากภาระในชีวิตประจำวันก็หนักหนาพออยู่แล้ว เอาเวลาหรือความใส่ใจไปกับเรื่องราวอันหนักหนาของคนเหล่านั้นอีกคงหนักเกินจะรับไหว
ประชากรกลุ่มเฉพาะก็คือกลุ่มคนที่ต้องประสบกับภาวะความไร้ตัวตนในสังคม ถูกมองข้าม ละเลย เข้าไม่ถึงทรัพยากร ถูกผลักภาระให้รับผิดชอบชีวิตและชะตากรรมไปตามที่ต้องประสบ มีความเสี่ยงในการใช้ชีวิตสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ ขาดอำนาจในการต่อรองทำให้จิตสำนึกที่จำยอม หรือต้องยอมจำนนให้กับความไม่เที่ยงธรรม หรือตามคำนิยามของสำนัก 9 “ประชากรกลุ่มเฉพาะ” คือประชากรบางกลุ่มที่มีทั้งความเปราะบาง มีความเสี่ยง หรือต้องการกระบวนการพิเศษในการเข้าถึงการสร้างเสริมสุขภาพ สุขภาวะอันเป็นปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพที่ทำให้สูญเสียงสุขภาวะ เข้าไม่ถึงบริการ และไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมสุขภาพตามนโยบายในภาพรวม
ประชาชนกลุ่มเฉพาะหรือกลุ่มคนชายขอบ คือบุคคลหรือกลุ่มคนส่วนน้อยซึ่งสังคมไม่รับรู้ ไม่สนใจ เป็นผู้ที่ถูกทำให้มีความสำคัญ และมีชีวิตอยู่ตามชายแดนหรือริมขอบของพื้นที่ในสังคม ทั้งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ ศาสนา การศึกษา ภาษา วิถีชีวิตทางเพศ การจัดสรรทรัพยากร รวมทั้งการเท่าทันกระแสความทันสมัยในยุคโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นธรรมแล้ว คนชายขอบยิ่งอยู่ห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่าความเป็นธรรม ไม่ถูกนับรวมไว้เป็นพวกเดียวกันกับคนส่วนใหญ่ของสังคม
งานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชนชั้นล่าง ผู้มีการศึกษาน้อยกว่า รายได้น้อยกว่า มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตเมื่ออายุน้อยกว่า ประชากรกลุ่มเฉพาะอยู่ในภาวะของความเสี่ยงทางสุขภาพมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ทั้งยังสูญเสียซึ่งความพอใจในตัวเอง การรู้สึกถึงความไร้ค่า ขาดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ทัดเทียมทันคนอื่นๆ และส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ มากมาย โดยเฉพาะปัญหาทางสังคม
ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยห้วงทศวรรษที่ผ่านมา ความแตกต่างทางรายได้และเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในสังคมไทย ไม่ใช่เป็นเพียงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจหรือรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นในทุกมิติ เงื่อนประการสำคัญที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยร้าวลึกรุนแรงขึ้นไปจากเดิม เป็นผลจากความเป็นธรรมที่สังคมไทยถามหาและปรากฏคู่กับความเหลื่อมล้ำอยู่เสมอ....
ปัญหาสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากมีเงื่อนไขและปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพให้คนนั้นๆ มีสุขภาพเป็นเช่นไร จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในสังคมไทยในเวลานี้ เป็นผลกระทบโดยตรงที่มาจากความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสังคม...
การมุ่งสร้างความเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกๆ มิติให้กับประชากรกลุ่มเฉพาะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่การทำงานของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมร้อยให้คนทุกกลุ่มในสังคมหันมา “ส่งเสียง” ในเรื่องเดียวกัน เพื่อทำให้เสียงที่เคยแผ่วเบาหรือแทบจะไม่ได้มีคนได้ยินดังขึ้น และกลายเป็นพลังมากพอที่จะสะท้อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคมที่กำลังเงียบงันนี้
ประชากรกลุ่มเฉพาะไม่ได้มีเฉพาะในสังคมไทยเท่านั้น ในสังคมโลกทุกประเทศก็มีประชากรกลุ่มนี้อยู่แทบทุกสังคม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยเป็นผลจากการพัฒนา ความเป็นโลกาภิวัตน์ ความเป็นชาตินิยม การเหยียดผิว การเหยียดเพศ การเหยียดอายุ ความเชื่อทางศาสนา และความต่างของชาติพันธุ์ หรือกลุ่มคนชายขอบ แต่สังคมที่ความเหลื่อมล้ำน้อย และความเป็นธรรมมีอย่างเสมอภาคเที่ยงตรง และการยึดหลักสิทธิมนุษยชนเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประชากรกลุ่มนี้เบาบางลง.
ภาพ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ข้อควรรู้ปัญหาประชากรกลุ่มเฉพาะ....
"คนเป็นคนที่มีค่าเสมอทัดเทียมกัน”
บอร์ดนิทรรศการในโลกมีเพียง 4 ประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไทย ที่มี กม.วิชาชีพรับรองหมอนวดพิการทางการเห็นใช้จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยให้การรับรองสถาบันการนวดไทยของผู้พิการ 7 สถาบัน ศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอด ปากเกร็ด ศูนย์ฝึกอาชีพผู้หญิงตาบอด สามพราน สมาคมส่งเสริมนวดแผนไทยคนตาบอด มูลนิธิคลอฟิลด์เพื่อคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย มูลนิธิส่งเสริมอาชีพคนตาบอด มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ด้วยหลักสูตรวิชาชีพการนวดไทย 800 ชั่วโมง (2 ปี) หลักสูตรผู้ชายแพทย์แผนไทย 330 ชั่วโมง
คนพิการ ในประเทศไทยมี 1.8 ล้านคน (ร้อยละ 2.75 ของประชากรทั้งประเทศ) คนพิการในวัยแรงงานอายุ 15-60 ปี 819,550 คน (ร้อยละ 33.18) ส่วนใหญ่ยังไม่มีงานทำ 330,339 คน (ร้อยละ 40.31) มีงานทำแล้ว 271,916 คน (ร้อยละ 26.51) ไม่สามารถทำงานได้ 217,295 คน (ร้อยละ 26.51) อุปสรรคสำคัญคือ ข้อจำกัดในการเดินทาง มายาคติความเชื่อ ฯลฯ
คนพิการ 1.9 ล้านคน มีจำนวน 836,304 คน พิการมากกว่า 1 ประเภท พิการทางการเคลื่อนไหว 957,401 คน ทางการได้ยิน 362,846 คน ทางการมองเห็น 193,121 คน ทางสติปัญญา 133,545 คน ทางออทิสติก 12,512 คน ทางการเรียนรู้ 10,215 คน ทางจิตใจ 14,198 คน พิการมากกว่า 1 ประเภท 121,909 คน
ปี 2559 ผู้สูงอายุในเมืองไทย 10.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16 ต่อสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ ผู้สูงอายุ 1 ล้านคน เป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาบางส่วนหรือพึ่งพาทั้งหมดและต้องการผู้ดูแล ดูแลตัวเองได้ 87% พึ่งพาบ้าง (ติดบ้าน) 11.3% พึ่งพา 100% (ติดเตียง) 1.3% ผู้สูงอายุประสบปัญหาหลายด้าน 95% ด้านสุขภาพ โรคเรื้อรังต่างๆ 34.3% ด้านเศรษฐกิจ มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน วันละ 3 คน ด้านสังคม ผู้สูงอายุเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มเฉลี่ยวันละ 3 คน
ผู้หญิงไทยมีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ชายด้วยคุณภาพชีวิตที่ด้อยกว่า เสี่ยงต่อการตกอยู่ในภาวะ ซึมเศร้า โรคเรื้อรัง พิการยาวนาน ความรุนแรงร้อยละ 34.6 ประสบปัญหาความรุนแรง ร้อยละ 82.6 เลือกที่จะเผชิญปัญหาด้วยตนเองเพราะเป็น “เรื่องส่วนตัว”
ผลสำรวจปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงโดยองค์การอนามัยโลก 7 คน/วัน คือจำนวนผุ้หญิงถูกละเมิดทางเพศ กระทำรุนแรงทางร่างกาย หรือ 30,00 0คน/ปี คือสถิติผู้หญิงที่แจ้งความร้องทุกข์
สถานการณ์ความรุนแรงทางเพศในไทย
เด็กและเยาวชนอายุ 5-20 ปี 60.6% รองลงมาอายุ 41-60 ปี 30.9% อายุมากที่สุด 90 ปี อายุน้อยที่สุด 5 ปี ที่น่าเศร้าใจมีผู้เสียชีวิต 20 ราย กลุ่มอาชีพที่ถูกกระทำ เป็นนักเรียน นักศึกษา 30.9% ลูกจ้าง 30.9% ค้าขาย 30.9% กลุ่มเด็กเล็ก 30.9% ผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ หวาดผวา ระแวง และกลัว 26.1% ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์หลายครั้ง 12.8% ถูกขู่ฆ่า ข่มขู่ ห้ามบอกใคร 12.7% ถูกทำร้ายร่างกายสาหัส 12%
ผู้กระทำความรุนแรง เป็นคนรู้จักคุ้นเคย หรือบุคคลในครอบครัว 53% คนแปลกหน้าไม่รู้จักกัน 38.2% คนที่รู้จักกันผ่านโซเชียล 8.8% ผู้กระทำอายุน้อยที่สุด 12 ปี
ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงทางเพศ 31.1% เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 28% อ้างว่ามีอารมณ์ทางเพศ 16.3% การใช้สารเสพติด 11.7% ต้องการชิงทรัพย์
ผู้ต้องขังหญิงของไทยมีจำนวน 45,141 คน คิดเป็นร้อยละ 14.6 มีอัตราสูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับสัดส่วนผู้ต้องขังหญิงต่อประชากรแสนคน อยู่ที่ 73.4 คน สูงกว่าสหรัฐที่เป็นลำดับสองเกือบ 10 จุด (63.9)
มีปัญหาคนล้นคุก มีความคับแคบแออัดของพื้นที่เกินความจุมาตรฐาน ปัญหาอนามัยแม่และเด็กทารก การเฝ้าระวังมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ปัญหาสุขภาพช่องปาก ผู้ต้องขังร้อยละ 80 มีปัญหาด้านทันตกรรม ปัญหาผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เป็นวัณโรคสูงมาก เนื่องจากความเป็นอยู่แออัด ปัญหาสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า จิตตก ปัญหาโรคติดต่อทางเดินอาหาร ท้องเสีย เพราะการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม
มุสลิมไทยมีจำนวน 3,250,000 คน หรือร้อยละ 4.6 ของประชากรทั้งหมด มีอัตราการบริโภคยาสูบและค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคยาสูบสูงกว่าประชากรทั่วไป บริโภคบุหรี่ร้อยละ 0.56/เดือน ในขณะที่ประชากรทั่วไปสูบบุหรี่ร้อยละ 0.43/เดือน มีผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองที่บ้านร้อยละ 43.7% ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของมุสลิมไทยต่ำกว่าคนทั่วไปร้อยละ 10 เยาวชนใน 3 จังหวัดภาคใต้มีผลสัมฤทธิ์การศึกษาต่ำกว่าเยาวชนในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ
ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลและประชากรข้ามชาติ 4 ล้านคน ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลจำนวนกว่า 150,000 คน ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขจากกองทุนให้สิทธิ และจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ จึงต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเองเต็มจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง
แรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน 1,100,000 คน ชาติพันธุ์ที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติและบุตรหลาน 280,840 คน คนไทยพลัดถิ่นที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์สถานะ 33,580 คน ผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนที่ตกสำรวจ 40,000 คน แรงงานข้ามชาติ 3,153,156 คน ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน 23,669 คน ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ 23,669 คน ผู้มีปัญหาทางสถานะทางทะเบียนอื่นๆ นักเรียนรหัส G และคนจีนโพ้นทะเล 122,317 คน รวมทั้งหมด 1,947,213 คน
แรงงาน 38.1 ล้านคน ผู้ชาย 20.8 ล้านคน ผู้หญิง 17.3 ล้านคน เป็นแรงงานในระบบร้อยละ 48 แรงงานนอกระบบร้อยละ 52 ไม่มีหลักประกันจากการทำงานและระบบสวัสดิการสังคมรองรับ เข้าไม่ถึงสิทธิด้านแรงงาน กม.คุ้มครองแรงงาน กม.แรงงานสัมพันธ์ เจ็บป่วยแล้วไม่ค่อยไปรับการรักษาพยาบาลที่หน่วยบริการ ส่วนหนึ่งใช้สิทธิบัตรทองจำนวนมากไม่รู้ว่ามีสิทธิ์
แรงงานนอกระบบจำนวน 21.3 ล้านคน ร้อยละ 2.75 ของวัยแรงงานทั้งหมด ประสบปัญหาจากความไม่ปลอดภัยในการทำงาน ปัญหาสภาพแวดล้อมจากการทำงาน
คนไร้บ้าน สำรวจ 3 จังหวัดในเมืองใหญ่ กทม. เชียงใหม่ ขอนแก่น พบผู้ไร้บ้าน 3,000 คน คนไร้บ้านมีสาเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำในสังคมทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพและสวัสดิการทางสังคม ส่งผลให้มีอายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่าประชากรทั่วไปถึง 20 ปี มีปัญหาสุขภาพจิตและสุขภาพช่องปากและฟัน สาเหตุหลักของคนไร้บ้าน ปัจจัยด้านครอบครัวและเศรษฐกิจ 28% ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ 25.9% ปัจจัยด้านครอบครัว 25.6%.
|
เมื่อวานคุยเล่น เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |
| เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?" |